เทคโนโลยี

Google เปิดตัว Gemma 4 โมเดล AI พร้อมเปลี่ยนมาใช้ Apache 2.0

ยกระดับความเร็วและประสิทธิภาพบนเครื่องส่วนตัว

Google เปิดตัว Gemma 4 ซึ่งเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่ของโมเดลแบบ Open-weight ในรอบปี โดยจุดที่น่าสนใจที่สุดคือการยกเลิกสัญญาอนุญาตแบบเดิมที่เคยสร้างความอึดอัดใจให้เหล่านักพัฒนา แล้วหันมาใช้ Apache 2.0 ที่มีความเป็นอิสระและยืดหยุ่นสูงกว่าเดิมมาก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางการค้าและนโยบายการใช้งานที่ Google เคยผูกขาดไว้ ทำให้เหล่านักพัฒนาสามารถนำโมเดลไปต่อยอดในโปรเจกต์ต่างๆ ได้อย่างสบายใจและเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นในโลกของ Open Source

โมเดล Gemma 4 รอบนี้เปิดตัวมาให้เลือกถึง 4 ขนาดตามการใช้งาน โดยรุ่นใหญ่อย่าง 26B Mixture of Experts และ 31B Dense ถูกออกแบบมาเพื่อให้รันบนฮาร์ดแวร์ส่วนตัวได้โดยตรง แม้ว่ารุ่นใหญ่จะต้องใช้การ์ดจอประสิทธิภาพสูงอย่าง Nvidia H100 ที่มีราคาสูงถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 730,000 บาท เพื่อรันแบบไม่ลดทอนคุณภาพ แต่หากนำมาปรับแต่ง (Quantized) ก็สามารถรันบนการ์ดจอสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปได้สบายๆ โดยรุ่น 26B MoE นั้นโดดเด่นเรื่องความเร็วในการประมวลผลที่สูงมาก เพราะจะดึงพารามิเตอร์มาใช้จริงเพียงบางส่วนเท่านั้นขณะทำงาน

สำหรับสายโมบาย Google ยังได้ส่งรุ่น Effective 2B (E2B) และ Effective 4B (E4B) ที่ปรับแต่งมาเพื่อใช้งานบนสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์พกพาโดยเฉพาะ โดยมีการทำงานร่วมกับ Qualcomm และ MediaTek เพื่อให้กินไฟน้อยลงและประหยัดหน่วยความจำมากขึ้น Google เคลมว่าโมเดลชุดนี้มีความหน่วงเกือบเป็นศูนย์ ทำให้การตอบสนองรวดเร็วทันใจกว่ารุ่นเดิมอย่าง Gemma 3 มาก ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนฟีเจอร์ AI บนอุปกรณ์อย่างตระกูล Pixel ในอนาคตภายใต้ชื่อ Gemini Nano 4 ที่แฟนๆ รอคอย

google-release-gemma-4

ในแง่ของความฉลาด Gemma 4 ถูกสร้างขึ้นบนเทคโนโลยีเดียวกับโมเดลแบบปิดอย่าง Gemini 3 ทำให้มีความสามารถด้านการใช้เหตุผล การแก้โจทย์คณิตศาสตร์ และการเขียนโค้ดที่ยอดเยี่ยมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังรองรับการทำงานแบบ Agentic Workflow ที่สามารถสั่งการเครื่องมือหรือ API ต่างๆ ได้โดยตรงผ่านรูปแบบ JSON นอกจากนี้ยังมีหน้าต่างบริบท (Context Window) ที่กว้างขวาง โดยรุ่นใหญ่รองรับสูงสุดถึง 256k tokens ช่วยให้ประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ในคราวเดียวโดยไม่ต้องพึ่งพา Cloud

ความสามารถด้าน Visual และภาษาของ Gemma 4 ก็ไม่ธรรมดา เพราะรองรับภาษามากกว่า 140 ภาษาทั่วโลก และเก่งขึ้นมากในการทำ OCR หรือการทำความเข้าใจแผนภูมิต่างๆ บนเครื่อง local ของเราเอง ส่วนรุ่นเล็กอย่าง E2B และ E4B ก็มีระบบจดจำเสียงพูดที่ฝังมาในตัว ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชันที่โต้ตอบด้วยเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเพราะทุกอย่างประมวลผลจบภายในเครื่องเดียว

เหล่านักพัฒนาที่สนใจสามารถเข้าไปลองเล่น Gemma 4 ได้แล้ววันนี้ผ่าน AI Studio และ AI Edge Gallery หรือจะดาวน์โหลด Model Weights แบบเต็มๆ มาจาก Hugging Face, Kaggle และ Ollama ก็ได้เช่นกัน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ Google พยายามขยายอาณาจักร Gemmaverse ให้แข็งแกร่งขึ้น ด้วยการมอบเครื่องมือที่ทรงพลังและมีอิสระในการใช้งานให้กับชุมชน AI ทั่วโลกได้นำไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างไร้ขีดจำกัด

ที่มา
Arstechnica

Artherlus

แค่คนทั่วไปที่หลงใหลในวงการไอที
Back to top button