
ความน่าสนใจของเกมภาคอวสานของไตรภาคชุดรีเมค Final Fantasy VII Remake อย่างภาค Revelation ก็คือชื่อภาคที่ฟังดูแล้วดูเหมือนจะไม่ได้ตีความว่า ‘การรีเมค’ และ ‘การถือกำเนิดใหม่’ ที่มีแง่มุมเดียวกัน หากแต่คำว่า Revelation นี้ ฟังดูแล้วเหมือนมีความหมายว่า การเปิดเผย เสียมากกว่า ซึ่งท่ามกลางความสับสนสงสัยของหลายๆ คน ล่าสุดก็มีความเคลื่อนไหวน่าสนใจจากคุณ Naoki Hamaguchi ผู้พัฒนาด้วย
คุณ Naoki เปิดเผยผ่าน Game Informer ถึงที่มาของชื่อเกมนี้ด้วยว่าที่จริงแล้วเกมภาคปัจฉิมบทของ Final Fantasy VII ที่เป็นลำดับที่สามนี้ ถูกพัฒนาขึ้นด้วยแนวคิดของคำว่า ‘การแก้ไข – Resolve’ มากกว่าด้วย แต่ถ้าถามว่าจะแก้ไขอะไรก็ต้องรอดูกันไปเอง อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดพวกเขาเลือกใช้คำว่า Revelation เนื่องจากจะเป็นการนำเสนอสิ่งที่เรียกว่า ‘คำตอบ’ ของการกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเกมภาค Remake และ Rebirth
เจ้าตัวมองว่าผู้เล่นก็คงจะรู้สึกงงไม่น้อยว่าด้วยเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นประดังประเดมาพร้อมๆ กันหลายอย่าง มันควรจะจบลงอย่างไรกันแน่ และมันก็จะมีปลายทางอยู่ที่ Revelation นั่นแหละที่จะเป็นใจความสำคัญของเกมนี้ เรียกได้ว่าเลือกใช้คำได้เท่มากๆ และถ้าว่าตามตรงเกมชุดรีเมคได้เพิ่มปมที่น่าสนใจ ซับซ้อนเอาไว้หลายอย่างเลยครับ สิ่งที่ทุกคนค้างคามันจะได้ปรากฏตรงหน้าในกลางปีหน้าแล้ว

เกี่ยวกับเกม Final Fantasy VII Revelation
เกม JRPG รูปแบบแอ็กชันบอกเล่าเรื่องราวฉากสุดท้ายของ Final Fantasy VII เมื่อ Cloud และผองเพื่อนร่วมมือกับ Cid ขึ้นสู่ยาน Highwind ออกไปตามหา Sephiroth หลังการสูญเสียของ Aerith ในภาค Rebirth เพื่อหยุดยั้งแผนการทำลายโลกเมื่อดาวหางขนาดใหญ่ใกล้มาถึงพื้นดินเข้ามาทุกที เกมเพลย์รอบนี้ปรับแต่งใหม่ให้ลื่นไหลและมีฉากการเล่นสเกลใหญ่ด้วยแผนที่โอเพนเวิลด์มากกว่าสามแห่งให้สำรวจ
ตัวเกมเปิดให้เล่นบน PlayStation 5, Xbox Series X|S, Nintendo Switch 2 และ PC ในฤดูใบไม้ผลิ 2027 (มีนาคม – พฤษภาคม) ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมหน้าร้านค้า Steam ได้ในอนาคต สำหรับโอกาสหน้า ThisIsGame Thailand จะมีอะไรมาแบ่งปันอย่าลืมติดตามที่นี่ เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารและความเคลื่อนไหวสนุกๆ จากวงการเกมเช่นเคยครับผม







