6 ความประทับใจในการทดลองเล่น CODE VEIN II
มีทั้งกราฟิกที่สวยงาม, เกมเพลย์จัดเต็มที่รายละเอียดและความมันส์ รวมไปถึงเนื้อเรื่องที่เข้มข้น

CODE VEIN II ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเกมที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากหลังจากเปิดตัวมาได้ไม่นาน และล่าสุดทางทีมงาน This Is Game Thailand ก็ได้มีโอกาสพิเศษสุด Exclusive ในการเข้าร่วมการทดลองเล่นเกมนี้ ณ Bandai Namco Entertainment Singapore และผู้เขียนก็ไม่พลาดที่จะนำประสบการณ์ความประทับใจในการเล่นเกมนี้มาให้ทุกคนได้ติดตามกันครับ
โดยการทดลองเล่นในครั้งนี้ผู้เขียนจะได้มีโอกาสสร้างตัวละครของตัวเอง ออกสำรวจโลกเบื้องต้น และการผจญภัยในดันเจี้ยนและเผชิญหน้ากับบอสสุดโหดอย่าง Metagen Remnant และ Josee the Blind Hero นั่นเอง อนึ่งข้อมูลเขียนจากการได้ทดลองเล่นเกมซึ่งยังไม่ใช่เกมเวอร์ชั่นวางจำหน่ายจริง ซึ่งตัวเกมที่วางจำหน่ายจริงอาจจะแตกต่างไปจากที่ผู้เขียนทดลองเล่นในครั้งนี้ครับ
6 ความประทับใจในการทดลองเล่น CODE VEIN II
1. กราฟิกสไตล์การ์ตูน 3 มิติที่สวยงาม

สิ่งแรกที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมากตั้งแต่การทดลองเล่นเกมนี้ ก็คือกราฟิกภายในเกมที่ถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงามและโดดเด่น หากใครชื่นชอบกราฟิกสไตล์การ์ตูนสามมิติกึ่งสมจริง บอกได้เลยว่าจะต้องถูกใจเกมนี้อย่างแน่นอน เพราะนอกจากโทนสีที่สดใสและดูมีชีวิตชีวาแล้ว รายละเอียดขององค์ประกอบต่าง ๆ ภายในเกมก็ถูกใส่มาอย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าของตัวละครที่เห็นได้ชัดทั้งรอยยับและรอยขาด ไปจนถึงฉากแวดล้อมอย่างรูปปั้นหรือสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่ถูกออกแบบมาอย่างสวยงามจัดเต็ม
นอกจากนี้เอฟเฟกต์ของสกิลและการต่อสู้ รวมถึงอนิเมชั่นการเคลื่อนไหวของตัวละครก็ทำออกมาได้อย่างลื่นไหล ดูเป็นธรรมชาติ ส่งผลให้ภาพรวมของเกมดูมีพลังและน่าติดตามตลอดการเล่น ถือเป็นงานภาพที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การเล่นให้รู้สึกอินและเพลิดเพลินเป็นอย่างมาก
2. การปรับแต่งตัวละครที่ทำได้แบบจัดเต็ม

อีกหนึ่งจุดที่ผู้เขียนใช้เวลาไปกับมันค่อนข้างมาก ก็คือระบบการปรับแต่งตัวละคร ซึ่งหากใครรู้สึกว่าภาคแรกทำออกมาได้ละเอียดและหลากหลายอยู่แล้ว ภาคนี้บอกได้เลยว่าจัดเต็มยิ่งกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่งทรงผมที่เลือกได้หลากหลายระดับ การปรับสีและลักษณะของลูกตา รอยแผลเป็นต่าง ๆ ไปจนถึงการผสมผสานชุดที่สามารถทำได้แบบจัดเต็มสุด ๆ และด้วยทั้งหมดนี้ทำให้ผู้เล่นมีอิสระในการสร้างตัวละครในแบบที่สะท้อนตัวตนของตัวเองได้อย่างชัดเจน และแทบจะการันตีได้เลยว่าทุกคนจะได้ออกผจญภัยภายในโลกของเกมนี้ไปพร้อมกับตัวละครที่ตนเองรู้สึกผูกพันและประทับใจอย่างแน่นอน
3. การต่อสู้แอ็กชั่นแบบ Souls ที่ทั้งมันส์ทั้งตึงมือ

สำหรับเกมเพลย์ของเกมนี้ ผู้เขียนขอยกให้ระบบแอ็กชั่นเป็นจุดเด่นที่โดดเด่นและสะใจอย่างมาก ด้วยระบบการต่อสู้ที่ทำออกมาได้ลื่นไหล ผสานเข้ากับอาวุธที่มีให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่ดาบ ดาบคู่ ปืนคาบศิลา ง้าว ไปจนถึงค้อนยักษ์ โดยอาวุธแต่ละชนิดจะมีรูปแบบการโจมตีและสกิล (Formae) ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผู้เล่นยังสามารถปรับแต่งสกิลของอาวุธแต่ละประเภทได้อีกด้วย ทำให้รูปแบบการเล่นมีความยืดหยุ่นและไม่น่าเบื่อ รวมไปถึงสร้างสไตล์ของตัวละครของผู้เล่นได้แบบจัดเต็ม
แน่นอนว่าความมันของแอ็กชั่นมาพร้อมกับความตึงมือในสไตล์ Souls ที่เป็นเกมเพลย์ที่ไม่ให้อภัยความผิดพลาด หากผู้เล่นพลาดพลั้งขึ้นมา ก็อาจต้องกลับไปยังจุดเกิดและวิ่งย้อนกลับไปเก็บไอเทมที่ดรอปไว้ ซึ่งยิ่งทำให้ทุกการต่อสู้มีความกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะมอนสเตอร์รายทางที่ไม่ได้เป็นแค่ตัวประกอบ เพราะแต่ละตัวถูกออกแบบให้มีรูปแบบการโจมตีและการตอบโต้มาแตกต่างกัน ผู้เล่นจึงต้องเรียนรู้แพตเทิร์นของศัตรูให้ดีอยู่เสมอ
และแน่นอนว่าจุดพีคที่สุดคงหนีไม่พ้นการต่อสู้กับบอส ที่บอกได้คำเดียวว่า “ตึงมือสุด ๆ” แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณสามารถโค่นมันลงได้ ความรู้สึกฟินจะถาโถมเข้ามาแบบสุดขีด แม้มือจะสั่นอยู่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้ากับ Metagen Remnant หรือการปะทะกับ Josee the Blind Hero บอสทุกตัวมอบทั้งความมัน ความกดดัน และความทรมานที่หอมหวานอย่างประหลาด จนผู้เขียนกล้ายกให้การต่อสู้กับบอสคือสุดยอดประสบการณ์ของการทดลองเล่นเกมนี้เลยทีเดียว
4. ระบบการสำรวจดันเจี้ยนที่แปลกใหม่ และท้าทาย

สำหรับการทดลองเล่นครั้งนี้ ผู้เขียนจะได้ออกสำรวจพื้นที่ดันเจี้ยนเป็นหลัก ซึ่งสิ่งที่ทำให้รู้สึกแปลกใจตั้งแต่แรกก็คือ ภายในดันเจี้ยนไม่มีระบบ Waypoint ที่บอกอย่างชัดเจนว่าเราต้องเดินไปทางไหนเพื่อพบเป้าหมายที่ต้องการเหมือนกับเกมอื่น ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ตัวเกมก็ไม่ได้ปล่อยให้ผู้เล่นต้องสำรวจแบบมืดบอด เพราะมีการออกแบบการบอกใบ้เส้นทางผ่านแสงไฟภายในฉาก รวมถึงโครงสร้างของสภาพแวดล้อมที่หากสังเกตดี ๆ ก็พอจะเดาได้ว่าเส้นทางไหนคือทางหลักที่ควรไปต่อ
นอกจากนี้ ตัวเกมยังมีระบบที่เรียกว่า Travel Path ซึ่งแม้จะไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าเราควรเดินไปทางไหน แต่จะช่วยแสดงให้เห็นว่าเส้นทางใดที่เราเคยผ่านไปแล้วบ้าง ทำให้ผู้เล่นต้องอาศัยการสังเกตและวิเคราะห์ด้วยตัวเองว่ามีมุมไหนหรือเส้นทางใดที่ยังไม่ได้เข้าไปสำรวจ ระบบนี้อาจดูไม่คุ้นเคยและอาจทำให้ผู้เล่นบางคนรู้สึกว่าเล่นยากขึ้นเล็กน้อยในช่วงแรก แต่ในมุมของผู้เขียนกลับมองว่านี่คือเสน่ห์ของการสำรวจในเกมนี้
ในช่วงแรกผู้เขียนแทบไม่ได้ใช้งานระบบนี้เลย เพราะแผนที่ยังไม่ใหญ่มากนัก แต่เมื่อเข้าสู่ดันเจี้ยนที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ระบบ Travel Path ก็กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ต้องเปิดเช็คแทบทุกครั้ง ก่อนจะเลี้ยวไปในแต่ละมุม เพื่อดูว่าเส้นทางนั้นเคยไปมาแล้วหรือยัง ซึ่งช่วยเพิ่มความรู้สึกของการผจญภัยและการค้นพบได้อย่างชัดเจน และทำให้การสำรวจในเกมนี้สนุกในแบบที่แตกต่างออกไปจากที่เคยเจอมา
5. ระบบ Partner ที่จะทำให้การเล่นเกมนี้ล้ำลึกมากขึ้น

ระบบคู่หูกลายเป็นหนึ่งในระบบที่โดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจนภายในเกมนี้ โดยตลอดการผจญภัย ผู้เล่นจะมีตัวละคร NPC มาเป็นคู่หูร่วมต่อสู้ไปพร้อมกับเราได้ ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งความสนุกและความอุ่นใจในการเผชิญหน้ากับศัตรู เพราะให้ความรู้สึกเหมือนมีผู้ช่วยร่วมผจญภัยเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยโจมตี เสริมจังหวะ หรือแม้แต่ดึงความสนใจของศัตรูมาเป็นเหยื่อล่อแทนผู้เล่นก็ทำได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ตัวเกมยังมาพร้อมกับระบบ Assimilate หรือการเรียกคู่หูมาสิงในร่างของผู้เล่น เพื่อเพิ่มพลังในการต่อสู้ให้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ต้องแลกกับการที่ผู้เล่นจะต้องออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูเพียงลำพังโดยไม่มีคู่หูคอยช่วยเหลือ ซึ่งจุดนี้ถือเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ตัดสินใจตามสไตล์การเล่นของตัวเองว่าจะเน้นความปลอดภัยหรือความสะใจในการต่อสู้แบบหมาป่าเดียวดายเป็นหลัก
อีกหนึ่งระบบที่ช่วยเสริมความสำคัญให้กับคู่หูได้เป็นอย่างดีก็คือ เมื่อผู้เล่นพลาดท่าล้มลง คู่หูจะสามารถเข้ามาชุบชีวิตให้กลับมาสู้ต่อได้อีกครั้ง แม้ว่า HP ที่ฟื้นขึ้นมาจะเหลือเพียงครึ่งเดียว และหลังจากการชุบชีวิต คู่หูจะเข้าสู่สถานะคูลดาวน์ ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเราได้ชั่วคราว แต่ก็ถือเป็นโอกาสครั้งที่สองที่มีค่ามาก เพราะหากผู้เล่นพลาดตายในช่วงที่คู่หูยังติดคูลดาวน์อยู่ ก็จะเป็นการ Game Over ทันที
6. เนื้อเรื่องที่เข้มข้น เรียกอารมณ์แบบจัดเต็ม

แม้ว่านี่จะเป็นเพียงการทดลองเล่น แต่ผู้เขียนต้องยอมรับตรง ๆ ว่าสามารถอินและถูกดึงเข้าไปในโลกของเกมนี้ได้แบบเต็มที่ โดยเฉพาะในส่วนของเนื้อเรื่อง ซึ่งในการทดลองเล่นครั้งนี้ ผู้เขียนจะได้ติดตามเรื่องราวของ Josee เป็นหลัก ตลอดการเล่น เราจะค่อย ๆ ได้รู้จักอดีตของตัวละครเหล่านี้ ว่าพวกเขาเคยเป็นใคร ผ่านอะไรมาบ้าง ก่อนจะกลายมาเป็นมอนสเตอร์ที่เราต้องเผชิญหน้าในยุคปัจจุบัน
การวางโครงเรื่องและการเขียนบทพูดทำออกมาได้น่าติดตามมาก หากใครอ่านภาษาอังกฤษออก บอกได้เลยว่าจะอินและมีอารมณ์ร่วมกับเนื้อหาได้แบบจัดเต็ม ผู้เขียนขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดเชิงลึกมากนัก เพราะอาจกลายเป็นการสปอยล์เกินไป แต่ขอการันตีตรงนี้เลยว่า ใครที่ชื่นชอบเกมที่มีเนื้อเรื่องเข้มข้น เต็มไปด้วยดราม่า และการเล่าเรื่องที่ค่อย ๆ บีบอารมณ์ เกมนี้เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด
CODE VEIN II คือเกมแอ็กชั่น RPG ที่จะพาเราออกเดินทางผ่านโลกสองยุคคืออดีตและอนาคต ซึ่งทุกการตัดสินใจล้วนมีผลต่อเนื้อเรื่อง และทุกการต่อสู้จะทดสอบทั้งฝีมือและหัวใจ ฉากหลังอยู่ในในโลกอนาคตที่มนุษย์และ Reventant อยู่ร่วมกัน และเมื่อวันหนึ่งเหตุการณ์ Luna Rapacis ได้ปรากฏขึ้นอย่างปริศนา ทำให้เหล่า Revenant กลายเป็นอสูรกายไร้สติ เราในฐานะนักล่าจึงต้องร่วมมือกับ Lou เด็กสาวผู้มีพลังควบคุมเวลา ย้อนอดีตเพื่อหยุดยั้งการล่มสลายของโลกที่ใกล้เข้ามา





