สกู๊ปพิเศษ

8 เกมยอดแย่ที่กลับขายดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ

สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

การที่เกมๆ หนึ่งจะมียอดขายที่ดีได้ ตัวเกมนั้นจะต้องมีอะไรกันล่ะ? ผมเชื่อว่าคำถามนี้เกมเมอร์อย่างเราๆ ก็คงมีตอบที่เตรียมไว้อยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เกมที่ดีก็ควรมาพร้อมกับเกมการเล่นที่สนุก, ภาพกราฟิกที่มีความสวยงาม หรือจะเป็นเนื้อเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างแยบยลและน่าจดจำ แต่ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตามแต่ มันก็มีบางครั้งที่เกมดีๆ เหล่านี้มียอดขายที่ไม่ตรงเป้า แถมในบางครั้งมันก็มีเกมบางประเภท ที่มีคุณภาพที่ด้อยและแย่กว่าเกมประเภทแรกอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับมียอดขายที่สูงจนน่าประหลาดใจ และด้วยเหตุผลนี้เองผมก็จะมานำเสนอ 8 เกมยอดแย่ที่กลับขายดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ จะมีเกมอะไรบ้างนั้นมาเริ่มกันเลย

1. Resident Evil 6


หากผู้เล่นท่านไหนที่ติดตามผลงานเกมซี่รี่ย์ Resident Evil มาอย่างต่อเนื่อง ก็จะทราบกันดีถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตัวเกมในภาค 6 นี้ จากแต่เดิม Resident Evil หรือ Biohazard จะเป็นเกมแนว Survival Horror ที่เน้นความน่ากลัวของศัตรู, การบริหารทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ไปจนถึงเกมเพลย์ที่เน้นการเอาตัวรอดเป็นสำคัญ แต่พอมาในภาค 6 นั้นทาง Capcom ก็ได้ทำการพลิกโฉมเกมซี่รี่ย์นี้ไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งผลที่ตามมามันก็ทำให้เกม Resident Evil 6 กลายเป็นเกม Action Horror อย่างเต็มรูปแบบ ชนิดที่เปลี่ยนชื่อเป็น Call of Resident Evil เลยก็ไม่แปลก ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะฟังดูแย่ แต่ยอดขายของเกมในภาคนี้ก็เยอะอย่างไม่น่าเชื่อ หรือถ้าให้นับเป็นตัวเลขก็ราวๆ 7 ล้านชุดในปี 2012 เลยทีเดียว


2. Superman 64


ณ เวลานี้เกม Superman 64 ก็ยังคงครองตำแหน่งยอดแย่ที่สุดตลอดการอย่างไม่ต้องสงสัย โดย Superman 64 เป็นเกมที่ออกวางจำหน่ายใน Nintendo 64 เครื่องเกมคอนโซลจากฝั่ง Nintendo และคอนเซ็ปต์ของเกมดังกล่าว ก็คือการให้ผู้เล่นได้ลองสวมบทบาทเป็นสุดยอดฮีโร่อย่าง Superman ซึ่งถึงแม้ว่าคอนเซ็ปต์ดังกล่าวจะดูดีและน่าสนใจ แต่พอเอาเข้าจริงตัวเกมที่ออกมา ก็เรียกได้ว่าจัดอยู่ในขั้นที่ห่วยจนไม่น่าให้อภัย ตั้งแต่การบังคับที่ทำออกได้แข็งทื่อและยากจะควบคุม, เกมเพลย์ที่เล่นไม่สนุกจนชวนให้ปาจอย ไปจนถึงภาพกราฟิกที่จัดได้ว่าแย่จนถึงขั้นน่าเกลียดเลยก็ว่าได้ และด้วยองค์ประกอบของเกมที่จัดได้ว่าแย่มากๆ คุณผู้อ่านก็อาจจะคิดว่า ตัวเกมนั้นมันจะขายไม่ออกใช้ไหมล่ะครับ? แต่เปล่าเลยตัวเกมกลับทำยอดขายได้ถล่มทลาย จนถึงขั้นที่ทางทีมผู้พัฒนา Blue Sky Software อยากจะทำการพอร์ตลงเครื่อง PS1 เลยนะเออ!


