สกู๊ปพิเศษ

7 สิ่งที่อาจเกิดขึ้นถ้าหาก Final Fantasy IX ถูก Remake

หลังจากมีข่าวลือหนาหู ถ้ารีจริงจะเกิดอะไรขึ้น!

เป็นที่ฮือฮากันพอสมควรสำหรับคำพูดของคุณ Yoshinori Kitase ผู้อำนวยการสร้าง Final Fantasy VII Rebirth ได้ออกมาพูดในเว็บไซต์หลักของซีรีส์ว่าในปีนี้จะมีประกาศใหญ่เกี่ยวกับเกม Final Fantasy ที่ไม่ใช่ภาค 7 เพิ่มเติมด้วย รวมกับข่าวลือจากทาง Nvidia Geforce Now ในปี 2021 ว่ามี Final Fantasy IX อยู่ในลิสต์เกมที่หลุดออกมาด้วย เลยทำให้แฟน ๆ ต่างก็มีความหวังว่าเกมนี้อาจถูก Remake ก็เป็นได้ เพราะรายชื่อเกมที่หลุดออกมาในตอนนั้นก็มีเกมที่ถูกประกาศและวางจำหน่ายจริง ๆ ตามลิสต์มาแล้ว เช่น Tactics Ogre: Reborn, Chrono Cross: The Radical Dreamer Edition และ Kingdom Hearts IV ซึ่งเรามาคิดกันเล่น ๆ ดีกว่า ว่าถ้า Final Fantasy IX ถูก Remake ขึ้นมาจริง ๆ มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเกมนี้ได้บ้าง

1. เนื้อเรื่องอาจถูกแบ่งเป็น 4 Part

โดยพื้นฐานความจุของเนื้อหาเกม Final Fantasy IX ต้นฉบับที่อยู่ในเครื่อง PS1 นั้น ก็ต้องใช้ความจุดของแผ่นเกมถึง 4 แผ่นด้วยกัน เนื่องจากว่าเนื้อเรื่องของเกมภาคนี้ค่อนข้างกว้างและอัดแน่นไปด้วยคอนเทนต์มากมาย หากเราทดด้วย Final Fantasy VII ภาคต้นฉบับที่มีถึง 3 แผ่น ภาค Remake เองก็ถูกแบ่งออกเป็น 3 Part ในปัจจุบันเช่นเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่คาดเดาได้คร่าว ๆ ว่าถ้าเกิด Final Fantasy IX ถูก Remake ใหม่ออกมาในเทคโนโลยีของปัจจุบันแต่ยังคงเนื้อหาของต้นฉบับไว้อย่างครบถ้วน ตัวเกมอาจจะต้องตัดแบ่งเป็น 4 Part โดยคาดเดาว่า Part 1 จะสิ้นสุดอยู่ที่การพ่ายแพ้ให้กับ Beatrix และพอกับ Kuja ครั้งแรก, Part 2 จะไปถึงฉากปรากฎตัวของ Bahamut และการเสียชีวิตของ Brahne, Part 3 จะจบเนื้อหาของโลก Terra และ Kuja อยู่ในร่าง Trance, และ Part 4 จะดำเนินตั้งแต่ดินแดนแห่งความทรงจำไปจนจบเกม ตามเนื้อหาของ PS1 ครับ

2. ระยะเวลาในการพัฒนาอาจยาวนานถึง 16 ปี

ในเรื่องของระยะเวลาในการพัฒนาเกมนี้ หากเริ่มทำจริง ๆ และใช้สโคปการทำงานเดียวกันกับ Final Fantasy VII Remake ก็คือจะใช้เวลาทำ Part ละ 4 ปีโดยประมาณ ซึ่งถ้า Final Fantasy VII Remake ที่มี 3 Part ใช้เวลาทำถึง 12 ปี Final Fantasy IX Remake ที่มีจำนวน 4 Part ก็น่าจะกินเวลาประมาณ 16 ปีเลยทีเดียว (นานเกิ๊น) แต่ก็ไม่แน่ว่าจะไม่เป็นแบบนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เราแค่อ้างอิงจากเวลาในการทำ Final Fantasy VII Remake เท่านั้น ถ้าเกิดทำจริง ๆ ตัวเกมอาจถูกสร้างเสร็จเร็วขึ้นจากประสบการณ์ของผู้พัฒนาที่มากขึ้น และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เพราะในโลกของวงการเกม ระยะเวลาที่ห่างกัน 10 ปี นี่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่างมาก เพราะงั้นอาจจะไม่ใช่ 16 ปีก็ได้ อาจจะเร็วกว่านั้นครับ

