รีวิว

รีวิวและความรู้สึกหลังเล่น Back 4 Blood ในช่วง Early Access

เกมยิง Coop ซอมบี้น้องใหม่จาก Turtle Rock Studios บิดาผู้ให้กำเนิด Left 4 Dead

หลังจากที่รอคอยมาอย่างยาวนาน Back 4 Blood เกมยิง Coop ซอมบี้น้องใหม่จาก Turtle Rock Studios ก็ได้เปิดช่วงทดลองเล่น Early Access เป็นที่เรียบร้อย แต่มันจะยอดเยี่ยมเหมือนผลงานก่อนหน้าของสตูดิโออย่าง Left 4 Dead มากแค่ไหน ในวันนี้หลังจากที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสกับตัวเกมแบบเต็มๆ ทั้งโหมด PvE และ PvP จะมาเล่าถึงความรู้สึกหลังเล่นและรีวิวให้ฟังว่า Back 4 Blood เป็นเกมที่ยอดเยี่ยมสมการรอคอยจริงหรือไม่ ถ้าพร้อมกันแล้วเรามาเริ่มกันเลย

[การคืนสู่เหย้าของทีมงาน Turtle Rock Studios]

นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ผมได้เข้าเกมมา Back 4 Blood ก็ต้อนรับผมอย่างอบอุ่นด้วยองค์ประกอบต่างๆ ที่ชวนให้นึกถึงเกมยิงในตำนานอย่างซีรี่ส์ Left 4 Dead ที่ภายในเกมจะมีการปูเนื้อเรื่องให้เราได้ออกลุยกับชาวแก๊งอ้ายมาสี่คนโดยใน Back 4 Blood เราจะได้รับบทเป็นหนึ่งใน The Cleaner กลุ่มคนมากฝีมือที่ได้รับภารกิจในการกวาดล้างเหล่าผู้ติดเชื้อ The Ridden แต่จากที่ตัวผมได้ทดลองเล่นในช่วง Early Access เนื้อเรื่องของตัวเกมจะเป็นการเล่าผ่านบทสนทนาระหว่างตัวละครแทน หรือถ้าให้พูดง่ายๆ จุดที่ทางผู้พัฒนาอยากให้ผู้เล่นโฟกัสเป็นหลักยังคงเป็นเกมเพลย์เฉกเช่นเดียวกับ Left 4 Dead เรียกได้ว่าองค์ประกอบโดยรวมของ Back 4 Blood เป็นเหมือนกับการได้กลับมาพบกับเพื่อนเก่าเลยล่ะครับ

[เกมเพลย์สุดมันที่ยกระดับให้ทันสมัย]

หากพูดกันแบบง่ายๆ Back 4 Blood คือ Left 4 Dead 3 ที่แท้ทรูเพราะนอกจากบรรยากาศภายในเกมจะมีความคล้ายคลึงกับซีรี่ส์ Left 4 Dead เกมเพลย์ของ Back 4 Blood ยังถอดแบบมาจากเกมรุ่นพี่แทบทั้งหมด แต่ใช่ว่านี่จะเป็นการก๊อปวางผลงานเก่าแบบลวกๆ เพราะใน Back 4 Blood ได้มีการปรับปรุงระบบต่างๆ ให้แตกต่างและมีความร่วมสมัยมากขึ้นตั้งแต่การเล็งแบบ Aim Down Sight ที่สามารถทำได้แล้วในเกมนี้, ระบบแต่งปืนที่เปิดโอกาสให้เราสามารถหาอุปกรณ์ต่างๆ มาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการต่อสู้, Movement ของตัวละครที่ลื่นไหลมากกว่าเดิม (เช่นสามารถวิ่งรีโหลด, เดินไปฮีลไป และปีนป่ายตามฉากได้พอประมาณ), ปุ่ม Ping ที่ใช้ในการชี้จุดสำคัญต่างๆ ไปจนถึงระบบชูโรงของ Back 4 Blood อย่าง Card System ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถปรับแต่ง Deck ให้เข้ากับสไตล์การเล่นของตัวเองได้ และทำให้ทุกการเล่นจะให้อารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

