12 สิ่งที่เราได้รู้เกี่ยวกับ Fortnite ในงาน GDC 2018
รวมทุกข้อสงสัย...มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ…

Fortnite Battle Royale เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากในงาน Games Developers Conference 2018 (GDC 2018) ที่จัดขึ้นในซานฟรานซิสโก โดยอัปเดตที่กำลังจะมีก็คือระบบ Replay โดยเป้าหมายของระบบนี้คือเหล่า YouTubers และนักถ่ายทอดสดเกมทั้งหลาย อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายๆ ประเด็นที่น่าพ฿ดถึงเกี่ยวกับเกมนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเกมให้รันได้ในระดับ 60 fps ระบบการตลอดของบริษัท และสิ่งสำคัญที่สุดคือการทำเกม Fortnite ให้สวยงามให้ได้มากที่สุดในคอมพิวเตอร์ที่ใช้เสป็คน้อยที่สุดเท่าท่ะทำได้ เพื่อเข้าถึงผู้เล่นให้ได้มากที่สุด รวมถึงการพัฒนาภาพระดับ 4K บน Xbox One X
1. Fortnite บน iOS
ในหัวข้อการพัฒนาเกม Fortnite Battle Royale ผู้พัฒนาออกมาพูดถึงประเด็นที่ว่าทำอย่างไรเกมถึงเล่นได้ลื่นบนสมาร์ทโฟน รวมถึงยังพูดถึงประเด็นที่ว่าเกมนี้ต้องการ iPhone 6S เพื่อให้เล่นได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด แต่ก็มีการบอกไว้ว่า ‘วังว่ามันจะน้อยกว่านี้ในอนาคต’ (หมายถึงว่าให่รุ่นที่เก่ากว่านี้เล่นได้เช่น iPhone 6, iPhone 5S เป็นต้น) Epic Games พยายามที่จะเข้าถึงผู้เล่นให้ได้มากที่สุด

2. Fortnite ในภาพระดับ 4K
ใยขณะที่เกมนี้เสป็คที่ต่ำที่สุดที่ต้องการจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ แต่ Epic ยังประกาศเป้าหมายของพวกเขาที่จะพัฒนาเกม Fortnite ให้รองรับภาพระดับ 4K บน Xbox One X ให้ได้
3. Fortnite เล่นได้ลื่นไหลได้ยังไง?
มันมีเหตุผลทางเทคนิคเล็กน้อยที่ทำไม Fortnite สามารถเล่นได้ลื่นไหล แม้จะเล่นข้ามแพล็ตฟอร์มไม่ว่าจะเป็น PS4, PC และ Xbox One ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นศัพท์เทคนิคซะเยอะ (เช่น เพิ่มระดับ SSAO เพิ่ม LODs ของทุกส่วนประกอบในฉาก และ บลา บลา บลา) Epic ได้ปรับระสิทธิภาพในทุกๆ ด้านของเกม ซึ่งจะลดภาระในการทำงานของ CPU และ GPU ทำให้เกมเล่นได้ลื่นขึ้น ตัวอย่างเช่น เงาแบบนุ่มนวลที่ออกมาจากรถกระบะ ทางทีมพัฒนาก็เลยจงใจทำเงาที่ออกมาให้ดูมนตั้งแต่ต้น ทำให้เกมเล่นไปลื่นขึ้น ประหยัดเวลาในการโหลดภาพไปได้เล็กน้อย ซึ่ง Epic ได้เปิดภาพเปรียบเทียบของเงาแบบธรรมดา กับเงาที่ Epic ทำให้ได้ชมกัน ซึ่งผลปรากฎว่าไม่แตกต่างกันเลย