3. เกมเพลย์ต่อสู้ที่ต้องเล่นครั้งละ 4 ตัวพร้อมกัน

เกมเพลย์ของภาค 7 ต้นฉบับนั้นเล่นพร้อมกันได้ 3 ตัว ก็เลยทำให้ตอน Remake นั้นมี 3 ตัวเท่านั้น แต่สำหรับภาค 9 นั้น สามารถเล่นพร้อมกันได้ถึง 4 ตัว และนั่นอาจทำให้เกมเพลย์ของ Final Fantasy IX Remake มีจำนวนตัวละครลงสนามพร้อมกันถึง 4 ตัวก็ได้ แต่สิ่งที่จะยากกว่าภาค 7 ก็คือภาค 9 นั้นตัวละครแต่ละตัวจะถูกแบ่งสายและสกิลต่าง ๆ อย่างชัดเจน ไม่ใช่การเปลี่ยนสายด้วย Materia หรือเปลี่ยนอาวุธได้เหมือนกับภาค 7 และไม่ได้มีตัวโจมตีระยะไกลเหมือน Barret ในภาค 7 อีกด้วย ในกรณีที่เจอศัตรูบินได้หรืออยู่ไกลมาก ๆ จะทำอย่างไร ตรงนี้ก็เป็นเรื่องน่าสนุกที่น่าคิดอยู่ไม่น้อยครับ

4. ระบบหาสมบัติ Chocobo อาจจะหายากมาก ๆ

หากคุณเป็นคนที่เล่นภาค 9 มาอย่างลึกซึ้ง คุณจะรู้ว่าการหาขุมทรัพย์ Chocobo ให้ครบ 100% โดยไม่เปิดบทสรุปมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ขนาดกราฟิกเก่า ๆ แบบ PS1 ที่ดูง่าย ๆ ยังหายากขนาดนี้ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป ภาพสวยขึ้น สมจริงขึ้น แถมโลกยังกว้างขึ้นอีกมากมายหลายขุม การหาสมบัติ Chocobo จะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมากขนาดไหนก็ไม่อาจจินตนาการได้ ยิ่งพวกขุมทรัพย์ที่อยู่กลางมหาสมุทรยิ่งยากขึ้นไปใหญ่ ไม่รู้ว่าเมื่อ Remake แล้วจะทำให้ระบบนี้ง่ายขึ้นบ้างหรือเปล่า แต่บอกเลยว่าถ้าผู้พัฒนาเอาขุมทรัพย์ไปซ่อนไว้ในจุดยาก ๆ ทั่วทุกมุมโลก อันนี้คนหาน่าจะต้องขอบตาดำแน่ ๆ ครับ

5. ระบบ Trance อาจมีระยะเวลากำหนด

หากใครที่ไม่รู้จักระบบ Trance ก็คือเป็นเหมือนท่าไม้ตายของตัวละครหลักของเรา ซึ่งจะมีความคล้ายกับระบบ Limit Break ของภาค 7 แต่ระบบ Trance จะเป็นการแปลงร่างซะมากกว่าที่จะเป็นการใช้ท่าไม้ตายครั้งเดียวแล้วจบ โดยการ Trance แบบต้นฉบับนั้นจะมีเกจขึ้นมาให้เราเห็น ถ้าเราใช้ท่าหรือโจมตีออกไป 1 ครั้ง เกจของ Trance ก็จะลดลง ทำให้เราสามารถสั่งใช้ท่าหรือโจมตีได้ประมาณ 2-3 ครั้งต่อการ Trance 1 ครั้ง แต่ถ้าวิเคราะห์จากเกมเพลย์สไตล์ Final Fantasy VII Remake ที่ผ่านมา คิดว่าระบบ Trance อาจจะเปลี่ยนใหม่ไม่เหมือนต้นฉบับ แทนที่จะใช้ได้ 2-3 ครั้ง น่าจะเป็นระบบที่มีระยะเวลากำหนดน่าจะสมเหตุสมผลกว่า แปลงร่าง 1 ครั้งแล้วยัดทุกอย่างที่มีใส่ศัตรูให้เร็วที่สุดก่อนที่เวลาจะหมดน่าจะเมคเซนต์ แต่ถ้าผู้พัฒนาจะให้ตัวละครใช้ Trance ได้ 1 ท่าเหมือน Limit Break ก็คิดว่าเป็นไปได้อยู่เหมือนกัน ถ้าเป็นแบบนั้นคงดูใจร้ายไปนิด

