สกู๊ปพิเศษ

10 สิ่งที่มีแต่เกมเมอร์ยุค 90 เท่านั้นจะเข้าใจ

ย้อนวัยยุคสมัยแห่งความคลาสสิค ที่บางครั้งต้องแลกมาด้วยความลำบากแต่สำราญใจ

วงการวิดีโอเกมนั้นมีการพัฒนาก้าวไกลมากขึ้นแทบจะทุกวัน เรามีเกมที่กราฟิกสมจริงราวกับภาพยนตร์ มีระบบ Gameplay ที่ลึกและซับซ้อนจนเหมือนชีวิตจริง มีโลก Open World สุดกว้างใหญ่ไพศาลให้สำรวจ ทว่าทุกการพัฒนาก็มักจะต้องมีจุดเริ่มต้นเสมอ ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บเราจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกทันทีทันใด ซึ่งบทความของ This is Game Thailand ในวันนี้ เราจะมาพูดถึงอดีตในยุคแห่งความคลาสสิคของหลายสิ่ง ที่มีแต่เกมเมอร์ในยุค 90 เท่านั้นจะเข้าใจ มาเริ่มที่อันดับ 10 กันเลยค่ะ

10. ร้านเช่าเกม

Credit ภาพ : twitter

อันที่จริงในปัจจุบันเรายังคงมีร้านเกมเช่าในรูปแบบ Internet Cafe อยู่ อย่างยิ่งเมื่อกีฬา E-sports เป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับอย่างมากในปัจจุบันทั้งภาคเอกชนและรัฐบาล ทว่าร้านเกมเช่าในสมัยก่อนนั้น จะเป็นร้านเกมเช่าของเครื่องเกมฝั่งคอนโซลอย่างแฟมิคอม (คนไทยในยุคนั้นจะคุ้นชื่ออย่าง FR 102 มากกว่า), ซุปเปอร์แฟมิคอมแบบใช้ฟล็อปปี้ ดิสก์, เครื่อง PS1 หรือเครื่องที่ตลับโคตรแพงอย่าง Neo Geo ที่ไว้สำหรับเล่นเกม Arcade ของค่าย SNK การเช่าก็จะมีตั้งแต่แบบหยอดเหรียญ! (ตามห้างจะเจอบ่อย) และแบบจ่ายเงินให้เถ้าแก่แล้วเข้าไปเล่นกัน แอร์บางร้านก็ไม่มีด้วยซ้ำ บางร้านมีพัดลม บางร้านก็เปิดโล่งรับลมเย็น 555+ บางร้านจะมีบริการแลกเปลี่ยนตลับรับเทิร์นตลับเกม ซึ่งผู้เขียนเองก็เคยนำตลับแฟมิคอมไปแลก โดยมีค่าบริการครั้งละ 50 บาท แต่ถ้าเกมไหนดังหน่อยเรตอาจจะแพงกว่าก็ได้เหมือนกันค่ะ

9. Co-op แบบถึงเนื้อถึงตัว (ไร้อินเทอร์เน็ต)

แน่นอนว่าในสมัยนี้ คุณสามารถโลดเล่นผจญภัยไปกับเพื่อนเกมเมอร์ได้ทั่วทุกมุมโลกด้วยโหมด Multiplayer หรือ Co-op ผ่านสาย LAN/WIFI หรือระบบ Internet ความเร็วสูงที่พัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ทว่าในยุค 20-30 ปีที่แล้วนั้น ระบบ Co-op หรือการเล่นแบบร่วมมือกันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนะคะ หลายเกมเล่นได้สูงถึง 5 คนด้วยซ้ำ! (ตย. Bomberman ของเครื่องซุปเปอร์แฟมิคอม ที่สามารถใช้จอยพิเศษแยกที่ชื่อ Multitap เพื่อต่อเล่นหลายคนได้) ทว่าการเล่นด้วยกันจะเป็นในแบบ Manual คือนั่งติดกันนั่นเอง ให้เรียกแบบอินเตอร์หน่อยก็ Couch Co-op ฟิลลิ่งมันจะคนละแบบกับการ Co-op ด้วยอินเทอร์เน็ตความไวสูงแบบทุกวันนี้ แม้ส่วนตัวผู้เขียนจะคิดถึงช่วงเวลาแบบนั้น แต่บางครั้งเก็บไว้เป็นความทรงจำก็คงจะพอค่ะ ฮา

