เทคโนโลยี

EA ผนึกกำลัง Stability AI ปูทางอนาคตใหม่

ชี้เครื่องมือที่ควบคุมได้คือหัวใจสำคัญของการสร้างเกม

หลังจาก Electronic Arts หรือ EA สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศนำบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์เพื่อเปลี่ยนเป็นบริษัทเอกชนไปเมื่อปีก่อน ล่าสุดยักษ์ใหญ่แห่งวงการเกมรายนี้ก็ได้เดินหน้าดีลสำคัญด้วยการจับมือเป็นพันธมิตรระยะยาวกับ Stability AI บริษัทด้าน AI ชื่อดังที่มี James Cameron ให้การสนับสนุน โดยการร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่ EA ยังได้เข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน Stability AI เพื่อร่วมกันพัฒนาเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในเกมดังอย่าง The Sims, Battlefield 6 และ Madden NFL ซึ่งถือเป็นการขยับตัวครั้งใหญ่ท่ามกลางกระแสการกว้านซื้อกิจการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่กำลังร้อนแรง

Mihir Vaidya ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ EA เผยว่าเหตุผลที่เลือก Stability AI มาจากโจทย์ที่ว่าเครื่องมือ AI ทั่วไปในตลาดมักเป็นแบบ Black Box หรือกล่องดำที่ทรงพลังแต่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งสร้างความลำบากใจให้กับเหล่านักพัฒนาเกมอย่างมาก เพราะในการสร้างสรรค์งานศิลปะอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Arts) ทีมงานต้องการเครื่องมือที่ปรับแต่งได้ลึกถึงระดับโครงสร้าง เพื่อให้ตอบโจทย์เฉพาะทางของแต่ละเกมได้อย่างแม่นยำ ซึ่ง Stability AI เป็นเพียงไม่กี่เจ้าที่ยินดีเปิดบ้านให้ EA เข้าไปปรับแต่งโมเดลพื้นฐานเพื่อสร้างเครื่องมือที่นักพัฒนาสามารถควบคุมผลลัพธ์ได้ดั่งใจ

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึง AI ย่อมหนีไม่พ้นความกังวลเรื่องการตกงานของเหล่านักพัฒนา แต่ Prem Akkaraju ซีอีโอของ Stability AI ได้หยิบยกทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เรื่อง Lump of Labour Fallacy ขึ้นมาโต้แย้ง โดยเปรียบเทียบกับตู้ ATM ในยุค 80 ที่ตอนแรกพนักงานธนาคารต่างกลัวว่าจะตกงาน แต่ในความเป็นจริงเมื่อต้นทุนลดลง ธนาคารกลับขยายสาขาไปทุกหัวมุมถนน ทำให้จำนวนพนักงานธนาคารในปัจจุบันมีมากกว่าเดิม แถมยังมีรายได้สูงขึ้นเพราะต้องใช้ทักษะที่ซับซ้อนขึ้นด้วย AI จึงไม่ใช่ตัวทำลายงาน แต่เป็นตัวขยายเค้กของอุตสาหกรรมให้ใหญ่ขึ้นตามความต้องการของผู้เล่นที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ea-stability-ai-partner-deal

ทางด้าน EA ยอมรับว่าความกังวลของพนักงานเป็นเรื่องจริงที่ไม่ควรละเลย แต่เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นการจัดระเบียบภาระงานใหม่ (Recomposition) มากกว่าการเลิกจ้างแบบยกแผง AI จะเข้ามาช่วยแบ่งเบางานในระดับ Task หรือภาระงานย่อย ๆ ทำให้เหล่านักสร้างสรรค์มีเวลาไปโฟกัสกับงานที่ใช้จินตนาการสูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มทั้งคุณภาพ ปริมาณ และขอบเขตของเกมให้กว้างไกลกว่าเดิม ส่งผลให้ความต้องการแรงงานสายสร้างสรรค์ในภาพรวมเพิ่มสูงขึ้นตามขนาดของตลาดที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

หนึ่งในประโยคที่น่าสนใจจาก Mihir Vaidya คือความกังวลว่าหากคนในอุตสาหกรรมเกมมัวแต่เป็นผู้ชม (Observers) แล้วปล่อยให้คนนอกวงการที่เป็นผู้พัฒนา AI เข้ามาชี้นำทิศทางเพียงฝ่ายเดียว วงการเกมอาจจะถูกดิสรัปชั่นจนตั้งตัวไม่ติด ดังนั้นการที่ EA เลือกที่จะเป็นผู้เล่นและผู้นำ (Participants and Leaders) ในการนำ AI มาใช้ด้วยตัวเอง จะช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมทิศทางของเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมการทำงานและมาตรฐานความสร้างสรรค์ของวงการเกมได้ดีกว่า

ความร่วมมือครั้งนี้แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและอาจต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่เกมเมอร์จะได้เห็นผลลัพธ์บนโน้ตบุ๊กหรือคอนโซล แต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยที่สำคัญมาก ๆ การที่บริษัทเกมระดับโลกกล้าตัดสินใจลงทุนมูลค่ามหาศาลหลักหมื่นล้านบาท (เมื่อคำนวณจากดีลภาพรวมที่มีมูลค่าสูงถึง 55 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.95 ล้านล้านบาท) แสดงให้เห็นว่า AI จะไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่จะเป็นกระดูกสันหลังใหม่ของการสร้างโลกเสมือนจริงที่พวกเรากำลังจะได้สัมผัสในเร็ว ๆ นี้

ที่มา
Variety

Artherlus

แค่คนทั่วไปที่หลงใหลในวงการไอที
Back to top button