[ประสิทธิภาพและภาพกราฟิกที่ไม่น่าเกลียด]

สำหรับเพื่อนๆ ที่ได้มีโอกาสทดลองเล่นในช่วง Early Access หรือได้รับชมเกมเพลย์ผ่านทาง Youtube และ Twitch น่าจะมีความคิดเหมือนกันว่าภาพกราฟิกของ Back 4 Blood ค่อนข้างจะธรรมดาไปเสียหน่อยซึ่งถ้าเพื่อนๆ คิดแบบนั้นผมขอบอกตามตรงว่าเพื่อนๆ คิดไม่ผิดเพราะจากที่ผมได้ทดลองเล่นเองบนเครื่อง PS4 Slim ภาพกราฟิกโดยรวมของ Back 4 Blood ค่อนข้างจะธรรมดาจริงๆ แต่มันก็แลกมาด้วย Performance ที่ตัวเกมสามารถรันได้ลื่นไหลมากๆ บน PS4 Slim เครื่องคอนโซลเจนเก่าที่ไม่ได้มีสเปคแรงมากเป็นพิเศษซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผมได้ทดลองเล่นมา ก็แทบไม่มีปัญหาทางเทคนิคเลยจะมีแค่เรื่องเกมล่ม, จอฟ้า และบัคปืนหายนิดหน่อยที่หลังจากผ่านช่วง Early Access ไปทางทีมงานน่าจะแก้ได้จนหมด ถ้าให้พูดแบบโดยรวมส่วนตัวผมว่าโอเคเลยล่ะ

[เกมนี้จะดีได้ถ้ามีเพื่อน]

Back 4 Blood ยังคงเกมเพลย์ต้นตำรับสูตรเดิมจาก Left 4 Dead ที่ผู้เล่นทุกคนจำเป็นต้องร่วมมือกันในการผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปจนถึงเส้นชัย ซึ่งเกมการเล่นแบบนี้เป็นได้ทั้งข้อดีที่สุดและข้อเสียที่รายแรงที่สุดในเวลาเดียวกัน เพราะถึงแม้ว่าใน Back 4 Blood จะมีระบบ Matchmaking รวมไปถึงตัวเลือกในการสื่อสารต่างๆ ตั้งแต่การ Push to Talk และการ Ping แต่จากประสบการณ์ที่ผมได้เล่นแบบลุยเดี่ยวเสี่ยงดวงกับ Matchmaking ผลที่ออกมาก็บอกเลยว่าค่อนไปทางไม่ดีไปจนถึงเลวร้ายแบบสุดๆ เพราะภายใน Back 4 Blood จะมีเกมเพลย์ที่อาศัยความเป็น Team Work ค่อนข้างลงลึกมากกว่า Left 4 Dead เช่นระบบ Card System ที่ถ้าคนในทีมจัด Deck มาแบบตามใจฉันการผ่านฉากอาจจะยากขึ้นอย่างไม่จำเป็น, Team Upgrade อีกหนึ่งระบบสำคัญที่หลายคนอาจมองข้ามไป เพราะการจะซื้อมันมาจำเป็นต้องใช้ Copper ค่าเงินภายในเกมที่ส่วนใหญ่ก็ถลุงไปกับข้าวของเครื่องใช้ของตัวเอง, เหล่าศัตรูชนิดพิเศษที่แม้จะไม่กวนบาทาเท่ากับ Left 4 Dead แต่พวกมันยังคงมีความอันตรายเท่าเดิม หรือจะเป็นการซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ที่ถ้าถลุงซื้อแบบไม่เตี้ยมกัน ก็อาจมีเหตุการณ์กระสุนหรือยาหมดในช่วงเวลาสำคัญได้ เพราะฉะนั้นในทางที่ดีควรเล่นเกมนี้แบบครบทีม 4 คนจะดีกว่า (ถ้าไม่อยากหัวร้อนแบบผมอ่ะนะ)

[โหมด PvP ที่ดูดดีแต่ก็แปลกเช่นกัน]

