รีวิว

[รีวิว] RoboCop: Rogue City

เกม FPS จากภาพยนตร์ชื่อดัง สวมบทเป็นตำรวจเหล็กฝ่าวิกฤติเมืองอาชญากร

RoboCop: Rogue City เป็นเกมแอ็กชั่นรูปแบบ First-person ที่ให้เรารับบทเป็น Robocop ตำรวจเหล็กที่ทำหน้าที่ในเมือง Detroit อันเต็มไปด้วยอาชญากรรมจึงทำให้สถานีตำรวจเลือกคิดค้นไซบอร์กมือสังหารเพื่อต่อกรกับเหล่าศัตรูให้อยู่หมัดและคืนความสงบสุขให้กับเมืองของเรากลับคืนมาไม่ว่าจะเป็นการจับเป็น – จับตาย พร้อมการให้เสียงจาก Peter Weller ที่คุ้นหู

และในโอกาสนี้ผู้เขียนได้มีโอกาสสวมบทบาทเป็น RoboCop มาแล้ว และผู้เขียนก็ไม่พลาดที่จะมานำเสนอรีวิวเกมที่น่าสนใจให้ทุกคนได้ติดตามกันครับ

อนึ่ง… การรีวิวนี้เกิดขึ้นบน PS5 ระหว่างวันที่ 25 – 30 ตุลาคม 2566 หากผู้อ่านกลับมาอ่านในภายภาคหน้า ข้อสังเกตบางข้ออาจมีการแก้ไขเรียบร้อยแล้วก็เป็นได้

กราฟิกสวยงามในระดับมาตรฐาน เลือดสาดถึงใจ

มาในประเด็นแรกก่อนเลยสำหรับเกมนี้ครับ สำหรับผู้เขียนมองว่าเกม RoboCop: Rogue City เป็นเกมที่ทำกราฟิกออกมาได้ตามมาตรฐานเกมยุคใหม่… แต่ยังไม่ได้เกม Next-Gen ซึ่งผู้เขียนมองว่ากราฟิกภายในเกมนี้สวยงามพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นแสง เงา รวมไปถึงกราฟิกพื้นผิวต่าง ๆ ภายในเกมก็ทำออกมาได้ดี รวมไปถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำออกมาได้น่าสนใจ เช่นฉากสามารถถูกทำลายได้บางส่วน, ควันที่ลอยอยู่ในฉากที่มีความหนาและบางแตกต่างกันออกไป และอื่น ๆ อีกจำนวนมาก

นอกจากนี้เกมดังกกล่าวบอกได้เลยว่าเป็นเกมที่โหดเอาเรื่องเลยทีเดียวครับ เพราะว่าตลอดการเล่นเกมนี้เราจะได้เผชิญหน้ากับศัตรูหลากหลาย โดยเฉพาะมนุษย์ที่เราะต้องสังหารพวกมัน แต่ที่ผู้เขียนสังเกตเห็นก็คือ “ศพ” ของศัตรูที่เรากำจัดไปนั้นเลือดสาดแบบสุด ๆ แถมหากเรายิงหัวพวกมัน จะทำให้ “หัวแตก” หรือพูดง่าย ๆ ก็คือหัวหายไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว!

อย่างไรก็ตามโมเดลตัวละครภายในเกมนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา หรือว่าการแสดงออกทางสีหน้าหรือการขยับปากที่น่าจะทำออกมาให้ดีกว่านี้อีกสักหน่อย รวมไปถึงมีอาการเฟรมเรทตกซึ่งเราก็ได้แต่หวังว่าในอนาคตจะมีแพทช์ออกมาแก้ไขครับ

เกมเพลย์ยิงที่สะใจ มีฟีเจอร์ช่วยเหลือดี แต่ก็มีจุดขัดใจบ้าง

เกมนี้เป็นเกม FPS ที่ผู้เล่นจะได้เผชิญหน้ากับศัตรูจำนวนมากที่ถาโถมเข้ามายิงใส่เรา โดยจำนวนศัตรูที่ปรากฎตัวในแต่ละครั้งก็ถือว่าเยอะใช้ได้เลยครับ ทำให้การลั่นไกใส่ศัตรูที่อยู่ขวางทางเราก็เป็นอะไรที่สะใจไม่น้อยเลยทีเดียว โดยสิ่งที่ผู้เขียนประทับใจมากที่สุดก็คงเป็นระบบ RoboCop Vision ซึ่งระบบนี้ก็จะคล้าย ๆ กับการเล็งเป้าศัตรูก่อนที่จะยิง แต่สิ่งที่ต่างออกไปก็คือเมื่อเรากดใช้ RoboCop Vision ตัวเกมจะมีการสแกนหาศัตรูที่อยู่ในมุมสายตา พร้อมมาร์คให้เราได้เห็นแบบชัด ๆ

