5 ค่ายเกมยักษ์ใหญ่ที่มีโอกาสขึ้นราคาเกมตาม GTA VI
Grand Theft Auto VI เกมฟอร์มยักษ์ที่ใคร ๆ ก็ต้องเอาเป็นแบบอย่างแม้กระทั่งราคา

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ชาวเกมเมอร์ทุกท่าน ช่วงนี้กระแสของเกมระดับบิ๊กโปรเจกต์อย่าง Grand Theft Auto VI หรือ GTA VI กำลังมาแรงจนฉุดไม่อยู่จริง ๆ ครับ แต่นอกจากความอลังการของเกมเพลย์และกราฟิกที่ทุกคนเฝ้ารอแล้ว อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ทำเอาวงการสั่นสะเทือนก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง “ราคาค่าตัว” ที่พุ่งทะยานสูงกว่าเกณฑ์เกม AAA ทั่วไปในท้องตลาด ซึ่งแน่นอนว่าระดับพี่ใหญ่อย่าง Rockstar Games กล้าตั้งราคานี้เพราะเขามีคอนเทนต์คุณภาพระดับพรีเมียมที่ใช้เวลาสร้างเกือบทศวรรษมาการันตี แต่สิ่งที่น่ากังวลใจกว่านั้นคือ ค่ายเกมยักษ์ใหญ่อื่น ๆ ในอุตสาหกรรมนี่สิครับ ที่จ้องจะเอาพฤติกรรมนี้ไปเป็นแบบอย่างเพื่อขยับเพดานราคาเกมของตัวเองบ้าง ทั้งที่ผลงานและบริการหลังการขายบางค่ายยังสวนทางกับคำว่าคุณภาพอยู่เลย วันนี้เราเลยจะขอพาทุกคนไปสแกนและดักคอ “5 ค่ายเกมยักษ์ใหญ่” ที่มีแววจะเนียนขึ้นราคาตามรอย GTA VI” กันครับ จะมีค่ายรักค่ายแค้นของใครบ้าง มาติดตามกันเลยครับ
1. Ubisoft บิดาแห่งเกม AAAA และสูตรสำเร็จที่คุ้นเคย

ค่ายแรกที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ Ubisoft พี่ใหญ่ผู้บุกเบิกการตั้งราคาเกมยุคใหม่ให้ขึ้นไปแตะระดับ $70 หรือสองพันกว่าบาทเป็นค่ายแรก ๆ ครับ แถมยังเคยสร้างวีรกรรมนิยามผลงานของตัวเองว่าเป็นเกมระดับ “AAAA” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการขายแพ็คเกจราคาโหดเหี้ยมที่พ่วงสิทธิ์การเล่นล่วงหน้า 3 วันอีกด้วย ซึ่งถ้าหากแนวคิดการอัปราคาตาม GTA VI เกิดขึ้นจริง ค่ายนี้น่าจะพร้อมกระโจนเข้าร่วมวงอย่างแน่นอนครับ แต่สิ่งที่ย้อนแย้งในใจผู้เล่นก็คือ ในขณะที่ราคาพุ่งทะยาน แต่ระบบเกมข้างในกลับยังคงเป็นสูตรสำเร็จเดิม ๆ วิ่งเปิดแผนที่ ปีนหอคอย และเคลียร์ค่ายโจรซ้ำ ๆ ยิ่งไปกว่านั้น บริการหลังการขายและปัญหาประสิทธิภาพตัวเกมวันแรกก็ยังมีให้ปวดหัวอยู่บ่อย ๆ จนทำเอาแฟนเกมเอือมระอาไปตาม ๆ กันครับ
2. Electronic Arts ราชาแห่ง DLC และมหกรรมสุ่มกาชา