4. ช่วงกระโดดร่มทำให้ GPU และ CPU รับภาระหนัก
กราฟิกของเกมจะใช้มากที่สุดในช่วงกระโดดร่มลงมาเพราะในช่วงนั้นภาพจะถูกซูมลงเรื่อยๆ ฉะนั้น Epic ก็เลยใช้ภาพในความละเอียดหลายๆ ระดับในวัตถุที่อยู่ห่างออกไป ซึ่งหากมองด้วยตาเปล่าก็แทบจะมองไม่ออกเท่าไหร่
5. Fortnite ตัดสินใจทำให้ลูกมะเขือเทศอยู่นิ่งๆ เพื่อให้เกมเล่นได้ลื่นขึ้น
ภายในแผนที่ในเกมนี้จะมีแผนที่ Tomato Town โดยในนั้นจะมีบ้านหลังหนึ่งจะมีลูกมะเขือเทศยักษ์อยู่บนหลังคา โดยในตอนแรกนั้นมะเขือเทศนั้นหมุนไปเรื่อยๆ แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งนี้เองทำให้เกมนี้ใช้เสป็คมากขึ้น Epic เลนตัดสินใจให้ลูกมะเขือเทศยักษ์นั้นอยู่นิ่งๆ แทน รวมถึงหญ้าและต้นไม้ซึ่งใช้ระบบประมวลผลมากที่สุดเนื่องจากรูปทรงที่แปลกประหลาดของพวกมัน

6. เกม Battle Royale ไม่จำเป็นต้องฟรีเสมอไป
Fortnite Battle Royale ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเป็นเกมเล่นฟรีมาก่อน โดยโหมดนี้ถูกเพิ่มขึ้นมาหลังจากเกมนี้เปิดตัวได้ 12 สัปดาห์ Epic เปิดเผยว่าพวกเขาได้แนวคิดนี้มาจากทีมงานวางแผนของพวกเขา ทั้งบริษัทพร้อมใจกันตกลงในทันที ‘พวกเรารวดเร็วมาก ผมสงสัยว่าจะมีบริษัทไหนไหมที่ตัดสินใจได้รวดเร็วเท่าพวกเรา’ Epic กล่าว
7. Battle Royale จริงๆ แล้วเป็นแค่โหมดย่อยใน Fortnite Save the World
ในตอนเริ่มต้นนั้นโหมด Battle Royale จริงๆ แล้วเป็นแค่โหมดย่อยใน Save the World ซึ่งจะเป็นเหมือนโหมด PVP ที่เพิ่มขึ้นมาในเกม PVE แต่เพียง 2 สัปดาห์แรกเท่านั้นเราก็เปลี่ยนแผนเป็นการเอาโหมด Battle Royale แยกออกมาให้ได้เล่นกันฟรี ทีมงานทำงานกันข้ามวันข้ามคืน 14 วันติดต่อกันไม่มีหยุด กลายเป็นว่าโหมดนี้ได้รับความนิยมมากกว่าโหมด Save the World ซึ่งทาง Epic ก็ยอมรับว่ามันไม่สมดุลเอาเสียเลย Battle Royale มีผู้เล่นมากกว่า 45 ล้านคน และเวอร์ชั่น iPhone ก็เป็นเบอร์ 1 บน iOS ใน 13 ประเทศทั่วโลกหลังจากเปิดตัวได้เพียง 12 ชั่วโมงเท่านั้น

8. Epic ไม่บังคับผู้เล่นที่เข้ามาเล่นโหมด Battle Royale ไปเล่นโหมด Save the World
อย่างไรก็ตามก็มีคำถามเกี่ยวกับการดึงดูดให้ผู้เล่นที่เล่นโหมด Battle Royale ไปเล่นโหมด Save the World ซึ่งทางผู้พัฒนาก็บอกว่าพวกเขาไม่บังคับแน่นอน โดยเหตุผลง่ายๆ ก็คือ ‘ผู้เล่นส่วนใหญ่ไม่เล่นโหมด Save the World แน่นอน’
9. Epic ไม่ปฏิเสธว่าพวกเขาเอาไอเดียมาจาก PUBG แต่…
มีคนถามว่า Fortnite ก๊อปไอเดียมาจาก PUBG หรือเปล่า? Epic ตอบว่านี่ไม่ใช่ที่ที่พวกเขาจะแสดงความคิดเห็น แต่คุณสามารถดูได้ที่ Google Trends เพิ่มคีย์เวิร์ดสักสองสามตัวเลือกและหาข้อสรุปของคุณเอง ดังนั้นคำตอบค่อนข้างชัดเจนในตัวของมันเองครับ

