เทคโนโลยี

AMD ผนึกกำลังพาร์ทเนอร์สู้ศึกราคาการ์ดจอ

หลังวิกฤตแรมขาดแคลนทำพ่นพิษหนักปี 2026

กลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับชาวพีซีเกมมิ่งในปี 2026 เมื่อราคาการ์ดจอมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากวิกฤตหน่วยความจำ (DRAM) ขาดแคลน อย่างไรก็ตาม AMD ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นผ่าน Dave McAfee รองประธานสายงาน Ryzen ในงาน CES 2026 ว่าบริษัทมีแผนรับมือที่ชัดเจน โดยเน้นการทำงานร่วมกับผู้ผลิตเม็ดแรมอย่างใกล้ชิดผ่านสายสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มีมาอย่างยาวนาน เพื่อบริหารจัดการทั้งปริมาณสินค้าและต้นทุนให้อยู่ในระดับที่ธุรกิจและพาร์ทเนอร์สามารถรับความเสี่ยงได้

แม้ว่า AMD จะพยายามสร้างความมั่นใจ แต่สถานการณ์ในตลาดจริงกลับดูไม่สู้ดีนัก เมื่อความต้องการแรมความเร็วสูงจากกลุ่มอุตสาหกรรม AI พุ่งสูงขึ้นจนแย่งชิงทรัพยากรการผลิตจากฝั่งผู้บริโภคไปเกือบหมด Dave McAfee ยอมรับว่าหากราคาหน่วยความจำไม่ลงมาอยู่ในจุดที่เหมาะสม การร่วมมือกับเหล่าบอร์ดพาร์ทเนอร์เพื่อทำราคาการ์ดจอให้ตรงตามราคาเปิดตัว (MSRP) นั้นเป็นโจทย์ทางคณิตศาสตร์ที่คำนวณได้ยากยิ่ง ซึ่งอาจส่งผลให้การ์ดจอรุ่นพิมพ์นิยมที่มีราคาต่ำกว่า 600 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 20,400 บาท กลายเป็นของหายากในอนาคตอันใกล้

ในขณะที่ค่ายเขียวอย่าง NVIDIA ก็กำลังเผชิญสถานการณ์ลำบากไม่แพ้กัน โดยมีข่าวลือหนาหูว่าได้สั่งลดปริมาณการส่งชิปให้พาร์ทเนอร์ลงถึง 15-20% และอาจไม่มีการเปิดตัวการ์ดจอรุ่นใหม่อย่างตระกูล Super ในปีนี้เลย เนื่องจากต้องจัดสรรทรัพยากรแรมที่มีอยู่อย่างจำกัดไปใช้ในชิปประมวลผลสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่สร้างกำไรได้มากกว่า ส่งผลให้ราคาการ์ดจอหน้าร้านอย่าง RTX 5080 พุ่งทะลุไปถึง 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 44,200 บาท ในขณะที่ RTX 5070 Ti ก็ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 885.99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 30,100 บาท

amd-partner-with-oem

ทางฝั่งของ AMD เอง แม้จะพยายามตรึงราคาแต่รุ่นยอดฮิตอย่าง Radeon RX 9070 ที่ควรจะมีราคาอยู่ที่ 549 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 18,700 บาท กลับถูกวางขายจริงในราคาพุ่งสูงถึง 669.99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 22,800 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแผนการคุมราคาที่วางไว้อาจจะยังไม่สามารถต้านทานแรงกระแทกจากกลไกตลาดโลกได้ทั้งหมด สิ่งนี้ทำให้เหล่านักจัดสเปกคอมพิวเตอร์ต้องกลับมาคิดหนักว่าควรจะกัดฟันซื้อตอนนี้ หรือจะรอให้คลื่นพายุแรมขาดแคลนสงบลงซึ่งอาจกินเวลาข้ามปี

นอกเหนือจากเรื่องราคาแล้ว AMD ยังแสดงท่าทีระมัดระวังในการนำเทคโนโลยี AI มาใช้สร้างเฟรมภาพ (Frame Generation) เพื่อสู้กับ DLSS ของคู่แข่ง โดยระบุว่าได้รับฟังเสียงสะท้อนจากเกมเมอร์ที่มองว่าบางครั้งการใช้ AI ช่วยมากเกินไปจนทำให้เกิดภาพหลอกตา (Fake Frames) นั้นดูจะไม่เป็นธรรมกับประสบการณ์การเล่นเกมจริง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าค่ายแดงพยายามจะเน้นความแรงที่จับต้องได้มากกว่าการพึ่งพาซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว ท่ามกลางยุคสมัยที่ฮาร์ดแวร์มีราคาแพงหูฉี่

บทสรุปของสงครามราคาการ์ดจอในปี 2026 นี้คงต้องฝากความหวังไว้ที่การจัดการโซ่อุปทานของ AMD ว่าจะทำได้ดีเพียงใด หากคุณกำลังมองหาทางเลือกที่คุ้มค่าท่ามกลางวิกฤตนี้ แนะนำให้ติดตั้งแอปพลิเคชันเช็กราคาหรือติดตามข่าวสารจากตัวแทนจำหน่ายอย่างใกล้ชิดเพื่อคว้าของในราคาที่ดีที่สุดก่อนที่ราคาจะดีดตัวขึ้นไปอีกระลอก

ที่มา
Gamesradar

Artherlus

แค่คนทั่วไปที่หลงใหลในวงการไอที
Back to top button