การที่มีการมาร์คศัตรูให้หลังจากที่เรากดใช้ RoboCop Vision เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เพราะหลาย ๆ ครั้งภายในเกมนี้สิ่งแวดล้อมในฉากกับศัตรูนั้นมีความกลมกลืนกันพอสมควร แถมในหลาย ๆ ครั้งเราจะต้องเจอกับควันที่หนา การที่เราสามารถมาร์คศัตรูไว้ได้ ก็ช่วยให้เราเก็บศัตรูได้ง่ายขึ้นเหมือนกัน

นอกจากนี้ AI เพื่อนร่วมทีมภายในเกมนี้ถือได้ว่ามีประโยชน์มาก ๆ เลยทีเดียว เพราะตัวละครเพื่อนร่วมทีมของเราสามารถยิงศัตรูให้ตายได้จริง ๆ แถมยังคอยหาจุดยุทธศาสตร์ในการซ่อนตัวแล้วยิงได้มีประโยชน์มาก ๆ (แต่ศัตรูก็ไม่เคยยิงเธอนะ ยิงเราเป็นหลัก) โดยผู้เขียนได้ลองยืนเฉย ๆ เพื่อดูว่าเพื่อน AI ของเราจะยิงศัตรูตายไปเยอะแค่ไหน คำตอบคือเธอเก็บไปได้ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าดีมาก ๆ ครับ

สำหรับรายละเอียดอื่น ๆ ที่ผู้เขียนประทับใจในเกมเพลย์ของเกมนี้ ก็มีอีกจำนวนมาก เช่นศัตรูที่ใส่หมวกกันภัยเราจะไม่สามารถยิงจนหัวแตกได้ตั้งแต่นัดแรก เราจะต้องยิงให้หมวกหลุดก่อนถึงจะยิงหัวแตกได้ ทำให้เราต้องเลือกว่าไม่ใช่ศัตรูทุกตัวจะยิงหัวแล้วทำดาเมจได้มากกว่า, รวมไปถึงศัตรูก็ไม่ได้มีแต่พวกมนุษย์อย่างเดียวเสมอไป (ขอไม่อธิบายต่อเดี๋ยวจะสปอยล์เกินไปครับ)

อย่างไรก็ตาม เกมเพลย์ยิงปืนตรงนี้ก็มีจุดที่น่าขัดใจอยู่ไม่น้อย ตัวอย่างเช่นตัวละครที่เราสามารถกดวิ่งได้ แต่ความเร็วที่เกิดขึ้นนั้นก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิมเท่าไหร่นัก (แม้ว่าในตอนหลังจะมีสกิลช่วยการพุ่งตัวก็ตาม) นอกจากนี้ตัวละครของเราไม่สามารถกระโดดได้ซึ่งเป็นอะไรที่ขัดใจไม่น้อย แต่ที่รู้สึกตงิดที่สุดก็หนีไม่พ้นการที่ตัวเกมไม่มีระบบเก็บกระสุนออโต้ ทำให้เราต้องกดหยิบเองทุกครั้ง!

รายละเอียดปลีกย่อยที่น่าสนใจ

ภายในเกม RoboCop: Rogue City เราจะได้สวมบทบาทเป็น RoboCop ซึ่งในตอนนั้นเรายังไม่ได้เป็นฮีโร่ของเมือง แต่เราเป็นแค่ตำรวจจักรกลที่ทั้งตำรวจ และประชาชนหลาย ๆ คนยังไม่มั่นใจว่าเรามีความเสถียรพอที่จะออกมาจะปฏิบัติการจริง และเรายังมีข้อผิดพลาดให้ได้เห็นอยู่บ้างตามฉากคัทซีนต่าง ๆ ยิ่งทำให้เราไม่ได้รับความไว้วางใจมากเท่าไหร่นัก ฉะนั้นหน้าที่ของเราภายในเกมนี้คือการเอาชนะศัตรู พร้อมกับเอาชนะใจประชาชนไปด้วย