10. Battle Royale ท้าทายการเปิดตัวแบบทั่วไป
Epic ได้เปลี่ยนรูปแบบการเปิดตัวเกมไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะใช้เวลา 12-18 เดือนในการใช้วิดีโอเปิดตัวเกมก่อน แต่พวกเขากลับใช้เวลา 3 สัปดาห์เท่านั้น ในความจริงแล้ว Epic โปรโมทเกมจริงๆ 7 สัปดาห์ก่อนเปิดตัวเกม ด้วยวิดีโอเกมเพลย์ โดยเน้นไปที่ระบบใหม่ๆ ก่อน
11. การโปรโมทของ Fortnite เป็นเรื่องบังเอิญ
Epic ได้ใช้วิดีโอโปรโมท Fortnite ระหว่างการประชุมในบริษัท ซึ่งได้เสียงตอบรับดีมาก พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะทำวิดีโออื่นๆ เพื่อโปรโมทโดยใช้วิดีโอหลักนี้เป็นแกนกลาง พวกเขาใช้วิดีโอที่จะสร้างอิทธิพล ช่วงเวลาการสร้างเกม และอารมณ์ร่วม และส่งท้ายด้วยการให้เห็นการระเบิดของ C4 เพื่อเป็นวิดีโอโปรโมท และก็มีตัวละครสะบัดมือให้มีแบงค์ร่วงลงมาราวกับฝน Epic กล่าวว่า C4 แทบจะไม่เป็นแนวคิดใหม่ในการเล่นเกม ดังนั้นพวกเขาจึงมุ่งเน้นด้านความสนุกสนานและความรู้สึกของผู้เล่นแทน
12. Battle Royale จะสามารถเป็น eSports ที่มีศักยภาพหรือไม่?
มีคำถามถึง Epic ว่ามีโอกาสที่จะทำ Fortnite Battle Royale เป็น eSports หรือไม่? Epic กล่าวว่ามันไม่เคยอยู่ในหัวพวกเขาเลย และเน้นย้ำว่าการพัฒนาเกมนี้ใน 12 สัปดาห์เป็นหลักฐานว่าทำให้เกมนี้มีชีวิตชีวาได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม Epic วางแผนที่จะจัดการแข่งขัน Pro-Am Fortnite สำหรับ E3 และเห็นได้ชัดว่าเปิดตัวคุณลักษณะและไอเดียใหม่ ๆ ในรูปแบบของการยึด eSports เป็นศูนย์กลางในอนาคต
ถือว่าเป็นเรื่องราวที่น่าติดตามกับการที่เกม Fortnite สามารถเติบโตมาได้ขนาดนี้ แม้ว่าทุกอย่างจะเหมือนเรื่องบังเอิญ แต่ผู้เขียนเชื่อว่าภายในลึกๆ แล้วทาง Epic คงยังไมได้เปิดเผยอะไรถึงแผนการตลาด หรือรูปแบบการพัฒนาอะไรมากนัก (แหงล่ะ สมบัติล้ำค่าเลยนะนั่น) เอาเป็นว่า สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนสนุกกับการเล่น Fortnite Battle Royale นะครับ
![[ดีสอิสทิปส์] Dissidia Final Fantasy Opera Omnia – วิเคราะห์ตัวละครในเกม Tidus 7 [ดีสอิสทิปส์] Dissidia Final Fantasy Opera Omnia – วิเคราะห์ตัวละครในเกม Tidus](https://thisisgamethailand.com/wp-content/uploads/2026/04/image-747-365x220.jpeg)






