ปิดฉาก OnePlus ในตลาดตะวันตก สัญญาณเตือนตลาดสมาร์ทโฟนเหลือตัวเลือกน้อยลง
ยุติการวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในอเมริกาเหนือและยุโรปอย่างเป็นทางการ

OnePlus ออกมาประกาศยืนยันแล้วว่า จะยุติการวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในตลาดอเมริกาเหนือและยุโรปอย่างเป็นทางการ หลังจากที่มีข่าวลือและเสียงซุบซิบหนาหูมานานหลายเดือน การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการสิ้นสุดเส้นทางของแบรนด์ในภูมิภาคดังกล่าว หลังจากที่ OnePlus 15 ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อปลายปี 2025 จะกลายเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นสุดท้ายที่วางขายในตลาดเหล่านี้
ทิศทางของ OnePlus เริ่มชัดเจนขึ้นมาพักใหญ่แล้ว นับตั้งแต่หันไปทุ่มเทความสนใจให้กับตลาดอินเดียมากขึ้นหลังช่วงการระบาดใหญ่ ประกอบกับการเข้ามามีบทบาทอย่างมากของ Oppo บริษัทแม่ที่ต้องการปรับให้ดีไวซ์และซอฟต์แวร์มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้ความเป็นแบรนด์ที่เน้นกลุ่มเทคเอนทูเซียสต์เริ่มจางหายไป และถูกกลืนเข้าสู่โครงสร้างหลักของ Oppo มากยิ่งขึ้น
แม้จะยังหาซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นปัจจุบันที่วางจำหน่ายอยู่ได้ในอเมริกาเหนือและยุโรป รวมถึงยังได้รับการสนับสนุนด้านซอฟต์แวร์ต่อไปตามปกติ แต่แฟนที่เคยหลงรัก OxygenOS อาจจะต้องทำใจ เพราะในอัปเดต Android 17 เป็นต้นไป จะเปลี่ยนไปใช้ ColorOS ของ Oppo แบบเต็มรูปแบบ โดยจะเหลือเพียงตลาดจีนและอินเดียเท่านั้นที่จะได้รับสิทธิ์ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ต่อไป

การถอยทัพครั้งนี้สร้างผลกระทบต่อตลาดสมาร์ทโฟนในสหรัฐอเมริกาอย่างหนัก เนื่องจาก Oppo ไม่ได้เข้ามาทำตลาดในภูมิภาคนี้ การหายไปของ OnePlus จึงทำให้ตัวเลือกสมาร์ทโฟนในตลาดที่จำกัดอยู่แล้วยิ่งแห้งแล้งลงไปอีก โดยสมาร์ทโฟนจากค่ายจีนรายใหญ่หลายแห่งมักหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ เพราะต้องพึ่งพาความร่วมมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายเป็นหลัก ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรคทางกฎหมายและข้อบังคับมากมาย
ความสำเร็จของ OnePlus ในอินเดียอาจเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ปัญหาหลักที่ทำให้การดำเนินงานในฐานะแบรนด์ระดับโลกทำได้ยากขึ้น คือวิกฤตการขาดแคลนชิ้นส่วนคอมโพเนนต์ โดยเฉพาะหน่วยความจำ DRAM และ NAND flash ที่ถูกดูดไปใช้กับโปรเจกต์ AI จนราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้นทุนการผลิตสมาร์ทโฟนสูงขึ้นจนเกินกว่าที่บริษัทจะแบกรับไหวในภาวะที่ยอดขายไม่เติบโตตามเป้า
สถานการณ์นี้ไม่ต่างจากค่ายอื่นที่ต้องยอมปรับตัวตามยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็น Asus ที่ประกาศหยุดพักการทำสมาร์ทโฟน หรือการที่ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung และ Motorola ต้องปรับราคาขึ้นเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น ในขณะที่ฝั่ง Apple เองก็มีข่าวลือว่าอาจขยับราคาขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ท้ายที่สุดแล้วผู้ใช้งานที่มองหาทางเลือกใหม่ๆ บน โน้ตบุ๊ก หรือสมาร์ทโฟนก็อาจจะต้องเผชิญกับตลาดที่เหลือเพียงผู้เล่นรายใหญ่คอยกำหนดราคาเพียงไม่กี่รายเท่านั้น