ในด้านของโหมด Versus PvP หรือ Swarm Mode ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยจะประทับใจกับมันสักเท่าไหร่ เพราะจากที่ได้ทดลองเล่นในช่วง Early Access ความสนุกเดียวที่ผมได้จากการเล่น Swarm Mode คือการได้เล่นเป็นฝั่งผู้ติดเชื้อที่เกมเพลย์ จะให้อารมร์ที่แตกต่างจากการเล่นเป็นผู้รอดชีวิตอย่างสิ้นเชิง ในทางกลับกันการได้เล่นเป็นฝั่ง Cleaner หรือฝั่งผู้รอดชีวิตใน Swarm Mode จะมีเพียงสิ่งเดียวที่แตกต่างจากการเล่น Campaign นั่นคือเงื่อนไขในการชนะที่จะเป็นการยื้อชีวิตให้นานที่สุดตามสไตล์ Horde Mode ที่ศัตรูจะมาเป็น Wave นอกจากนั้นตลอดระยะเวลาการเล่นของฝั่งผู้รอดชีวิต ตัวเกมจะมีการบีบวงให้แคบเข้ามาเรื่อยๆ เหมือนวงจากเกมแนว Battle Royale ทำให้ความสนุกในการเล่นของฝั่ง Cleaner ดูจะน้อยกว่าฝั่ง Ridden อยู่พอประมาณแต่ก็อย่างว่าล่ะครับ นี่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้นและเพื่อนๆ อาจรู้สึกสนุกกับโหมดเกมนี้ก็ได้นะ

[บทสรุปส่งท้าย]

Back 4 Blood นับเป็นการกลับมาอีกครั้งของเกมยิงซอมบี้สไตล์ Coop จากทีมงานหน้าเก่าที่เราคุ้นเคย ซึ่งคุณภาพโดยรวมของตัวเกมจัดว่าอยู่ในระดับที่น่าประทับใจ และสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าเกมนี้คือการสานต่อที่แท้จริงของซีรี่ส์ Left 4 Dead เกมยิงอมตะจากช่วงยุคทองของ Valve แต่นั่นก็ทำให้เราได้เห็นถึงข้อเสียใหญ่ของ Back 4 Blood อย่างชัดเจนคือมันไม่สามารถฉีกตัวออกจากเงาเดิมของ Left 4 Dead ได้กล่าวคือถ้าคุณเป็นแฟนเกมเดนตายของซีรี่ส์ Left 4 Dead การได้เล่น Back 4 Blood จะเป็นเหมือนการได้กลับมาเล่นเกมเดิม ที่มีเพียงการเพิ่มและปรับแต่งลูกเล่นต่างๆ เข้ามาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งสุดท้ายนี้ผมขอให้คะแนนเกม Back 4 Blood ที่ 7 เต็ม 10 ครับเพราะถึงแม้ว่าตัวเกมจะไม่มีอะไรที่ชวนว้าวมากเท่าไหร่แต่มันยังคงเป็นเกม Coop FPS ที่เล่นสนุกมากๆ ถ้าคุณมีเพื่อนที่รู้ใจพร้อมออกลุยไปด้วยกัน

จุดเด่น

– เกมเพลย์เยี่ยม, เข้าใจง่าย และท้าทาย

– เกมงานดีที่เหมาะกับการชวนเพื่อนมาลุยไปด้วยกัน

– ประสิทธิภาพของเกมที่ลื่นไหลแม้จะเล่นบนเครื่องเจนเก่า

– ระบบ Crossplay ที่เอื้อต่อการเล่นแบบข้ามแพลตฟอร์ม

– ความเร็วของตัวเกมเป็นมิตรกับผู้เล่นฝั่งคอนโซล

ข้อสังเกตุ

– เกมเพลย์ค่อนข้างซ้ำซาก

– Swarm Mode ที่ไม่ค่อยมีความน่าดึงดูดเท่าที่ควร

– ตัวเกมยังคงให้อารมณ์ไม่ต่างจาก Left 4 Dead

Back to top button