สกู๊ปพิเศษ

8 เกม Prequel ภาคต่อที่ดีไม่แพ้ภาคหลัก

ทั้งเกมเพลย์ที่ถูกพัฒนาและเรื่องราวเนื้อหาที่มาก่อนหน้า

หนึ่งในสูตรสำเร็จที่หลายค่ายเกมนำมาใช้ในการทำเกมภาคใหม่นอกจากการทำเกมภาคต่อที่มีเนื้อเรื่องต่อเนื่องจากภาคก่อน อีกวิธีที่นิยมไม่แพ้กันก็คือการทำเกมเป็น Prequel หรือก็คือการเล่าเนื้อเรื่องที่จะเกิดขึ้นก่อนในเกมภาคอื่นๆ ซึ่งวิธีนี้เรามักจะเห็นหลายทีมผู้พัฒนานำไปใช้กับเกมหลายซี่รี่ย์อย่างเช่น Deus Ex เกมเก่าแต่เก๋าในยุค 2000 ที่หลังจากมันห่างหายจากชาวเกมเมอร์มาอย่างยาวนานก็ถูกนำมาปัดฝุ่นทำภาคใหม่ออกมาเป็น Deus Ex: Human Revolution ที่นับว่าเป็น Prequel ของเกม Deus Ex ภาคแรกและการทำเกมสไตล์แบบนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะก็เป็นตัวดึงดูดให้เกมเมอร์หน้าใหม่ได้ลองมาสัมผัสกับเกมดังกล่าวโดยไม่ต้องห่วงว่าจะเล่นไม่รู้เรื่อง เนื่องจากเนื้อหาที่ไม่ต้องเล่นเกมภาคก่อนมาก็เล่นได้แต่ผมก็ขออนุญาตไม่ร่ายยาวไปกว่านี้เพราะผมกำลังจะพาเพื่อนๆ มาพบกับ 8 เกม Prequel ที่ดีไม่แพ้เกมภาคหลัก จะมีเกมอะไรบ้างนั้นมาเริ่มกันเลย

1. Red Dead Redemption 2

ถึงชื่อเกมจะตามด้วยเลข 2 แต่เนื้อเรื่องในเกมภาคนี้จะไม่ใช่การสานต่อการผจญภัยของ Jack Marston แต่อย่างใดแต่ในทางตรงกันข้าม Red Dead Redemption 2 จะนำพาเหล่าผู้เล่นไปพบกับอดีตของ John ผ่านมุมมองตัวละครอีกตัวอย่าง Arthur Morgan ตัวละครเอกตัวใหม่ที่จะมีความเชื่อมโยงกับ John Marston โดยภายในเกมภาคนี้จะเป็นเหมือนส่วนขยายเนื้อเรื่องในเกมภาคแรกว่าอดีตของ John นั้นผ่านอะไรมาบ้าง, แก๊งเก่าของเขามีที่มาอย่างไรมีใครบ้างและประเด็นสำคัญๆ อย่างสาเหตุการแตกหักของกลุ่ม Van der Linde มันมีที่มาที่แท้จริงจากอะไร หากใครที่เคยประทับใจกับ Red Dead Redemption ภาคแรกมาแล้วผมก็เชื่อว่าเนื้อหาในเกมภาค 2 คุณได้จะเต็มอิ่มกับเนื้อหาจนน้ำตาตกกันบ้างแหละ (เพราะมันทำออกมาดีมากๆ )

2. Metal Gear Solid 3: Snake Eater


มากันที่อันดับต่อไปกับเกมเนื้อเรื่องสุดกินใจที่ทำให้ชายอกสามศอกหลายคนต้องร่ำไห้นั่นก็คือ Metal Gear Solid 3: Snake Eater หนึ่งในเกมภาคที่ดีที่สุดของซี่รี่ส์ Metal Gear และเนื้อเรื่องในเกมภาคนี้จะเป็นการเล่าย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของ Big Boss หรือ Naked Snake ร่างต้นแบบของ Solid Snake โดยจุดเด่นของเกมภาคนี้ที่ทำให้มันเป็นหนึ่งใน Metal Gear ภาคที่ยอดเยี่ยมนอกจาก Cutscene ความยาวเกือบชั่วโมงตามสไตล์ป๋าโคแล้ว ตัวเกมก็ยังมีระบบการเล่นละเอียดยิบย่อยต่างจากภาคอื่นๆ อย่างสิ้นเชิงทำให้ประสบการณ์ที่ได้จากการเล่นพิเศษกว่าภาคไหนๆ และที่สำคัญก็คงไม่พ้นเนื้อเรื่องที่มีการเชื่องโยงไปยังเกมภาคอื่นๆ ได้อย่างชาญฉลาดและด้วยเหตุนี้มันก็ทำให้ Metal Gear ภาคนี้เป็นผลงานชิ้นเอกของโคจิม่าไปโดยปริยาย