6. เพลงประกอบถูก Rearrange ใหม่ให้โมเดิร์นขึ้น

แน่นอนว่าเกม Final Fantasy แทบจะทุกภาคล้วนมีเพลงประกอบขึ้นชื่อ และมันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ซีรีส์นี้มีความเฉพาะตัวสูงมาก อย่างภาค 9 เองก็มีเพลงเพราะ ๆ ดี ๆ อยู่มาก ไม่ว่าจะเป็น Melodies of Life, Vivi’s theme, Village of Dali, You’re Not Alone เป็นต้น ซึ่งเท่าที่เราเคยได้ยิน เพลงเหล่านี้ล้วนเป็นซาวด์ตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งผ่านมาแล้ว 20 กว่าปี ถ้าเกิดว่านำเทคโนโลยีด้านเพลงในยุคนี้มาใช้กับเพลงดี ๆ เหล่านี้ รวมถึง Rearrange ใหม่ให้เพลงดูโมเดิร์นขึ้น เชื่อว่าบรรยากาศของการเล่นเกมจะต้องดีขึ้นอย่างมาก และเพลงเหล่านี้จะต้องกลายมาเป็นเพลงที่ติดหูผู้เล่นไม่แพ้เพลงอื่น ๆ จาก Final Fantasy VII Remake เลยครับ

7. Vivi อาจกลายเป็นมาสค็อตที่ขายดีอีกครั้ง

อย่างที่เรารู้กันว่า Vivi คือตัวละคร Black Mage ที่มีรูปร่างน่าตาที่น่ารัก เป็นมาสค็อตที่ดีตัวหนึ่งประจำซีรีส์ และคนญี่ปุ่นเองก็ชอบตัวละครนี้เป็นอันดับหนึ่งของซีรีส์ซะด้วย และนอกจากรูปร่างหน้าตาที่น่ารักของ Vivi แล้ว ประวัติของตัวเขาเองก็เป็นตัวละครที่ลึก มีมิติ และน่าสงสารพอสมควร เชื่อว่าถ้าเกิด Final Fantasy IX ถูก Remake ขึ้นมาจริง ๆ Vivi จะกลายเป็นมาสค็อตที่ขายดีมาก ๆ ตัวหนึ่งของซีรีส์ ไม่แพ้พวก Chocobo, Sabotender หรือ Mog พวกนั้นเลยครับ และผมคนหนึ่งล่ะที่จะไม่พลาดสินค้าของ Vivi แน่ ๆ 

และนี่คือการวิเคราะห์คร่าว ๆ ว่าถ้าหาก Final Fantasy IX ถูก Remake อาจจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับมีความเห็นยังไงกันบ้าง แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปนะครับ ใด ๆ เลยก็คือมันยังเป็นแค่ข่าวลือเท่านั้น สิ่งที่ผู้กำกับประกาศออกมาอาจจะเป็น Final Fantasy Tactic ก็เป็นไปได้ไม่แพ้กัน อย่างไรก็ต้องรอติดตามกันต่อไปนะครับ 🙂

ที่มา
game-rave.comas.comfinalfantasy.fandom.comjegged.comjegged.comyoutube.comonline-station.net

MakinoJou

คนธรรมดาผู้ชื่นชอบ Japanese Culture, Games, Anime และ Vtuber
Back to top button