3. Alien Colonial Marines


ก่อนที่ผมจะลงรายละเอียดถึงความห่วยบรมของเกมๆ นี้ ผมก็ขอเท้าความกรณีของ Alien Colonial Marines ก่อนนะครับ เพราะมันอาจจะมีความแตกต่างกับเกมอื่นๆ ในที่นี้อยู่พอประมาณเลย ก็คือในตอนแรกก่อนที่ตัวเกมจะวางจำหน่ายนั้น Alien Colonial Marines ก็เคยเป็นเกมที่สร้างกระแสความ Hype ให้กับเหล่าเกมเมอร์อย่างมากในงาน E3 ปี 2011 แถมภายในงานก็ยังมีปล่อย Demo ของเกมให้เหล่าเกมเมอร์ได้ลองเล่นกันอีกต่างหาก ทำให้ในเวลานั้นก็มีผู้เล่นหลายคน ที่ตั้งหน้าตั้งตารอวันที่จะได้เล่นเกมๆ นี้อย่างไม่หวาดไม่ไหว และมันก็เป็นไปตามคาดครับ Alien Colonial Marines มียอดขายอยู่ในระดับที่ดีพอสมควร (ประมาณ 1.31 ชุด) แต่ผลที่ออกมาก็เรียกได้ว่ามันเป็นคนละเกมที่เล่นในงาน E3 เลยล่ะครับ! ตั้งแต่ระบบเกมการยิงที่ห่วยลงอย่างเห็นได้ชัด, A.I. เอเลี่ยนที่แย่จนน่าสงสาร หรือจะเป็นเนื้อเรื่องของเกม ที่ทำออกมาได้แย่ต่างจากตัวอย่างเกมในตอนแรกอย่างมาก และด้วยเหตุผลนี้เองมันก็ทำให้ Alien Colonial Marines ติดอันดับเกมยอดแย่ไปโดยปริยาย


4. Mario and Sonic at the Olympic Games


ถึงแม้ว่าเกมภายใต้ชื่อ Mario จะมีอยู่หลายเกมที่ทำออกได้สนุกและน่าจดจำ แต่ไม่ใช่สำหรับเกมอย่าง Mario and Sonic at the Olympic Games อย่างแน่นอน โดยเกมเพลย์ของ Mario and Sonic at the Olympic Games จะเป็นเกมแนว Mini-game ที่ให้ผู้เล่นสามารถสนุกไปกับ Mini- game ย่อยๆ ที่มีให้เราเล่นอยู่หลาก แต่ประเด็นมันมีอยู่ว่า Mini-game เหล่านี้มันดันเล่นไม่สนุกนี่สิ! ซึ่งเหตุหลักๆ ก็ไม่พ้นกับปัญหาจากการบังคับในเกม ที่ทำออกมาได้แย่จนทำให้การเล่นนั้นดูจะหงุดหงิดมากกว่าได้ความสนุก และนอกจากปัญหาดังกล่าว ตัวเกมก็ไม่ได้มีความน่าดึงดูดที่ชวนให้เรากลับมาเล่นซ้ำอีกสักเท่าไหร่ แต่อาจจะเป็นเพราะบุญเก่าของชื่อ Mario และ Sonic มันก็ทำให้ยอดขายของเกมๆ นี้สูงถึง 7 ล้านชุด! 

5. Kinect Adventures


ถ้าคุณเป็นผู้เล่นจากฝั่ง Xbox ก็คงทราบถึงความ “ ห่วย “ ของ Kinect กันเป็นอย่างดี เพราะเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นแม้จะมีแนวคิดที่ฟังดูเข้าท่า อย่างการที่ตัวละครในเกมจะขยับตามการกระทำของผู้เล่นทุกอย่าง แต่ด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยีในเวลานั้น มันก็ทำให้ระบบ Kinect ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ซึ่งแม้ว่าระบบ Kinect จะล้มอย่างไม่เป็นท่า แต่เกมเปิดตัวของระบบ Kinect อย่าง Kinect Adventures กลับประสบความสำเร็จในด้านยอดขายอย่างมาก แม้ว่าตัวเกมดังกล่าวจะไม่มีอะไรพิเศษเลยสักอย่าง โดยจำนวนยอดยอดขายเกมนั้นอยู่ที่ (โคตร) สูงอยู่ที่ประมาณ 24 ล้าน

