เทคโนโลยี

วิกฤตชิปขาดแคลนปี 2026 จ่อดันราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าและมือถือพุ่ง 20%

ปัญหาต่อเนื่องจากการมาของ AI

ผู้บริโภคทั่วโลกอาจต้องเตรียมรับมือกับราคาสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จ่อปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้ หลังจากผู้ผลิตและนักวิเคราะห์หลายสำนักออกมาเตือนว่าปัญหาการขาดแคลนชิป โดยเฉพาะในกลุ่มหน่วยความจำ กำลังกลายเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีการคาดการณ์ว่าราคาสินค้าไอทีในตลาดอาจต้องปรับขึ้นราคาขายปลีกสูงถึง 20% เพื่อพยุงผลกำไรของเหล่าผู้ผลิตที่กำลังแบกรับภาระต้นทุนส่วนเกินนี้อยู่

บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่หลายราย ไม่ว่าจะเป็น Dell, Lenovo, Raspberry Pi และ Xiaomi ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าการขาดแคลนชิปกำลังกดดันแผนการดำเนินงานอย่างหนัก จนมีแนวโน้มที่จะต้องปรับราคาขายสินค้าหน้าแบนเนอร์ใหม่ในเร็วๆ นี้ โดยผู้บริหารของ Dell ระบุว่าบริษัทไม่เคยเห็นการพุ่งขึ้นของต้นทุนที่รวดเร็วและรุนแรงขนาดนี้มาก่อน ซึ่งสุดท้ายแล้วผลกระทบด้านราคาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จะถูกส่งต่อไปยังกระเป๋าเงินของผู้บริโภคในช่วงปี 2026 อย่างแน่นอน

สาเหตุสำคัญของวิกฤตครั้งนี้เกิดจากการขยายตัวอย่างบ้าคลั่งของดาต้าเซ็นเตอร์ที่รองรับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ซึ่งมีความต้องการชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงในปริมาณมหาศาล ทำให้ผู้ผลิตชิปรายใหญ่หันไปให้ความสำคัญและจัดสรรกำลังการผลิตให้กับตลาด AI ที่มีกำไรสูงกว่า ส่งผลให้ชิประดับล่างที่ใช้ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปและรถยนต์ขาดแคลนอย่างหนัก โดยเฉพาะ Dram ที่เป็นหัวใจหลักในการทำงานของอุปกรณ์ดิจิทัลแทบทุกชนิดในปัจจุบัน

idc-warm-chip-shortage

ความกังวลเรื่องซัพพลายที่ตึงตัวทำให้บริษัทต่างๆ เริ่มหันมากักตุนชิปเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการขาดแคลนสินค้า ซึ่งกลับกลายเป็นตัวเร่งให้ราคาชิปในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นไปอีก โดยทาง TrendForce คาดว่าราคา Dram เฉลี่ยอาจจะเพิ่มขึ้นถึง 50–55% ในช่วงรอยต่อของปี 2025 และ 2026 ขณะที่สองยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung และ SK Hynix ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดหน่วยความจำทั่วโลกกว่า 70% ออกมาให้ข้อมูลว่าคำสั่งซื้อล่วงหน้าสำหรับปี 2026 ได้เต็มโควตาการผลิตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แรงกดดันมหาศาลนี้ทำให้นักวิเคราะห์ประเมินว่าราคาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในปี 2026 จะแพงขึ้นราว 10–20% แม้ว่าแบรนด์ใหญ่บางรายอาจพยายามดูดซับต้นทุนบางส่วนเพื่อรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ แต่ด้วยการแข่งขันแย่งชิงชิปจากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่อย่าง Amazon และ Google ที่มีกำลังซื้อสูงกว่า ทำให้ทางเลือกของผู้ผลิตสินค้าคอนซูเมอร์มีจำกัดมาก และอาจต้องยอมลดสเปกสินค้าลงหรือขึ้นราคาเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ

แม้ผู้ผลิตชิปชั้นนำจะมีการประกาศแผนลงทุนขยายโรงงานเพิ่มเติม แต่กระบวนการสร้างและติดตั้งเครื่องจักรต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2–3 ปี กว่าจะสามารถเดินเครื่องผลิตได้เต็มกำลัง ผู้เชี่ยวชาญจึงคาดการณ์ว่าภาวะซัพพลายตึงตัวนี้จะยังคงอยู่คู่กับเราไปจนถึงปี 2027 เป็นอย่างน้อย ในระยะสั้นนี้ผู้บริโภคที่กำลังวางแผนจะซื้ออุปกรณ์ใหม่จึงอาจต้องรีบตัดสินใจก่อนที่ราคาจะดีดตัวสูงขึ้นไปมากกว่านี้ตามคำเตือนของตลาด

ที่มา
FT

Artherlus

แค่คนทั่วไปที่หลงใหลในวงการไอที
Back to top button