ถ้าหากมีค่ายไหนที่เห็นราคา GTA VI แล้วตาเป็นประกายพร้อมเดินหน้าอัปราคาตาม ชื่อของ Electronic Arts หรือ EA ต้องลอยมาเป็นอันดับแรก ๆ แน่นอนครับ เพราะนี่คือยักษ์ใหญ่ที่เชี่ยวชาญเรื่องการทำเงินจากกระเป๋าผู้เล่นได้อย่างทรงประสิทธิภาพที่สุดค่ายหนึ่งของวงการ ไม่ว่าจะเป็นเกมกีฬาตระกูลรายปี หรือเกมจำลองชีวิตอย่าง The Sims ลองจินตนาการดูครับว่า ถ้าหาก EA กล้าปรับราคาแผ่นเกมหน้าร้านค้าให้แพงระดับน้อง ๆ GTA VI สิ่งที่ผู้เล่นจะได้รับก็คงไม่ใช่คอนเทนต์ที่อัดแน่นจนล้นแก้วแบบ Rockstar แน่ ๆ แต่เป็นราคาแผ่นเกมที่แพงขึ้น โดยที่ข้างในเกมยังคงอัดแน่นไปด้วยระบบ Microtransactions การขาย DLC ปลีกย่อย และการตัดคอนเทนต์สำคัญไปขายแยกเหมือนเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่แฟนเกมต่างรู้ทันและภาวนาว่าอย่าให้ค่ายนี้เนียนขยับเพดานราคาตามกระแสโลกเลยครับ
3. Square Enix เจ้าพ่อสายกินบุญเก่า เอาเกมเก่ามาขายสองพัน

มาถึงค่ายยักษ์ใหญ่จากฝั่งญี่ปุ่นอย่าง Square Enix หรือที่บ้านเราเรียกกันติดปากว่า “พี่เหลี่ยม” กันบ้างครับ ค่ายนี้ขึ้นชื่อเรื่องความกล้าในการตั้งราคาเกมบน PC ให้แพงเท่าคอนโซลมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ซึ่งถ้าหากเทรนด์การอัปราคาตาม GTA VI มาถึงจริง ๆ มีหรือที่พี่เหลี่ยมจะยอมตกขบวนนี้ครับ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เล่นกังขาก็คือ แม้จะตั้งราคาเกมไว้สูงลิ่วระดับสองพันกลาง ๆ ไปจนถึงสามพันบาท แต่ผลงานพักหลังกลับค่อนข้างแกว่ง ยิ่งช่วงนี้พี่เหลี่ยมยิ่งชอบหากินกับเกมเก่า ๆ พอร์ตเกมเก่ามาขายในราคาแพง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ค่ายนี้ยังมีชื่อเสียงเรื่องการชอบกระโดดเข้าหาเทรนด์ทำเงินแปลก ๆ ที่ผู้เล่นไม่ได้ร้องขอ จนทำให้แฟนเกมอดคิดไม่ได้ว่า เงินค่าเกมที่จ่ายแพงขึ้นนั้น จะถูกนำไปพัฒนาเกมคุณภาพระดับตำนานจริง ๆ หรือจะถูกนำไปจมกับโปรเจกต์แปลก ๆ ค่ายอยากทำแต่ไม่มีใครอยากเล่นกันแน่ครับ
4. Activision Blizzard ผู้เชี่ยวชาญการรีไซเคิล และสกินปืนราคาแพง

สำหรับค่ายนี้บอกได้เลยว่าไม่ต้องรอกระแส GTA VI พวกเขาก็พร้อมจะยืนระยะราคามหาโหดอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะซีรีส์ทำเงินอย่าง Call of Duty ที่ขยับเพดานราคามาแตะระดับ $70 เป็นกลุ่มแรก ๆ แถมยังมีนโยบายวางจำหน่ายแทบจะปีต่อปี ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกมเมอร์หลายคนขัดใจก็คือ ผลงานในพักหลังบางภาคกลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพียงแค่ DLC ขนาดใหญ่ของภาคก่อนหน้า มากกว่าจะเป็นเกมภาคใหม่เต็มตัวที่สมเหตุสมผลกับราคาหน้าร้าน ถ้าราคาเกมในตลาดปรับตัวสูงขึ้นตาม GTA VI จริง ค่ายนี้มีโอกาสเป็นรายแรก ๆ ที่เนียนขยับราคาตามทันที โดยอาจจะอ้างเหตุผลสารพัด ตั้งแต่ต้นทุนการพัฒนาที่สูงขึ้น หรือการแถมสกินปืนสุดเท่มาให้ แต่ในมุมของผู้เล่นนั้น นอกจากจะต้องจ่ายเงินแพงขึ้นแล้ว ยังต้องมานั่งเคลียร์พื้นที่ฮาร์ดดิสก์นับร้อย GB เพื่อแลกกับเนื้อเรื่องสั้น ๆ ไม่กี่ชั่วโมงอีกด้วยครับ
5. Nintendo ชายแก่ผู้ไม่สนโลก กับการลดราคาที่ไม่เคยมีอยู่จริง