ซึ่งจุดนี้ก็เชื่อมโยงกับมินิเกมภายในเกมที่มีอยู่จำนวนหนึ่งที่เราไม่ได้มีหน้าที่แค่ยิงกับศัตรูเท่านั้น แต่เราจะต้องคอยบริการประชาชนด้วย แต่ที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดก็หนีไม่พ้นมินิเกมที่เหมือนกับเราจะต้องคอยตัดสินคดีความชั้นต้นให้กับประชาชน เช่นมีคนหนึ่งบอกว่าเพื่อนบ้านชอบหาเรื่องเขา เพราะเพื่อนบ้านอิจฉาหมาของเขา ซึ่งพอเราฟังความทั้งหมดเราจะพบว่าสาเหตุที่เพื่อนบ้านคอยด่าทอเขาเวลาที่เขาเอาหมาออกมาเดินเล่นก็เพราะว่าเจ้าของหมาดันตั้งชื่อหมาว่า “Fire” เวลาที่หมาวิ่งหนีก็ต้องตะโกนเรียกหมาว่า “Fire! Fire!” ซึ่งไปพ้องจองกับคำว่า “ไฟไหม้! ไฟไหม้!” หรือแม้แต่ที่คนร้ายมามอบตัวเพราะอยากได้เงินรางวัล?! โดยเราจะต้องตัดสินคดีให้ถูกต้อง เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ ซึ่งผู้เขียนแอบสนุกอยู่ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามหากใครไม่เก่งภาษาอังกฤษก็มีกุมขมับแน่นอน

นอกจากนี้การอัปเกรดสกิลภายในเกมนี้ยังแอบน่าสนใจอยู่พอสมควร โดยการอัปเกรดสกิลภายในเกมนี้จะมีอยู่หลายสาย โดยการอัปเกรดจะเพิ่มสถานะพิเศษให้กับ RoboCop ของเรา และเมื่ออัปเกรดไปถึงจุดที่กำหนดก็จะเป็นการปลดล็อคสกิลพิเศษที่จะทำให้ตัวละครของเราต่อสู้ได้ด้วยวิธีการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าทำออกมาได้น่าสนใจไม่น้อย

สรุปรีวิว

โดยรวมแล้ว RoboCop: Rogue City เป็นเกมที่น่าสนใจอีกเกมหนึ่งเลยทีเดียวครับ อย่างไรก็ตามถ้ามีแพทช์แก้ไขเรื่องประสิทธิภาพของตัวเกม และระบบบางอย่างให้เหมาะสมกับการเป็นเกมยิง FPS ก็น่าจะทำให้เกมนี้เป็นอีกหนึ่งเกมที่ควรหามาเล่น

ส่วนตัวผู้เขียนขออนุญาตให้คะแนนเกมนี้ที่ 8.5 เต็ม 10 ครับ ผู้เขียนขอย้ำว่า รีวิวนี้ รวมถึงคะแนนนี้เป็นมุมมองของผู้เขียนเท่านั้น แฟนเกมคนอื่น ๆ อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกันก็ได้ครับ

จุดเด่น

– เนื้อเรื่องที่น่าติดตาม
– ระบบ RoboCop Vision ที่มีประโยชน์
– AI เพื่อนร่วมทีมทำออกมาได้ดี

ข้อสังเกต

– ปัญหาด้านประสิทธิภาพยังมีให้เห็น
– ทำไมต้องให้เก็บกระสุนเอง?!?!?

สุดท้ายนี้ ทีมงาน This is Game Thailand ต้องขอขอบคุณทาง Ripples ที่เอื้อเฟื้อเกมดีๆ เกมมันส์ๆ มาให้พวกเราได้รีวิวกันในครั้งนี้ด้วยนะครับ ส่วนครั้งหน้าจะเป็นเกมอะไรนั้น โปรดติดตามกันได้เลย…

หากใครที่สนใจก็สามารถดูข้อมูลและสั่งซื้อเกมได้ที่ : https://robocop-roguecity.com/en

ภาพ Screenshots เพิ่มเติม

Youryu

นักผจญเกมที่ไม่จำกัดประเภทและแพล็ตฟอร์ม
Back to top button