8. Action Replay แก้ปัญหาได้ทุกสิ่ง

สมัยก่อนเกมนั้นค่อนข้างมีความยากชนิดมากถึงมากที่สุด หลายเกมมีแทบจะไม่มีระบบ Check point หรือมีก็ไกลมาก การ Save เกมทำได้ลำบาก (ยิ่งในสมัยตลับ) ยังไม่นับว่าหลายเกมมัน Pause หรือหยุดไม่ได้ด้วยนะ แม่เรียกไปกรอกน้ำ เอ้ย ทำงานบ้าน/การบ้านทีนี่เครียดเลย ทว่าปัญหาเหล่านั้นจะหมดไปเมื่อคุณมีอุปกรณ์ผีบอกรักษาทุกสิ่งอย่าง Action Replay ตลับหรือแผ่นโกงเกมจากค่าย GameShark ที่พร้อมจะทำให้ตัวเอกของคุณเป็นอมตะหรือ หรือรวยล้นฟ้าแบบไม่ต้องทำอะไร (มีใช้ตั้งแต่ยุค GameBoy Advance ไปจนบน PS1, PS2, GC) ในสมัยยุคแฟมิคอมนั้นจะเป็นตลับโกงที่เรียกว่า Game Genie แต่โดน Nintendo ฟ้องไปจนต้องล้มเลิก (ไปขายตลาดมืดแทน) ในปัจจุบันการโกงเกมนั้นเป็นสิ่งที่สังคมเกมเมอร์ในภาพรวมรับกันไม่ได้ (ถ้าไม่นับพวกโกงคนเดียวอย่างสูตร Motherlode ใน The Sims นะ) โดยเฉพาะเกมออนไลน์ที่เรียกได้ว่ามีโทษหนักถึงขั้นอาจจะไม่มีสิทธิ์กลับไปเล่นเกมนั้น ๆ ได้อีกเลย

7. กล่องเกมใหญ๊ใหญ่ แถมคู่มือมีมาให้จุใจอีกต่างหาก

ข้อนี้ไม่ใช่ปัญหา ทว่ามันคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมและงดงามมากในเกมยุคก่อน นั่นก็คือแพ็คเกจที่สวยงาม มาพร้อมคู่มือเล่มหนา จนเรียกได้ว่าบางเกมขนาดแถมบทสรุปขนาดย่อมมาให้เลย บางทีก็ได้หลายเล่มด้วยนะ หลายครั้งก็ได้หลายภาษาอีกต่างหาก ซึ่งต่างจากในปัจจุบันสิ้นเชิงที่นอกจากเราจะซื้อหาเกมด้วยระบบ Digital หรือ Online เป็นหลักแล้ว เกมแบบกล่องบรรจุ Disc เองก็ยกเลิกที่จะพิมพ์คู่มือให้ผู้เล่นด้วยเหตุผลคือการรักษาสิ่งแวดล้อม (หรือลดต้นุทน ฯลฯ) โดยจะมีลิงค์ให้คุณไปอ่านคู่มือใน Internet อีกทีแทน บางค่ายใจดีก็ใส่คู่มือมาให้สัก 2-3 หน้า แบบบางเฉียบ บางค่ายก็มาเป็นขาวดำล้วนไม่มีภาพอะไร ผู้เขียนเองก็แอบเศร้าใจ เข้าใจเรื่องการรักษาธรรมชาติซึ่งมีความสำคัญ แต่ก็อดจะคิดถึง Packaging ที่ประณีตสวยงามที่ตั้งใจทำออกมาสุดๆ แบบในยุคสมัยก่อนไม่ได้จริง ๆ ค่ะ

6. Memory Card ของสุดหวง

ข้อนี้น่าจะมอบความทรงจำที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน ส่วนตัวผู้เขียนแล้ว เคยเจอเคสที่ทำให้แทบน้ำตาไหล นั่นก็คือ “ข้อมูลเกมที่เล่นมานานแสนนานหายเกลี้ยงในชั่วพริบตา” ซึ่งก็เกิดได้หลากหลายสาเหตุ คืออย่างนี้ ตัว Memory Card สมัยก่อนจะมีความจุไม่มาก และส่วนใหญ่เราก็จะมีกันมากกว่า 1 อัน (ใครมีเยอะนี่ถือว่ารวยเลยนะเพราะก็ไม่ใช่ว่าถูกๆ) ใน 1 Memory Card ก็จะจุ Save เกมได้ไม่เยอะ บางเกมก็กินพื้นที่เยอะมาก แล้วเวลาเล่นเกมใหม่ เกมก็ต้องการให้เราสร้าง Save สำหรับเกมนั้น ๆ ซึ่งถ้าพื้นที่ไม่พอ คุณก็ต้องลบ Save เกมเก่าออกให้เหลือพื้นที่ในการจุ Save เกมใหม่ บางเกมก็อำนวยความสะดวกให้ดีว่าเราจะลบเกมอะไร ทว่าบางครั้งเกมก็ไม่ได้สื่อสารให้เราเข้าใจ (หรือเราคงเข้าใจไม่ดีพอเอง) ไป Format Mem ซะนี่! เล่นเอาน้ำตาตกไปหลายวัน ใครเจอประสบการณ์อะไรทั้งดีหรือไม่ดีก็แชร์ใน Comment กันได้นะจ๊ะ ^_^

5. พกแบต (เตอรี่) มาด้วยเหรอ

ใครที่เป็นเจ้าของเครื่องเกมพกพาทั้งหลาย อย่างยิ่งในยุค GameBoy ครองเมือง (แล้วก็มีอีกหลาย GameBoy รุ่นใหม่ ๆ ถัดจากนั้น) เกมค่ายอื่นอาทิเครื่อง Game Gear หรือ Neo Geo Pocket หรือ WonderSwan ของค่าย Bandai แทบทุกเครื่องในสมัยนั้นต่างต้องใช้พลังงานคือถ่านแบตเตอรี่แบบก้อนทั้งสิ้น (จะ A กี่ตัวนี่แล้วแต่เครื่องนะ ไม่เหมือนกันค่ะ) ซึ่งในสมัยนั้นก็จะเป็นอะไรที่สำคัญมากกับการต้องคอยพกแบตเสริมติดตัวเวลาไปเที่ยว เพราะไม่สามารถใช้สายชาร์จได้แบบปัจจุบันที่ไหนเวลาไหนก็ได้ รวยขึ้นมาหน่อยก็ซื้อแบตแบบชาร์จได้ไว้สลับเปลี่ยนหมุนเวียนเวลาแบตเก่าหมด (แต่มันก็ไม่ให้ฟิลเวลาแกะถ่านก้อนใหม่อยู่ดีอ่ะ คหสต ของผู้เขียนนะ) ในยุคนี้เอาที่ใกล้เคียงสุดเห็นจะเป็น Controller ของเครื่อง Xbox จาก Microsoft ที่มีแบบใช้ถ่านอยู่ด้วย ซึ่งส่วนตัวชอบมาก แม้แฟนเกมบางกลุ่มจะบ่นว่ามันล้าหลังไปหน่อยก็ตามเถอะ

4. แผ่น CD จะเยอะไปไหน

ถ้าใครยังจำยุคก่อนได้ดีเกมอย่าง Final Fantasy VII ที่เป็นแทบจะหนึ่งในที่สุดของซีรี่ส์ วางจำหน่ายครั้งบน PS1 ในปี 1996 (20 กว่าปีมาแล้ว) ตัวเกมมาด้วยจำนวน Disc มาหศาลถึง 3 แผ่น! (สำหรับ 4 แผ่นจะเป็นเวอร์ชั่น International ที่แถมเป็นโบนัสโดยจะมีข้อมูลแผนที่, ไอเทม, อาวุธ ฯลฯ) เกมดังอย่าง Resident Evil 2 เองก็มี Disc มา 2 แผ่นคือ A กับ B ซึ่งคุณสามารถเลือกเล่นเป็นตัวละครได้แตกต่างกัน (Leon กับ Claire) หรืออย่างเกม The Sims 2 บน PC เองก็มีมาให้ถึง 4 Disc! (ภาคเสริมหลายภาคก็มีมากกว่า 1 Disc) อันที่จริงก็เป็นเรื่องเข้าใจด้วย ด้วยความจุจำกัดที่เพียง 700 MB เท่านั้น ขณะที่แผ่น DVD จะมีความจุเพิ่มขึ้นมาถึง 4.7 GB เทียบกับแผ่น PS4 ในปัจจุบันที่แผ่น Blu-ray มีความจุถึง 25 – 50 GB ทว่าก็มีเกมอย่าง Red Dead Redemption 2 ซึ่งเป็นเกมแรกของ PS4 ที่ใช้ Blu-ray ถึง 2 แผ่น (แต่ด้วยคุณภาพและความกว้างใหญ่ไพศาลของตัวเกม ทั้งเสียงพากย์, คัทซีน ก็ไม่ค่อยแปลกใจค่ะ)

3. รอยขีดข่วนบนแผ่น CD

ข้อนี้เป็นปัญหาใหญ่ต่อจากข้อ 4 เลยค่ะ เนื่องจากจำนวน CD มีเยอะในแต่ละเกม ดังนั้นการเก็บรักษาก็ทำได้ลำบากและยากตามไปด้วย ซึ่งหมายถึง ถ้าคุณทำแผ่น CD ชำรุด หรือแม้มันจะหมดอายุขัยไปตามกาลเวลา แปลว่าคุณอาจจะเล่นเกมนั้น ๆ ไม่ได้อีกต่อไปเลย! ผู้เขียนเคยประสบปัญหาโดยตรง(จากแผ่นลิขสิทธิ์แท้) ของ The Sims พอมีมากกว่า 1 แผ่นปั๊บ แผ่นใดแผ่นหนึ่งเสียนี่ Install ไม่ได้เลย เล่นไม่ได้ เศร้ามาก สร้างความปวดหัวสุด ๆ ไม่ใช่แค่เสียนะ ถ้าทำหายไปสัก 1 แผ่นนี่ก็จบเล่นไม่ได้เช่นกัน ทว่าในปัจจุบัน มีข่าวดีอย่าง The Sims 2 ที่ EA ได้ทำการแจกแบบ Digital ให้เล่นฟรี โดยไม่ต้องใช้แผ่น CD (รอภาค 1 อยู่นะคะ) และเกมเก่าอย่าง Daiblo 2 เองถ้าคุณมีโค๊ดจากแผ่น CD ที่แม้จะพังไปแล้ว สามารถนำโค๊ดไป Redeem บนเว็บไซต์ Battle.net ของ Blizzard แล้วเล่นแบบ Digital ได้เช่นกันค่ะ

2. เมาส์กลไกเจ้าปัญหา (หรือเรียกแบบติดปากว่าเมาส์ลูกกลิ้งนั่นเอง)

ข้อนี้จริง ๆ สายคอนโซลอาจไม่เจอปัญหามาก แต่ว่าสายเกมเมอร์ฝั่ง PC นี่บ่นยับแน่นอน กับเมาส์แบบ Mechanical หรือเมาส์กลไก ที่หากตอนใช้แล้วคุณกำลังอยู่ในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายขณะเล่นเกมแล้วเมาส์เจ้ากรรมดันเกิดอาหารสะดุด ไม่ลื่นไหลอย่างที่ควรจะเป็น วิธีแก้ก็คือการแกะเอาเจ้าลูกกลิ้งออกมาทำความสะอาด (บางทีก็ฝุ่นจบหรือเต็มไปด้วยคราบสีดำซึ่งทำให้การทำงาน Tracking เจอปัญหานั่นเอง) ถ้าเล่นเกมคนเดียวอย่าง Doom อาจจะยังพอว่านะ แต่ถ้าในสมัยที่ LAN เริ่มจะได้รับความนิยมอย่างเกม Starcraft แล้วเกิดเหตุการณ์แบบนี้ล่ะก็ มีหัวอุ่นๆ กันได้เลย

1. การเป่าตลับเกม!

ขอยกให้เป็น No. 1 ประสบการณ์สุดขลัง เอ้ย สุดน่าจดจำสำหรับเกมเมอร์เด็กยุค 90 จริง ๆ ค่ะ กับอาการแก้ได้ทุกโรค เวลาเปิดเกมแล้วไม่ติด เปิดเกมแล้วค้าง แก้ง่ายๆ ด้วยการหยิบตลับขึ้นมา ภาวนาแล้วเป่าสักปู๊ดสองปู๊ด ไปที่ก้นตลับ (ด้านที่มีแผงวงจรเสียบ) แล้วลุ้นว่าเมื่อเสียบใหม่จะติดหรือไม่ บางรายหนักขนาดแกะฝาตลับออกแล้วเอายางลบมาถูก็มี อันที่จริงมันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องสักเท่าไหร่ บทความจาก Kotaku เคยเขียนไว้ว่า การเป่าก้นตลับนั้นอาจส่งผลร้ายกว่าผลดี ด้วยน้ำลายของผู้เป่าที่จะไปแปะยังแผงวงจร (ทองเหลือง) ส่วนทำไมที่เราใช้วิธีนี้แล้วเปิดติดนั้น น่าจะเป็นเพราะการใส่เข้า-ออกบ่อยๆ จน Pin มันเสื่อม แล้วการเสียบเข้าไปใหม่อาจทำให้ลงล็อคที่ Pin ใช้งานพอดี เลยทำให้พูดต่อ ๆ กันมา (คือสมัยก่อนการสื่อสารมันก็ไม่กว้างนะ แคบ ๆ ไม่เร็วแบบทุกวันนี้ นอกจากกลุ่มเพื่อน/ร้านเกม ก็มีนิตยสารเท่านั้นเอง) เลยติดมากกว่า ไม่ใช่เพราะการเป่า 100% แต่อย่างใด ทางญี่ปุ่นเองก็ยังเคยมีการเตือนว่าไม่ควรใช้วิธีเป่าตลับด้วยเช่นกันค่ะ

อันที่จริงยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างในช่วงยุค 80-90 ที่มอบความทรงจำดีๆ ให้กับเกมเมอร์วัยเก๋าอย่างพวกเรานะคะ ไม่ว่าจะเป็นบทสรุปเกมแบบเล่ม ที่ปัจจุบันแทนที่ด้วยบทความออนไลน์ (เหมือนที่เพื่อนๆ กำลังอ่านอยู่ในตอนนี้) หากใครนึกถึงเรื่องราวอะไรไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีหรือยากลำบากออกล่ะก็ Comment แสดงความคิดเห็นกันได้เลยนะคะ ^_^

ที่มา
gamesradarkotakuranker
Back to top button