ปิดท้ายด้วยค่ายยักษ์ใหญ่ผู้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง Nintendo หรือที่แฟนเกมเรียกกันขำ ๆ ว่า “ปู่นิน” ครับ ค่ายนี้อาจจะแตกต่างจากค่ายอื่นตรงที่คุณภาพเกมของเขาค่อนข้างได้มาตรฐานและสร้างความสนุกได้ชัวร์ ๆ แต่สิ่งที่เป็นประเด็นให้บ่นกันหนาหูในหมู่เกมเมอร์ก็คือ “นโยบายราคาที่แข็งแกร่งดั่งหินผา” เพราะในขณะที่ค่ายอื่นวางขายไปปีสองปีราคาก็ร่วงครึ่งราคา แต่เกมของนินเทนโดต่อให้วางขายมาแล้ว 5-7 ปี ราคาก็ยังคงนิ่งสนิทแทบไม่ลดเลยครับ ยิ่งช่วงหลังที่เพดานราคาขยับขึ้นไปแตะระดับสองพันกว่าบาท เกมเน้นปาร์ตี้เล่นสนุกในครอบครัวอย่าง Mario Kart หรือเกมอื่น ๆ กลับมีราคาแพงมหาโหดพอ ๆ กับเกมฟอร์มยักษ์ระดับปฏิวัติวงการ ซึ่งถ้าโลกนี้ปรับราคาตาม GTA VI ปู่นินก็พร้อมจะเนียนขยับราคาตามแบบนิ่ง ๆ แน่นอนครับ และที่เจ็บปวดที่สุดคือ ต่อให้เวลาผ่านไปจนเครื่องรุ่นใหม่ออก เกมของพวกเขาก็จะยังคงราคาแพงเท่าเดิมไปตลอดกาลครับ
สุดท้ายนี้ ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าการปรับตัวของราคาเกมนั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงยากในยุคที่ต้นทุนการพัฒนาสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่เกมเมอร์อย่างพวกเราคาดหวังและอยากเห็นมากที่สุด ไม่ใช่การปรับราคาขึ้นตามกระแสเพียงอย่างเดียวครับ แต่คือ “คุณภาพของเกม” ที่ต้องคุ้มค่าสมราคากับเงินทุกบาทที่เราจ่ายไปด้วย เพราะถ้าหากค่ายเกมใหญ่เน้นขยับแต่ราคาหน้าแผ่น แต่มาตรฐานของเกมยังคงย่ำอยู่กับที่ หรือพึ่งพาแต่โมเดลดูดเงินผู้เล่นข้ามปี ท้ายที่สุดแล้วเม็ดเงินของเกมเมอร์ก็อาจจะพร้อมใจกันไหลไปสนับสนุนค่ายเกมขนาดกลางหรือเกมอินดี้น้ำดีที่เคารพผู้เล่นมากกว่าก็เป็นได้ครับ แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับ คิดว่าในบรรดา 5 ค่ายนี้ ค่ายไหนมีแววจะเนียนปรับราคาตามรอยพี่ใหญ่ร็อกสตาร์มากที่สุด? หรือคิดเห็นอย่างไรกับทิศทางราคาเกมในอนาคต ลองมาคอมเมนต์พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ สำหรับวันนี้ผมต้องขอตัวลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ




