
กลายเป็นประเด็นที่คนใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 11 ต้องสนใจกันอีกแล้ว เมื่อมีการนำแอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศหรือ Weather ที่ติดมากับเครื่อง ไปเปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงานกับแอปประเภทเดียวกันของฝั่ง Apple บน macOS ผลปรากฏว่าแอปของ Microsoft กินพื้นที่หน่วยความจำ RAM พุ่งสูงไปกว่า 1.2GB ซึ่งมากกว่าฝั่งคู่แข่งถึงเกือบ 5 เท่า ทั้งที่เปิดทิ้งไว้เฉยๆ โดยที่ยังไม่ได้กดคลิกหรือไถหน้าจอไปไหนเลยด้วยซ้ำ
สิ่งที่สร้างความหงุดหงิดใจให้กับผู้ใช้งานไม่แพ้กันก็คือเรื่องของโฆษณาที่โผล่ขึ้นมาปะปนอยู่กับข้อมูลอากาศ ทั้งที่ Windows 11 เป็นระบบปฏิบัติการที่มีมูลค่าและต้องจ่ายเงินซื้อมา ไม่ใช่ออพชั่นให้ใช้งานฟรี แต่กลับมีกล่องข้อความโฆษณาอย่าง Adobe Acrobat ซ่อนอยู่อย่างกลมกลืนในหน้าแสดงผล ซึ่งเมื่อเข้าไปดูใน Microsoft Store ก็จะพบคำตอบว่าแอปตัวนี้จริงๆ แล้วคือ MSN Weather นั่นเอง จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีพื้นที่โฆษณาแฝงมาแน่นขนาดนี้
หากมองในแง่ของข้อมูลก็ต้องยอมรับว่า Microsoft จัดเต็มเรื่องรายละเอียด ทั้งสภาพอากาศแบบรายชั่วโมง ดัชนีคุณภาพอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม รวมถึงการแจ้งเตือนภัยพิบัติต่างๆ แต่เมื่อหันไปดูแอปพลิเคชัน Weather บน macOS ของ Apple กลับพบว่าสามารถให้ข้อมูลที่ละเอียดครบถ้วนในระดับเดียวกันได้โดยไม่มีโฆษณามารบกวนเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งจุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในประสบการณ์ของผู้ใช้งานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

สาเหตุหลักที่ทำให้แอป Weather บน Windows 11 กินทรัพยากรเครื่องหนักขนาดนี้ เป็นเพราะมันไม่ใช่แอปพลิเคชันแบบ Native ที่เขียนขึ้นมาเพื่อระบบโดยตรง แต่เป็นเพียงการนำเว็บไซต์มาครอบด้วย WebView2 หรือพูดง่ายๆ ก็คือการเปิดหน้าเว็บซ้อนไว้อีกที ทำให้เมื่อตรวจสอบใน Task Manager จะเห็นกระบวนการทำงานย่อยของ Chromium รันอยู่ถึง 9 ตัว ต่างจากของ Apple บน macOS ที่ทำงานเป็นระบบเดียวและใช้ RAM ไปเพียงแค่ 246.7MB เท่านั้น
แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา Microsoft จะเริ่มหันมาปรับปรุงแอปพลิเคชันพื้นฐานที่ติดมากับเครื่องไปบ้างแล้ว เช่น เครื่องคิดเลข กล้อง นาฬิกา หรือโปรแกรมวาดภาพ Paint แต่แอปพยากรณ์อากาศกลับยังไม่ถูกยกเครื่องใหม่เสียที แม้จะมีผู้บริหารระดับสูงเคยออกมารับปากว่าจะผลักดันให้แอปพลิเคชันบน Windows กลับมาเป็นแบบ Native ทั้งหมด แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าแอปในตระกูล MSN จะได้รับอานิสงส์นี้ด้วยหรือไม่
ทางออกเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืนคือการยกเลิกโค้ดแบบ WebView2 แล้วหันมาพัฒนาแอป Weather ขึ้นมาใหม่ด้วยโครงสร้าง WinUI อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ตัวแอปทำงานได้ลื่นไหล ประหยัด RAM และไร้โฆษณากวนใจ ซึ่งหาก Microsoft ทำได้จริง ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับบรรดานักพัฒนาภายนอก ในการเลิกสร้างแอปแบบครอบเว็บ แล้วหันมาทำแอปที่ดึงประสิทธิภาพของ Windows 11 ออกมาใช้อย่างแท้จริง



![[รีวิว] iPhone 15 Pro Max จุดเปลี่ยนสำคัญสู่ยุคสมัยใหม่ของ iPhone 6 [รีวิว] iPhone 15 Pro Max จุดเปลี่ยนสำคัญสู่ยุคสมัยใหม่ของ iPhone](https://thisisgamethailand.com/wp-content/uploads/2024/01/05279570016956195574877_Tech_iphone15_promax_main-421x220.jpg)



