เทคโนโลยี

Apple สั่งหั่นกำลังผลิต Vision Pro หลังยอดขายไม่ปังดีที่คิด

ราคาและจำนวนแอปเป็นปัจจัยหลัก

Apple ตัดสินใจปรับลดกำลังการผลิต Vision Pro ครั้งใหญ่หลังจากตัวเลขยอดขายในตลาดโลกไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ แม้ว่าก่อนหน้านี้บริษัทจะพยายามผลักดันให้อุปกรณ์ตัวนี้เป็นผู้บุกเบิกยุคใหม่ของคอมพิวติ้งเชิงพื้นที่ก็ตาม ข้อมูลล่าสุดจากกลุ่มนักวิเคราะห์ระบุว่า Apple ได้ทำการหั่นงบประมาณด้านการตลาดสำหรับสินค้าตัวนี้ลงกว่า 95% ในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อนำทรัพยากรไปใช้กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นที่ตลาดให้ความสนใจมากกว่า

แม้ว่าผลิตภัณฑ์หลักอย่าง iPhone หรือ iPad จะยังคงทำยอดขายได้ถล่มทลายในแต่ละไตรมาส แต่สำหรับ Vision Pro ที่เปิดตัวด้วยราคาเริ่มต้นสูงถึง 3,499 ดอลลาร์ กลับทำยอดขายได้ค่อนข้างเชื่องช้าจนน่าตกใจ โดยทาง IDC ประเมินว่ายอดส่งมอบในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมาเหลือเพียงประมาณ 45,000 เครื่องเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานปกติของ Apple ที่ต้องมียอดขายระดับหลักล้านเครื่อง

สถานการณ์ในสายการผลิตเองก็ดูไม่สู้ดีนัก เมื่อมีรายงานว่า Luxshare ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์หลักในจีนได้เริ่มหยุดเดินเครื่องสายการผลิต Vision Pro มาตั้งแต่ต้นปี 2025 และยังไม่มีสัญญาณของการขยายฐานการจำหน่ายไปนอกเหนือจาก 13 ประเทศที่วางขายอยู่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน Counterpoint Research ได้ออกมาคาดการณ์ว่าตลาดแว่นตาความจริงเสมือนทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะหดตัวลงเฉลี่ยราว 14% ต่อปี ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่ากังวลสำหรับผู้เล่นในตลาดนี้

apple-cuts-vision-pro-production

ความล้มเหลวในช่วงแรกของ Vision Pro ถูกนำไปเปรียบเทียบกับบทเรียนในอดีตอย่าง Google Glass ที่เคยประสบปัญหาเรื่องภาพลักษณ์และการยอมรับในสังคม อย่างไรก็ตาม Apple ยังไม่ได้ถอดใจเสียทีเดียว โดยมีกระแสข่าวว่าทีมวิศวกรกำลังเบนเข็มจากการพัฒนาแว่นตัวท็อปรุ่นถัดไป มาให้ความสำคัญกับการซุ่มพัฒนาแว่นอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่ผสานปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามามากขึ้น เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม

จากรายงานข่าวกรองในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระบุว่า Apple ได้ชะลอการพัฒนาแว่นความจริงเสมือนรุ่นถัดไปออกไปก่อน เพื่อเปิดทางให้กับอุปกรณ์สวมใส่ในกลุ่ม AI ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรง สอดคล้องกับฝั่ง Meta ของ Mark Zuckerberg ที่เริ่มลดการลงทุนในโปรเจกต์เมตาเวิร์สขนาดใหญ่ แล้วหันไปโฟกัสแว่นอัจฉริยะราคาประหยัดที่สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้สูงถึง 80% เนื่องจากผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายและมีฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริงมากกว่า

นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า กำแพงเรื่องราคาและน้ำหนักของตัวเครื่องที่ทำให้สวมใส่ไม่สบายเป็นเวลานาน คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้ Vision Pro ไปไม่ถึงดวงดาว นอกจากนี้จำนวนแอปพลิเคชันที่รองรับแบบ Native จริงๆ ยังมีอยู่เพียงประมาณ 3,000 แอป ซึ่งน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของระบบนิเวศ App Store ทำให้ผลิตภัณฑ์นี้ยังคงถูกจำกัดวงอยู่แค่เฉพาะกลุ่มนักพัฒนาหรือแฟนพันธุ์แท้ที่พร้อมจ่ายเพื่อทดลองเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น

ที่มา
The Guardian

Artherlus

แค่คนทั่วไปที่หลงใหลในวงการไอที
Back to top button