
Apple ได้ประกาศนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับฟีเจอร์ช่วยเหลือผู้พิการและการเข้าถึงต่างๆ ครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ VoiceOver ฟีเจอร์ Magnifier ระบบ Voice Control รวมไปถึง Accessibility Reader นอกเหนือจากนี้ผู้ที่ใช้งานเก้าอี้รถเข็นไฟฟ้ายังสามารถใช้สายตาของตัวเองในการควบคุมการสั่งงานต่างๆ ได้แล้วเมื่อใช้งานร่วมกับแว่นตาอัจฉริยะ Vision Pro โดยทางค่ายยืดอกมั่นใจและยืนยันว่าการเติมความสามารถของระบบสมองกลเข้าไปในครั้งนี้ จะไม่มีการลดทอนเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานลงอย่างแน่นอน ซึ่งทาง Tim Cook ประธานบริหารของค่ายได้ระบุว่า ด้วยระบบ Apple Intelligence จะช่วยนำพาสิ่งใหม่ๆ ที่ทรงพลังมาสู่ผู้ใช้งานทุกคนโดยยังคงรักษาคำมั่นสัญญาพื้นฐานเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลไว้อย่างเหนียวแน่น
สำหรับฟีเจอร์เด่นอย่าง VoiceOver และ Magnifier ที่คอยช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาหรือผู้ที่มองเห็นเลือนรางให้เข้าใจข้อมูลบนหน้าจอรวมถึงสภาพแวดล้อมรอบตัว ก็ได้รับการอัปเกรดด้วยพลัง AI เช่นกัน โดยระบบ Image Explorer ใน VoiceOver จะใช้ Apple Intelligence มาช่วยอธิบายรายละเอียดของรูปภาพต่างๆ ในระบบได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย ใบเสร็จที่สแกน หรือเอกสารส่วนตัว ส่วนระบบ Live Recognition ก็ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถกดปุ่ม Action บน iPhone เพื่อสอบถามสิ่งที่กล้องกำลังส่องอยู่ได้ทันทีและจะได้รับคำตอบแบบละเอียด แถมยังถามคำถามต่อเนื่องด้วยภาษาพูดของตัวเองได้อีกด้วย ทางด้านแอปพลิเคชันแว่นขยายอย่าง Magnifier ก็ทำงานร่วมกับปุ่ม Action ได้ดีขึ้น ทำให้สั่งงานเปิดไฟฉายหรือซูมภาพผ่านคำสั่งเสียงได้อย่างง่ายดาย
ในส่วนของระบบสั่งงานด้วยเสียงหรือ Voice Control ที่แต่เดิมผู้ใช้งานจำเป็นต้องท่องจำคำศัพท์หรือวลีที่กำหนดไว้เป๊ะๆ มาในรอบนี้ Apple ได้ปรับปรุงให้ระบบสามารถเข้าใจภาษาธรรมชาติของมนุษย์ได้แล้ว ทำให้มีความยืดหยุ่นในการป้อนข้อมูลสูงมาก ผู้ใช้งานสามารถอธิบายปุ่มกดหรือแถบควบคุมต่างๆ บนหน้าจอด้วยภาษาพูดทั่วไปแทนการจำตัวเลขหรือป้ายกำกับ เช่น การสั่งให้แตะคู่มือแนะนำร้านอาหาร หรือสั่งให้แตะโฟลเดอร์สีม่วง ซึ่งฟีเจอร์นี้จะช่วยทลายกำแพงในการใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น Apple Maps หรือแอปพลิเคชัน Files ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในกรณีที่องค์ประกอบบนหน้าจอไม่ได้ถูกทำเครื่องหมายระบุเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อการเข้าถึง

นอกจากนี้ระบบช่วยอ่านอย่าง Accessibility Reader ก็มีความฉลาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การอ่านที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องหลากหลายด้าน ตั้งแต่โรคสมาธิสั้น อ่านหนังสือยาก ไปจนถึงผู้ที่สายตาเลือนราง ซึ่งระบบเวอร์ชันใหม่จะสามารถรับมือกับเนื้อหาต้นฉบับที่มีความซับซ้อนสูงอย่างบทความทางวิทยาศาสตร์ที่มีการแบ่งหลายคอลัมน์ มีรูปภาพประกอบ หรือมีตารางซับซ้อนได้สบาย อีกทั้งยังมีฟังก์ชันสรุปเนื้อหาตามสั่งเพื่อให้อ่านภาพรวมก่อนเจาะลึกรายละเอียด และมีระบบแปลภาษาในตัวที่ช่วยให้คงรูปแบบอักษร ขนาด และสีสันดั้งเดิมเอาไว้ ส่วนวิดีโอทุกประเภทก็สามารถเปิดคำบรรยายใต้ภาพที่สร้างโดย AI ได้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นคลิปจากคนในครอบครัวหรือวิดีโอสตรีมออนไลน์ ซึ่งจะประมวลผลภายในตัวเครื่องเพื่อความเป็นส่วนตัว
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการควบคุมเก้าอี้รถเข็นไฟฟ้าผ่านแว่นตา Vision Pro ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ระบบจอยสติ๊กแบบเดิมได้ โดยระบบจะอาศัยความแม่นยำของการตรวจจับสายตาบน Vision Pro มาเป็นช่องทางรับข้อมูลเพื่อสั่งการระบบขับเคลื่อนทางเลือกที่รองรับ ซึ่งจุดเด่นคือไม่ต้องทำการปรับตั้งค่าสายตาบ่อยๆ และทำงานได้ดีในทุกสภาพแสง โดยฟีเจอร์นี้จะเริ่มเปิดใช้งานร่วมกับระบบขับเคลื่อนของแบรนด์ Tolt และ LUCI ในประเทศสหรัฐอเมริกาก่อน รองรับทั้งการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth และแบบต่อสาย และทาง Apple ก็มีแผนจะขยายการรองรับไปยังรถเข็นรุ่นอื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคต
ปิดท้ายด้วยการปรับปรุงฟีเจอร์ย่อยอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การเพิ่มฟังก์ชัน Vehicle Motion Cues ในระบบ visionOS เพื่อลดอาการเมารถสำหรับผู้ที่ใช้งาน Vision Pro ขณะนั่งบนยานพาหนะ การรองรับการขยับใบหน้าเพื่อสั่งการแทนการแตะ รวมถึงการรองรับขนาดตัวอักษรที่ใหญ่ขึ้นใน tvOS นอกจากนี้ยังมีระบบ Name Recognition ที่ช่วยแจ้งเตือนผู้พิการทางการได้ยินเมื่อมีคนเรียกชื่อ ซึ่งรองรับมากกว่า 50 ภาษาทั่วโลก และสำหรับคอเกมที่มีข้อจำกัดในการใช้คอนโทรลเลอร์ปกติ ตอนนี้ระบบปฏิบัติการ iOS, iPadOS และ macOS ก็รองรับการเชื่อมต่อกับจอย Sony Access ของเครื่อง PlayStation 5 แล้ว โดยสามารถตั้งค่าปุ่มและก้านอนาล็อกได้อย่างอิสระเพื่อสร้างประสบการณ์การเล่นเกมที่ตรงใจที่สุด