6. Sonic the Hedgehog (2006)


ถ้าพูดถึงเกมยอดแย่ในยุค 2000 ผมเชื่อว่าชื่อของเกมอย่าง Sonic the Hedgehog (2006) จะต้องติดอยู่ในการจัดอันดับดังกล่าวอย่างแน่นอน เพราะ Sonic the Hedgehog (2006) เป็นเกมๆ เดียวที่แม้แต่ผมเอง ก็หาข้อดีของมันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เนื่องจากตัวเกม Sonic the Hedgehog (2006) นั้นเป็นเกมที่เต็มไปด้วยปัญหาเกินจะเยียวยา ไม่ว่าจะเป็น Glitch ที่มีอยู่มากมาย, บัคที่ทำให้เราเล่นต่อไม่ได้ (หรือเล่นแล้วตกฉาก) , การบังคับที่ทำออกมาห่วยแตก รวมไปถึงเนื้อเรื่องของเกมที่ทำออกมาได้แปลกจนชวนงง (คือนางเอกเป็นคน ที่รัก Sonic ในตอนจบดูแปลกๆ ไหมล่ะครับ) แต่ไม่ว่าเกมมันจะห่วยมากแค่ไหน Sonic the Hedgehog (2006) ก็ยังมียอดขายที่ไม่น่าเกลียด ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากชื่อของ Sonic ที่เป็นแรงดึงดูดให้ผู้คนมาซื้อเกมๆ นี้ก็เป็นได้ (และก็คงจะพากันทิ้งเกมนี้ไปตามๆ กัน)


7. Enter the Matrix


หนังที่ทำจากเกมก็มีอยู่น้อยเรื่องที่จะทำออกมาดี เกมจากหนังก็เช่นกันที่น้อยนักจะออกมาสนุกเท่ากับหนังต้นฉบับ ซึ่งในกรณีของ Enter the Matrix ก็ไม่ต่างกัน โดยตัวเกม Enter the Matrix จะเป็นเกมแนว Action เดินหน้าลุยที่มีการนำเนื้อหามาจากหนังชื่อดังอย่าง The Matrix แต่แม้ว่าตัวเกม จะนำองค์ประกอบหลายๆ อย่างมาจากหนังชื่อดัง มันก็ไม่ได้ทำให้เกมนั้นยอดเยี่ยมขึ้นแต่อย่างใด ในทางตรงข้ามมันเหมือนการเอาชื่อ The Matrix มาย่ำยีซะมากกว่า เพราะเกม Enter the Matrix ก็แทบจะไม่มีอะไรดีในตัวเกมเลย ทั้งกราฟิกของเกมที่ตกยุค, การบังคับที่ไม่ได้ดั่งใจ และบัคของเกมที่มีอยู่มากมายจนชวนให้ผู้เล่นหงุดหงิด ซึ่งถึงแม้ว่าความห่วยของ Enter the Matrix จะมีอยู่อย่างเหลือล้นเกินบรรยาย ตัวเกมกลับมียอดขายที่ดีอย่างน่าประหลาด หรือก็คือประมาณ 5 ล้านชุดเลยล่ะครับ


8. Wii Music


สำหรับในกรณีของ Wii Music นี้อาจจะพูดได้ว่าทาง Nintendo นั้นมีแนวคิดที่ดี ที่พยายามทำเกมสาย Casual ที่เล่นง่ายเล่นได้ทุกเพศทุกวัยออกมา ซึ่ง Wii Music ก็เป็นหนึ่งในเกมสายเล่นสบาย ที่ทำออกมาเพื่อขยายฐานแฟนเกมให้กว้างขึ้น แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่เกม Wii Music นั้นมันเล่นง่ายเกินไป! อ่านไม่ผิดหรอกครับคุณผู้อ่าน เกม Wii Music นั้นแทบจะไม่มีความยาก หรือความท้าทายอะไรเลย ซึ่งถึงแม้จะเป็นเกม Casual แต่เกมมันก็ไม่ควรจะง่ายขนาดนี้ และผลสุดท้ายที่ออกมามันก็ทำให้ Wii Music กลายเป็นเกมดาดๆ ธรรมดาๆ เกมหนึ่งที่ไม่มีความน่ากลับมาเล่นซ้ำสักเท่าไหร่ แต่อาจจะเป็นเพราะชื่อของ Nintendo มันก็ทำให้ Wii Music มียอดขายมากกว่าที่มันควรจะเป็น ซึ่งยอดจำหน่ายของเกมรวมทั้งสิ้นอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านชุดครับ


ในบางครั้งจำนวนยอดขายของเกมเหล่านี้ ก็อาจจะไม่ได้เป็นผลมาจากความสนุกหรือความยอดเยี่ยมของตัวเกมแต่อย่างใด แต่ในทางกลับกันผู้คนมากมายที่จ่ายเงินให้กับเกมเหล่านี้ ก็อาจจะมาจากความคาดหวังที่มีต่อตัวเกม ที่หลายคนต่างคาดหวังว่ามันจะเป็นเกมที่ดี แต่สุดท้ายตัวเกมก็ไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของเหล่าเกมเมอร์ได้อย่างน่าเสียดาย

Via
thegamer
ที่มา
wikipedia
Back to top button