
เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองว่า iPad รุ่นเริ่มต้นตัวต่อไปจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร หลังจากที่ทิ้งช่วงมานานกว่าปีนับตั้งแต่รุ่นชิป A16 เปิดตัว ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากที่ Apple จะส่งรุ่นใหม่ที่มาพร้อมชิป A18 ลงสู่ตลาดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่คำถามสำคัญที่น่าสนใจกว่าสเปกข้างในก็คือ สรุปแล้ว Apple จะเรียกน้องเล็กตัวนี้ว่าอะไรกันแน่ เพราะที่ผ่านมาการตั้งชื่อรุ่นพื้นฐานดูจะมีความสับสนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
หากย้อนกลับไปในอดีต Apple มักจะใช้การนับเลขรุ่นมาโดยตลอดจนถึง iPad รุ่นที่ 10 แต่พอมาถึงรุ่นล่าสุดกลับถอดตัวเลขทิ้งแล้วเรียกง่ายๆ แค่ว่า iPad (A16) แทน แม้จะช่วยให้สื่อสารเรื่องความแรงได้ชัดเจน แต่ในแง่ของภาพจำแบรนด์นั้น iPad รุ่นประหยัดกลับดูไร้ตัวตนและไม่มีชื่อเรียกที่เฉพาะตัวเหมือนรุ่นพี่อย่าง Air หรือ Pro ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เกิดกระแสข่าวลือเรื่องการเปลี่ยนชื่อครั้งใหญ่
หลักฐานชิ้นสำคัญมาจากแนวทางที่ Apple ใช้กับ MacBook Neo ซึ่งเป็นการเลือกใช้ชื่อใหม่แทนที่จะเรียกว่า MacBook เฉยๆ เหมือนสมัยก่อน โดย John Ternus และ Greg Joswiak ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อชื่อดังอย่าง Tom’s Guide ถึงเหตุผลที่ต้องมีชื่อต่อท้ายว่า เป็นการสร้างตัวตนให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งคำว่า Neo นั้นมีความหมายสื่อถึงความใหม่และการนำกลับมาสร้างสรรค์ใหม่นั่นเอง

จากการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ทำให้เห็นว่า Apple พยายามจะเลิกใช้ชื่อที่คลุมเครือสำหรับสินค้ารุ่นเริ่มต้น เหมือนที่เคยเปลี่ยนจาก iPhone SE มาเป็น iPhone 16e หรือ iPhone 17e มาแล้ว ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่ iPad รุ่นต่อไปจะหันมาใช้ชื่อ iPad Neo เพื่อให้เข้าพวกกับโน้ตบุ๊กราคาคุ้มค่าอย่าง MacBook Neo ที่วางตัวเป็นสินค้าสเปกดีในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีหนึ่งปัจจัยที่อาจทำให้ทฤษฎีชื่อ iPad Neo ต้องสะดุดลง นั่นคือความจริงที่ว่า iPad รุ่นใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้อาจจะไม่ได้มีอะไรที่ ใหม่ จริงๆ ในแง่ของงานดีไซน์ เพราะหน้าตาโดยรวมน่าจะยังอ้างอิงจากโมเดลปี 2022 เป็นหลัก การจะใช้คำว่า Neo ที่แปลว่าความแปลกใหม่อาจจะดูขัดใจอยู่นิดๆ หากตัวเครื่องภายนอกยังคงเหมือนเดิมแทบทุกประการ
สุดท้ายนี้ไม่ว่า Apple จะตัดสินใจใช้ชื่อ iPad Neo หรือจะดึงดันใช้ชื่อเดิมต่อไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ แต่สิ่งที่มั่นใจได้คือ iPad รุ่นชิป A18 จะยังคงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคนที่อยากเข้าสู่จักรวาล Apple ในราคาที่สบายกระเป๋า ซึ่งราคาเปิดตัวในต่างประเทศน่าจะยังวนเวียนอยู่ที่ประมาณ 349-449 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 12,800-16,500 บาท) ซึ่งต้องมารอลุ้นกันว่าชื่อใหม่จะมาทันรอบนี้เลยหรือไม่







