
Sundar Pichai ซีอีโอคนเก่งของ Google และ Alphabet มองว่าเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงอย่าง vibe coding อาจจะเข้ามาปฏิวัติอาชีพสายเทคเหมือนกับที่บล็อกเคยช่วยให้การเขียนออนไลน์กลายเป็นอาชีพ หรืออย่างที่ YouTube เคยเปลี่ยนรูปแบบการสร้างคอนเทนต์ไปอย่างสิ้นเชิง จุดเด่นสำคัญของ vibe coding คือการเปิดโอกาสให้คนที่ไม่เคยมีความถนัดในการเขียนโค้ดก็สามารถสร้างแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ได้ง่ายและรวดเร็วกว่าเดิมมาก
Pichai ได้ให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ Google for Developers ร่วมกับ Logan Kilpatrick โดยอธิบายว่า การโค้ดแนวใหม่นี้ช่วยให้กระบวนการสร้างสรรค์สนุกขึ้นมาก เพราะทุกคนสามารถลองผิดลองถูกกับไอเดียของตัวเองได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการโค้ดที่หนักแน่นมาก่อน เขาเน้นย้ำว่า มันทำให้การโค้ดเข้าถึงง่ายขึ้น และที่ดีคือมันจะพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับคนที่ไม่ใช่สายไอทีโดยตรง
กระแส vibe coding นี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแผนกไอทีอีกต่อไป เพราะตอนนี้เราเริ่มเห็นพนักงานหลากหลายสายงาน ตั้งแต่ฝ่ายบุคคล (HR) ไปจนถึงนักบัญชี ต่างก็หันมาใช้เครื่องมือ AI อย่าง ChatGPT, Gemini, Claude และ Replit เพื่อ vibe-code งานหรือแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์เฉพาะทางของตัวเอง Pichai อธิบายว่า แทนที่เราจะอธิบายไอเดียด้วยคำพูดแบบเดิมๆ ตอนนี้ทุกคนสามารถ แสดงให้เห็นภาพได้เลย ผ่านการสร้างต้นแบบที่ AI ช่วยขึ้นโครงให้
หลายบริษัทใหญ่ก็เริ่มเห็นประโยชน์และนำไปใช้งานจริงแล้ว อย่างเช่นฝั่ง Meta ที่มีการนำโปรโตไทป์แบบ vibe-coded ไปแสดงให้ Mark Zuckerberg ซีอีโอใหญ่ของบริษัทดู ส่วนทาง Google เอง Pichai บอกว่ามีจำนวนพนักงานที่ส่ง CLs (changelists) หรือการแก้ไขโค้ดครั้งแรกเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งนี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าคนที่ไม่ถนัดโค้ดแต่มีไอเดียเริ่มลงมือทำงานจริงมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
อย่างไรก็ตาม Pichai ก็ได้เตือนถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีนี้ โดยเฉพาะเมื่อ AI เริ่มเข้ามาช่วยในงานโค้ดระดับลึกที่ต้องการความแม่นยำสูงและความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งเป็นสิ่งที่นักพัฒนาเองก็ยอมรับว่า vibe coding นั้นเหมาะสำหรับงานทดลองและงานที่มีความเสี่ยงต่ำมากกว่างานโครงสร้างสำคัญที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดหลายชั้นและมีผลกระทบใหญ่ต่อผู้ใช้จำนวนมาก
Pichai ทิ้งท้ายด้วยมุมมองที่น่าตื่นเต้นว่า vibe coding ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น และ นี่คือจุดที่แย่ที่สุดของมันแล้ว นั่นหมายความว่าเทคโนโลยีนี้จะมีการพัฒนาและดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว เขายังบอกอีกว่าตื่นเต้นมากที่จะได้เห็นไอเดียใหม่ๆ ที่ผู้ใช้ทั่วโลกจะสร้างขึ้นจากเครื่องมือแบบนี้ และเชื่อว่ามันจะกลายเป็นส่วนสำคัญและเป็นอนาคตของวงการเทคอย่างแน่นอน






