Switchคอนโซล / พีซีรีวิวรีวิว / พรีวิวเกม

[รีวิว] Final Fantasy VII Rebirth เวอร์ชัน Nintendo Switch 2

กลับมาอีกครั้งกับ JRPG สุดคลาสสิก ก่อนไปสู่ปัจฉิมบท

หมายเหตุ: ตัวเกมที่นำมารีวิวเป็นเวอร์ชัน Nintendo Switch 2 ประสบการณ์ที่ได้รับอาจมีความแตกต่างกัน

มากันแบบติดๆ เลยสำหรับเกมลำดับที่สองของไตรภาค Final Fantasy VII Remake ที่ในเวอร์ชัน Nintendo Switch 2 ช่วงต้นปี ได้นับเป็นพอร์ตระดับปรากฏการณ์ของเครื่องเล่นด้วยการยกประสบการณ์แบบคอนโซลรุ่นใหญ่เข้ามาอยู่ในเครื่องไฮบริดกันได้แบบง่ายๆ เล่นได้ทั้งแบบพกพาและผ่านหน้าจอโดยที่แทบจะไม่เสียอรรถรส ทั้งเรื่องเอฟเฟกต์แสง และคอนเทนต์ที่อ้างอิงจากภาค Intergrade ที่นับว่าเป็นตัวเกมฉบับสมบูรณ์

Final Fantasy VII Rebirth เสิร์ฟความสนุกให้กับเรากันต่อเนื่องในระยะเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งปีเท่านั้น แต่หลายคนคงสงสัยไม่น้อยครับว่าในเมื่อเกมนี้เป็นประสบการณ์เน็กซ์เจ็นเต็มตัวครั้งแรกที่ถูกจะถูกนำมาพัฒนาให้กับ Switch 2 การประมวลผลก็ต้องใช้แรงมากขึ้นอย่างแน่นอน แล้วแบบนี้คอนเทนต์ที่ถูกอัดแน่นมาในเกมจะเป็นอย่างไรกัน วันนี้ ThisIsGame Thailand ก็ได้รับการสนับสนุนจาก BANDAI NAMCO Entertainment Asia และ Square Enix สำหรับเกมที่จะนำมารีวิวให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกันแล้ว

การนำเสนอ

แน่นอนว่า Final Fantasy VII Rebirth เป็นเกมลำดับที่สองต่อเนื่องจากภาค Remake ดังนั้นเราจะได้เจอกับตัวเอกทั้งหมดตามที่ได้จบลงจากปมภาคที่แล้ว นั่นคือ Cloud, Tifa, Barret และ Aerith รวมไปถึง Red XIII ที่เข้าร่วมปาร์ตี้อย่างเป็นทางการกันเสียที นอกจากนั้นแล้วก็ยังมี Yuffie กับ Cait Sith ที่จะแจมในระหว่างเนื้อเรื่องด้วยนั่นเองครับ

หากยังจำกันได้ เกมนี้ถูกพัฒนามาเพื่อให้ทุกคนสามารถเล่นก่อนได้โดยไม่ต้องเล่น Remake แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีกว่าหากเราจะเล่นลำดับแรกให้จบแบบผ่านมือผ่านตาด้วยตัวเอง คือไม่ถึงกับต้องเล่น Episode INTERmission เพื่อรู้จักตัวตนของ​ Yuffie ก็ได้ ซึ่งการเล่าเรื่องในภาคนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความรู้จักปูมหลังและสาเหตุที่ตัวเอกมาติดค้างอยู่ที่เมือง Kalm อันเป็นจุดเริ่มต้นของภาคนี้เสียก่อน หากไม่สะดวกจริงๆ โหมดชมวิดีโอเนื้อหาภาคก่อนนั้นถือว่าครอบคลุมพอ

[รีวิว] Final Fantasy VII Rebirth เวอร์ชัน Nintendo Switch 2

เกมมีรูปแบบเมนูคล้ายของเดิม ทว่าก็ไม่ได้เหมือนเสียทีเดียว หลายอย่างถูกเพิ่มรายละเอียดมากขึ้นโดยเฉพาะการปรับแต่งที่จะกล่าวถึงในหมวดถัดๆ ไป อย่างไรก็ตาม เมื่อเราทราบกันว่า Final Fantasy VII Rebirth มีการอัปเดต QoL เยอะมากในช่วงที่ผ่านมา ขอให้สบายใจได้ครับว่าเวอร์ชัน Nintendo Switch 2 ได้รับการปรับปรุงส่วนนี้ครบทั้งหมด เช่นแนวทางการออกแบบแสงของเกม (คนละส่วนกับการปรับความสว่างเวลาออก-เข้าตึก) และยังมี Streamlined Progression หรือโหมดเทพที่ให้เราปรับได้ง่ายๆ เลยว่า อยากตีแรง อยากมีเงินไม่จำกัด หรืออยากอมตะ เช่นเดียวกับ Head Start ทำให้เหมาะกับคนที่อยากเล่นรอบสองบน Switch 2 แบบไม่ต้องหงุดหงิดกับความยากครับ

รูปแบบการควบคุม

ถ้าทุกคนชื่นชอบเกมเพลย์จากภาคที่แล้วต้องบอกเลยว่าจะยิ่งชอบมากกว่าเดิมเพราะ Final Fantasy VII Rebirth ได้มอบอิสระให้กับการเคลื่อนไหวของตัวละครมากขึ้นด้วยคำสั่ง Terrain Command นั่นคือเวลาเราวิ่งไปเจอเนิน เจอระเบียง ตัวละครจะปีนอัตโนมัติ ซึ่งคาดว่าใส่เข้ามาเพื่อให้สอดคล้องกับสเกลของเกมที่ใหญ่ขึ้นมาก โดยแผนที่ในเกมเองก็จะเป็นฉากขนาดใหญ่ที่เราวิ่งไปสำรวจได้อิสระ ไม่ได้เป็นแบบเส้นตรงที่วิ่งไปเจอฮับตรงนั้นที่ตรงนี้ทีแบบภาคที่แล้วครับ ทั้งนี้ไม่ได้เป็นเกมโอเพนเวิลด์เต็มๆ บางพื้นที่มันจะเปิดให้เมื่อถึง Chapter ใด Chapter นึง

ขณะเดียวกันในส่วนของระบบแบทเทิลยังอ้างอิงรูปแบบเรียลไทม์ผสม Active Timed Battle เช่นเดิมนั่นคือเราวิ่งไปตบศัตรูกันได้เลย แต่เพิ่มคำสั่ง First Strike ที่จะปรากฏขึ้นเป็นสัญลักษณ์วงกลมให้เราวาร์ปเข้าไปตีได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อกดปุ่มเลือกคำสั่งแบบ Tactical Mode ก็จะสโลว์ฉากให้เหมือนเดิม หรือถ้าใครเชี่ยวชาญก็กดปุ่ม L ค้างเพื่อป้อนคำสั่งรายคนก็ได้ (แต่มือมักจะพันกันเราจึงอาศัยกด Tactical)

ทั้งนี้สิ่งที่เพิ่มเข้ามาก็คือระบบการคราฟต์ไอเทมที่เราจะพบว่าตามแผนที่เริ่มมีวัสดุ – วัตถุดิบหลายอย่างกระจัดกระจายตามพื้นให้เก็บ ช่วยปลุกเร้าให้เราพยายามวิ่งเปิดแมปเพราะบางที่ก็จะเป็นสถานที่ที่เรามองข้ามแต่มีของแรร์ดรอปอยู่เยอะมากๆ ตั้งแต่แผนที่ Grasslands เลย เรียกได้ว่าพร้อมให้เราได้วิ่งสำรวจเต็มที่ เอาเป็นว่าเราวิ่งวนกลับมาก็ยังเจอของใหม่ๆ อยู่

[รีวิว] Final Fantasy VII Rebirth เวอร์ชัน Nintendo Switch 2
เห็นอะไรอยู่ตรงไหน วิ่งไปได้ถ้ามีใจมากพอ~

ยกระดับการปรับแต่ง เนื้อหาแน่นปึ้ก เกมเพลย์ที่ลื่นไหล

ในภาคนี้ได้เปลี่ยนโฉมการปรับแต่งตัวละครให้มีรายละเอียดมากขึ้น โดยในส่วนของการอัปเกรดอาวุธ การติดตั้งแมทีเรีย การเลือกสวมใส่ไอเทมทุกอย่างยังอยู่ครบ แต่ได้เพิ่มในส่วนของระบบอัปเกรด Folio ที่เป็นความสามารถเฉพาะตัวแต่ละคนคล้ายกับ Skill Tree ซึ่งแผนผังนี้เพิ่มทักษะเท่ๆ อย่าง Synergy ที่เป็นท่าต่อสู้ประสานที่เป็นกิมมิคสำคัญของระบบแบทเทิล เพราะนอกจากจะเท่แล้วยังมีค่าในเชิงความสนิทสนมที่มีผลด้วย (ใช่ครับ เราทำความสนิทกับตัวละครอื่นได้)

การปรับแต่งจากเกมภาคที่แล้วนั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้ในภาคนี้นะครับ นั่นหมายความว่าบิลด์ที่เราปั้นไว้ตอนแรกทั้ง Cloud, Tifa และ Aerith ต้องมานั่งติดตั้งพวกแมทีเรียหรือเครื่องประดับใหม่ แต่รู้สึกว่าเกมรีเมคชุดนี้ตัวละครมีความชัดเจนในแนวทางกันทุกตัวละครอยู่แล้ว จึงไม่ได้คิดว่าเป็นปัญหาอะไร และสเกลเลเวลในเนื้อเรื่องแต่ละบทก็เหมาะสมกันกับค่าเริ่มต้นของพวกเขา (เพียงแค่เราอาจจะนอยด์นิดๆ ที่เลเวล 15 เอง ทั้งที่จบภาคที่แล้วก็ทะลุ 36-37 ไปเสียละ)

[รีวิว] Final Fantasy VII Rebirth เวอร์ชัน Nintendo Switch 2

สิ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือในเมื่อเกมมีจำนวนสมาชิกในทีมมากขึ้น ดังนั้นจะเป็นหน้าที่ของเราในการปรับทีมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งในช่วงแบทเทิลเราจะนำพรรคพวกมาร่วมสู้ได้เพียงสองคนรวมตัวเราเป็นสามคน โดยจัดเท็มเพลตได้สามแบบว่าอยากได้ทีมแบบไหนก็ตั้งค่าไว้ได้ ส่วนตัวผมชอบให้เป็นทีมแบบที่ถนัดอยู่แล้วนั่นคือ Cloud, Tifa และ Barret หรือสลับกับ​ Aerith เพราะตัวละครกลุ่มแรกก็มีเทคนิคประจำตัวคือสายอิสระ ตีใกล้ ตีไกล-เวทย์ ชัดเจนอยู่แล้ว จึงอาจจะมีเลเวลของตัวละครแก๊งนี้สูงกว่า (แอบรู้สึกว่าอยากให้ทุกตัวมีเลเวลสูงขึ้นเฉลี่ยพร้อมกัน)

อีกหนึ่งส่วนที่จะลืมไปไม่ได้ก็คือระบบการเคลื่อนไหวที่มันลื่นไหลมากขึ้น ทำให้ Final Fantasy VII Rebirth เปิดโอกาสให้เราได้ลองอะไรใหม่ๆ เช่นการปีนป่าย หรือระบบแบทเทิลที่ท่าต่อสู้แบบกระโดดขึ้นฟ้ามาตีศัตรูมันลื่นไหลขึ้นมาก ท้ายที่สุดคอนเทนต์เกมนี้ได้อัปสเกลยิ่งขึ้นไปอีกไม่ว่าจะด้วยเนื้อเรื่องที่ยาวขึ้นมากๆ หรือจุดเด่นอย่างมินิเกมที่ Gold Saucer หนึ่งในสถานที่ที่เราจะได้เข้าไปแวะเวียนกัน

[รีวิว] Final Fantasy VII Rebirth เวอร์ชัน Nintendo Switch 2
ลูกทีมสลับไปมาระหว่าง 7 คนได้ตลอด

การเล่น Final Fantasy VII Rebirth บน Switch 2: อีกครั้งในมือคุณ

ถ้าการเล่น Final Fantasy VII Remake บน Nintendo Switch 2 ระหว่างนั่งไปทำงานด้วยรถไฟฟ้ามันจะเท่มากๆ แล้ว การมาถึงของ Rebirth ยิ่งทำให้เราต้องทึ่งไปอีกเพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า Rebirth เป็นประสบการณ์เกมเน็กซ์เจ็นเต็มตัว ออกแบบมาเพื่อเครื่องเล่นที่สเปคสูง ภาพทิวทัศน์ที่กว้างใหญ่ หรือสวนสนุกลอยฟ้าตระการตาที่จะต้องประมวลผลด้วยชิปเซ็ตระดับมือถือก็คงจะต้องอาศัยการรีดเค้นระดับหนึ่ง ซึ่งเราจะไปคุยเรื่องผลที่ได้รับในหัวข้อถัดไป แต่ส่วนนี้อย่างชื่นชมว่าการเล่นด้วย Switch 2 มันก็ยังน่าปรบมือให้อยู่

ตามลักษณะการใช้งานของเครื่อง Nintendo Switch 2 แล้ว ว่าด้วยรูปแบบการเล่นพกพาของ Rebirth นั้นถือว่าทำมาได้ไม่แย่ ตัวหนังสือมองได้คมชัด และด้วยหน้าจอรองรับ HDR ของเครื่องเกมจิ๋วแต่แจ๋วรุ่นนี้ ก็ทำให้ภาพที่เราได้เห็นผ่านในระยะมือถือมันเรียบเนียนในระดับที่ประทับใจ และจากบิลด์เดโมมาถึงบิลด์ปัจจุบันที่ใช้งานเล่นได้จริงแบบมาตรฐานที่จะถึงมือผู้เล่น โมเดลหลายส่วนทำได้ดีขึ้นมาก คือมันก็ได้รับผลกระทบจากแรงประมวลผลที่ต่ำกว่าจริง (และเราจะเห็นไปตลอดเกม) แต่ด้วยธรรมชาติของตัวเครื่อง แค่ได้เล่นด้วยเฟรม 30FPS เสถียรๆ ก็ดีมากแล้ว

[รีวิว] Final Fantasy VII Rebirth เวอร์ชัน Nintendo Switch 2

กราฟิก

เกมบน Nintendo Switch 2 สามารถให้ภาพที่ 1080p ทั้งรูปแบบการพกพาและแบบต่อหน้าจอ โดยเป็นรูปแบบการอัปสเกลทั้งคู่ ซึ่งแน่นอนว่าภาพจะไม่ได้อยู่ในขั้นที่เรียกว่าคมชัด แต่ต้องขอบคุณเทคโนโลยี DLSS ที่ช่วยให้ประสบการณ์นั้นได้รับภาพที่คงอารมณ์เดิมทั้งแสงและเงาเอาไว้อย่างที่เคยลงให้กับ PC ก่อนหน้านี้ (เทียบกับแพตช์แรกของ PS5 ยกนี้ผมจะให้​ Switch 2 ชนะเพราะใช้ระบบแสงใหม่เลย) อย่างไรก็ตามด้วยสเปคที่ค่อนข้างท้าทายความสามารถทีมงาน ย่อมต้องเจอกับปัญหาการแสดงผลอยู่

แม้โมเดลตัวละครเมื่ออยู่ในคัตซีนที่เราได้เห็นการโฟกัสเต็มๆ จะพบว่ามีคุณภาพสูง (และยังเจอผมแบบฝอยเหมือนภาคแรก) แต่ในส่วนของสิ่งปลูกสร้างนั้นความละเอียดต่ำลงอย่างชัดเจน เช่นผนังหรือเสาคานไม้ ที่ไม่มีร่องรอยหรือลวดลาย บ่อยครั้งมักเป็นสีเดียวให้เห็นเป็นปื้นๆ และวัตถุหลายอย่างเช่น หลังคาจะโหลดไม่ครบ มี Pop-ins มาเรื่อยๆ ทั้งเกม จุดนี้เสียดายมากครับเพราะว่าดึงสายตาอยู่เหมือนกัน และเรื่องของการปรับความสว่างเวลาเข้าออกอาคารที่ไม่ค่อยมั่นคงก็ตั้งแต่เวอร์ชันแรก อันนี้ก็เจอเหมือนเดิม แต่ผมคิดว่าหากเราปรับ Brightness ไว้ที่ 3 หรือ 5 จะแก้ได้ในระดับนึง

เพลงประกอบเกมนี้ยังคงเป็นออร์เคสตราวงใหญ่ และแม้จะพัฒนามาอยู่ในเครื่องเล่นที่เป็นชิปเซ็ตอุปกรณ์มือถือ แต่เครื่องไม่ได้บีบอัดเสียง คมชัดรื่นหู ทุกอย่างยังอยู่ในขั้นที่อลังการงานช้าง โดยมากจะเป็นเพลง Those Who Fight ที่ออกแบบมาหลายเวอร์ชัน และเพลง Aerith’s Theme ที่จะมีหลายสไตล์ตามสถานการณ์เหมือนกัน ผมว่าส่วนมากเพลงของเกมนี้จากตัวต้นฉบับก็คือมาสเตอร์พีซอยู่แล้ว ถึงจะหยิบของเดิมมาอาร์เรนจ์หลายๆ แบบ มันก็มีความรู้สึกต่างกัน

[รีวิว] Final Fantasy VII Rebirth เวอร์ชัน Nintendo Switch 2

Final Fantasy VII Rebirth บน Switch 2 ยังเป็นอีกเวอร์ชันที่ไม่ควรพลาด

หลายเดือนที่ผ่านมาที่ผมรออดใจไม่กด Final Fantasy VII Rebirth มาเล่นบน PlayStation 5 มาเสียก่อน มันคุ้มค่ากับเวลาจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อลองมายิงยาวภาค Remake ลำดับแรกกันช่วงก่อนเปิดตัว Rebirth แล้วมาเล่นภาคนี้ต่อให้จบ ทำให้ความเจ็บปวดมันเหลือเพียงแค่ว่า… เมื่อไหร่ภาคที่สามจะมาสักที! เมื่อเรามองข้ามเรื่องกราฟิก Pop-in ต่างๆ ได้ Final Fantasy VII Rebirth นี่แหละจะกลายเป็นเกม RPG ที่ดีที่สุดของ Switch 2 ในครึ่งปีแรกแบบไม่ต้องสงสัย

เพื่อนๆ คนไหนที่สนใจสามารถหาซื้อ Final Fantasy VII Rebirth บน Nintendo Switch 2 ได้ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายนนี้เป็นต้นไปทั้งรูปแบบมาตรฐานและ Digital Deluxe ที่มาพร้อมโบนัสพิเศษ นอกจากนี้ยังมีเกมวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอื่นทั้ง PlayStation 5, Xbox Series X|S และ PC สำหรับโอกาสหน้า ThisIsGame Thailand จะมีอะไรมาแบ่งปันอย่าลืมติดตามกันที่นี่เช่นเคยครับผม

GantaroZX

นักข่าวเกมที่แต่งตัวโป๊ที่สุดในประเทศไทย
Back to top button