3. Half-Life: Alyx


แม้ว่าเราจะไม่ได้ Half-life 3 มาเล่นกันแต่ก็ยังดีที่ทาง Valve ยังเมตตาและได้ทำเกม Half-life ภาคใหม่มาให้เราเหล่าเกมเมอร์ได้หายคิดถึงกันนั่นก็คือ Half-Life: Alyx เกมภาคล่าสุดที่ได้แหวกจากการเป็นเกม Fps ธรรมดาๆ มาเป็นเกม VR แบบเต็มตัวและมันก็ดูเข้าท่าอย่างไม่น่าเชื่อเพราะด้วยความที่เกมๆ นี้ทำมาเพื่อระบบการเล่นแบบ VR โดยเฉพาะทำให้ในการเล่น Half-life ภาคนี้จะสมจริงกว่าภาคไหนๆ ทั้งการยิงปืนที่เราต้องกดไกปืนเองรีโหลดกระสุนเอง, การแก้ปริศนาที่ต้องใช้การสังเกตบวกกับลูกเล่นของฉากที่เราสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับมันได้เยอะอย่างไม่น่าเชื่อและนอกจากระบบเกมที่ดูดีเล่นสนุกแล้ว ตัวเกมในภาคนี้ยังเป็นตัวเชื่อมรอยต่อระหว่าง Half-life และ Half-life 2 ทำให้เนื้อเรื่องของเกมมีความสมบูรณ์มากขึ้นไปอีก (แต่จะดีกว่านี้ถ้ามีภาค 3 อ่ะนะ) 

4. Devil May Cry 3: Dante’s Awakening

ก่อนที่ดันเต้จะกลายมาเป็นนักล่าปีศาจมือฉมังที่เราเห็นกันใน Dmc 5 ป๋าแกก็มีเกมภาคนึงที่นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งซี่รี่ย์ก็ว่าได้และเกมที่ว่าก็คือ Devil May Cry 3: Dante’s Awakening โดยเนื้อเรื่องของเกมภาคนี้จะเป็นการเล่าย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของดันเต้ก่อนที่จะเปิดกิจการล่าปีศาจ Devil May Cry หรือก็คือตัวดันเต้ที่เราจะได้เล่นในภาคนี้ก็กำลังอยู่ในวัยคึกๆ พร้อมบวกพร้อมชนกว่าภาคไหนๆ (บอกเลยนีโรยังมีอาย) แต่นอกจากเราจะได้เห็นวีรกรรมสุดห่ามของป๋าแกสมัยหนุ่มๆ ตัวเกมในภาคนี้ก็ยังเป็นภาคแรกที่เราจะได้รู้จักกับพี่ชายฝาแฝดอย่างเวอร์จิล ที่ในเวลาต่อมาก็ได้กลายเป็นหนึ่งในตัวละครเกมที่ใครหลายคนชื่นชอบ (แหม่ก็พี่เท่ขนาดนี้) และนอกจากการเปิดตัวเวอร์จิล Dmc 3 ก็ยังเป็น Dmc ภาคแรกที่มีการนำระบบ Stlye หรือความสามารถพิเศษประจำตัวที่จะช่วยให้การต่อสู้ของเราหลากหลายมากขึ้น เรียกได้ว่าครบเครื่องทั้งเนื้อเรื่องและเกมเพลย์เลยล่ะครับภาคนี้

5. Halo: Reach

Halo: Reach จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน Halo: Combat Evolved หรือ Halo ภาคแรกโดยเนื้อเรื่องในเกมภาคนี้จะอยู่ในช่วงก่อนที่กลุ่ม Covenant จะทำการรุกราน เราจะได้รับบทเป็นหนึ่งในสมาชิก Noble Team ที่ถูกส่งไปทำภารกิจที่ดาว Reach และเราจะต้องหยุดยั้งภัยครั้งใหญ่ที่จะเกิดกับเหล่ามวลมนุษย์ให้จงได้ Halo: Reach เป็นหนึ่งในเกมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในซี่รี่ย์ Halo การันตีจากรายได้ยอดขายที่สูงถึง 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6,220 ล้านบาท) ที่ในเวลานั้นก็นับว่าเป็นก้าวสำคัญของเกมตระกูล Halo อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

6. Deus Ex: Human Revolution


หลังจากห่างหายไปเป็นเวลาร่วม 11 ปีด้วยกันทาง Square Enix ก็ตัดสินใจทำการชุบชีวิตซี่รี่ย์ Deus Ex ขึ้นมาใหม่ภายใต้ชื่อ Deus Ex: Human Revolution ตัวเกมภาคต่อที่แลดูเหมือนจะเป็นการ Soft Reboot อยู่กลายๆ เพราะใน Deus Ex ภาคนี้จะมีเนื้อเรื่องก่อนตัวเกมภาคแรกในปี 2000 เราจะได้รับบทเป็น Adam Jensen อดีตหน่วย Swat มาดคูลที่ชีวิตผลิกพันจากเหตุก่อการร้ายส่งผลให้คนรักของ Adam หายตัวไปอย่างปริศนาและร่างกายของเขาที่ถูกแปลงกลายเป็นไซบอร์กอย่างสมบูรณ์ โดยตลอดการเล่นใน Deus Ex ภาคนี้จะให้อารมณ์เหมือนเรากำลังรับชมภาพยนตร์นักสืบสไตล์ Cyberpunk เพราะด้วยความที่ตัวเกมมีความเป็น RPG แบบตะวันตกที่เน้น Dialouge แบบขั้นสุด (ชนิดที่ว่าฉากยืนคุยนานๆ ก็มีเป็นปกติ) และถ้าคุณเป็นผู้เล่นสายชอบเสพเนื้อเรื่องแบบหนักๆ ก็ไม่ควรพลาดเกมนี้เลยนะครับ

7. Assassin’ s Creed: Origin


ถึงเกมตระกูลนี้จะชอบการเล่าย้อนเวลาไปในยุคต่างๆ ที่เหล่านักฆ่ายังคงอยู่ แต่ในเกมภาค Origin ก็นับได้ว่าย้อนไปไกลกว่าทุกภาคเพราะSetting ของเกมภาคนี้ก็ตรงตามชื่อเพราะมันจะเป็นการพาเราเหล่าผู้เล่นย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของภราดรมือสังหาร เราจะได้รับบทเป็น Bayek เมไจคนสุดท้ายที่ต้องตามล้างแค้นผู้ที่พรากชีวิตคนในครอบครัวของเขาไป ซึ่งจุดเด่นของเกมภาคนี้นอกจากการปูเนื้อเรื่องในจักรวาล Ac ที่ทำออกมาได้ดี ระบบเกมเพลย์หลักของมันก็ถูกยกเครื่องให้มีความ RPG มากกว่าเก่าทำให้อารมณ์ที่ได้จากการเล่นจะแตกต่างออกไป แถมแผนที่ในภาคนี้ก็ได้ทำการขยายและออกแบบให้ดีขึ้นกว่าภาคไหนๆ เชิญชวนให้เราต้องออกสำรวจให้ทั่วและในเวลาต่อมา Ac Origin ก็ได้กลายเป็นสูตรสำเร็จที่ Ubisoft นำมาทำเกม Assassin’ s Creed ภาคต่อๆ ไปทั้ง Odysey และ Valhalla (และอาจจะในภาคต่อๆ ไปอีก) 

8. Metroid Prime


นอกจาก Mario และ Zelda ที่เป็นซี่รี่ส์หัวหอกหลักของฝั่ง Nintendo ที่เราคุ้นชินกันทางค่ายก็มีเกมอีกหนึ่งซี่รี่ส์ที่ผมเชื่อว่าถ้าคุณเป็นแฟนตัวยงของ Nintendo จะต้องรู้จักอย่างแน่นอนนั่นก็คือ Metroid เกมผจญภัยสไตล์ 2D ที่นับเป็นจุดเปลี่ยนให้เกิดแนวเกมใหม่ขึ้นอย่าง Metroidvania ที่กลายเป็นอีกหนึ่งแนวเกมยอดนิยมที่เหล่าค่าย Indie มักนำมาสร้างเกมในยุคปัจจุบัน แต่ภาคที่ผมจะยกขึ้นมาอย่าง Metroid Prime จะเป็นซี่รี่ส์แยกย่อยของ Metroid ที่แตกแขนงออกไปและเปลี่ยนแนวเกมใหม่ให้เป็น FPS ผสมความเป็นเกมผจญภัยตามแบบฉบับเดิมของ Metroid และเนื้อเรื่องในเกมภาคนี้จะอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่าง Metroid 1986 (Metroid ภาคแรก) และ Metroid II: Return of Samus หรือในช่วงที่ Samus ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นการเป็นนักล่าค่าหัวหมาดๆ ทำให้เราได้รู้ถึงที่มาที่ไปของนักล่าค่าหัว Samus ได้ละเอียดมากขึ้น

การทำ Prequel นอกจากจะเป็นการ Soft Reboot แบบกลายๆ แล้วการเล่าเรื่องสไตล์นี้มันก็ทำให้หลายๆ เกมมีเนื้อเรื่องที่เป็นมิตรกับผู้เล่นหน้าใหม่มากขึ้น เพราะด้วยเนื้อหาของเกมที่เกิดขึ้นก็จะเป็นเหตุการณ์ก่อนตัวเกมภาคอื่นๆ ทำให้เราสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องของมันได้ง่ายและหากมันทำออกมาได้ดีก็ยิ่งเป็นส่วนขยายเนื้อเรื่องสำคัญที่ช่วยให้เกมๆ นั้นมีมิติมากขึ้น อย่างเกมโปรดส่วนตัวของผมอย่าง Devil May Cry 3 ที่มีการกล่าวถึงต้นกำเนิดของดันเต้ไว้อย่างมีมิติน่าสนใจ ทำให้จากเดิมที่ผมชื่นชอบในเกมตระกูลนี้เป็นทุนเดิมก็ยิ่งคลั่งไคล้มากขึ้นไปอีก แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับมีเกม Prequel เกมโปรดในดวงใจกันหรือเปล่า? 

Via
thegamer
ที่มา
gamerant
Back to top button