สกู๊ปพิเศษ

5 ระบบเด็ดจากเกมดังที่น่านำมาสานต่อ

อาจจะทำให้เกมในปัจจุบันสนุกมากขึ้นก็เป็นได้

ระบบของเกมหรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า Mechanic มันก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ ที่ช่วยเสริมให้เกมต่างๆ มีความเป็นเอกลักษณ์และแตกต่างกว่าเกมคู่แข่งอื่นๆ ซึ่งระบบเกมมันก็เป็นศัพท์กว้างๆ ที่ใช้บอกองค์ประกอบสำคัญต่างๆ ในเกม ตัวอย่างเช่น รูปแบบการบังคับ, ระบบต่อสู้ ไปจนถึงลูกเล่นพิเศษ (Gimmick) ที่มีอยู่เฉพาะในเกมๆ นั้น ซึ่งในวันนี้ผมก็ขอถือโอกาสหยิบยกระบบของเกมเด็ดในอดีต ที่ในเวลานี้มันก็ยังไม่ได้รับการสานต่อจากทีมพัฒนาค่ายไหนเลย จะมีระบบจากเกมไหนบ้างนั้น มาเริ่มกันเลยครับ

1. ระบบแปลงร่าง จาก Bloody Roar

ถ้าพูดชื่อเกมอย่าง Bloody Roar ก็คงมีเกมเมอร์ไม่น้อยเลยที่จะคิดถึงเกมๆ นี้ เพราะต่อให้เวลาผ่านมานานมากแค่ไหน มันก็ยังไม่มีเกมต่อสู้เกมไหน ที่สามารถให้อารมณ์ได้เหมือนกับ Bloody Roar โดยความพิเศษของซี่รีส์เกมดังกล่าว ก็คงไม่พ้นระบบการแปลงร่างเป็นสัตว์ป่านานาชนิด ซึ่งแต่ละตัวละครก็จะมีชนิดสัตว์ป่าประจำตัวไม่ซ้ำกัน พร้อมกับความสามารถที่มีความเฉพาะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และด้วยจุดเด่นนี้เอง มันก็ทำให้ในช่วงเวลาที่เกมออกวางจำหน่าย Bloody Roar เป็นเกมต่อสู้ที่มีไอเดียสดใหม่ และแตกต่างกับเกมคู่แข่งอย่าง Tekken หรือ Virtual Fighter อย่างสิ้นเชิง ซึ่งมันก็น่าเสียดายอยู่นะครับ ที่ในตอนนี้ก็ยังไม่มีทีมพัฒนาเกมทีมไหน ที่จะหยิบระบบแปลงร่างนี้มาสานต่อเลย

2. ระบบ Stat จาก Grand Theft Auto : San Andreas

สำหรับระบบ Stat ในเกม GTA V ผมก็ขออนุญาตที่จะไม่เรียกว่ามันเป็นการสานต่อจากเกม GTA San Andreas นะครับ เพราะถ้าเอาระบบ Stat ของสองเกมนี้มาเทียบกันแบบชัดๆ ความลุ่มลึกของระบบในเกม GTA San Andreas แลดูจะมากกว่า GTA V ด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็น Stat ที่บอกถึงปริมาณไขมันและกล้ามเนื้อในร่างกาย ที่ส่งผลถึงรูปลักษณ์ภายนอกของตัวละครอย่างเห็นได้ชัด, เกจ Energy หรือก็คือหลอดความหิว ที่จะลดลงเรื่อยๆ ถ้าเราไม่กินอาหาร , Stat Respect หรือค่าความเคารพ ที่จะทำให้เราสามารถรวบรวมพรรคพวก เพื่อร่วมทำภารกิจต่างๆ ได้ ไปจนถึงค่า Sex Appeal หรือค่าความดึงดูดเพศตรงข้ามก็มีให้เราเห็นในเกม ซึ่งในตอนนี้เกมเมอร์อย่างเราๆ ก็ต้องมาลอรุ้นกันนะครับ ว่าทาง Rockstar จะนำเอาระบบ Stat สุดละเอียดแบบในภาค San กลับมาให้เราเล่นใน GTA VI หรือไม่

3. ระบบคาบเรียน จาก Bully

ในเวลานี้เกมอย่าง Bully ก็ยังคงเป็นที่พูดถึงของเหล่าเกมเมอร์ในยุคปัจจุบัน เพราะมันก็ยังคงเป็นเกมๆ เดียวที่ทาง Rockstar ไม่เลือกที่จะนำมาสานต่อสักที (ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร) โดยระบบภายในเกม Bully ที่ผมจะหยิบยกขึ้นมาก็คือระบบ “คาบเรียน” ที่จะเป็นเหมือนมินิเกมสั้นๆ ให้เราได้เล่นกันตามเวลาที่กำหนดในแต่ละวัน ซึ่งมินิเกมแต่ละอันก็จะมีความแตกต่างกันตามวิชาที่เราเรียน ไม่ว่าจะเป็นวิชาภาษาอังกฤษ ที่เราได้เล่นมินิเกมทายคำศัพท์ (ซึ่งก็ยากระดับนึงเลย) , วิชาเคมีที่เราต้องกดปุ่มให้ตรงจังหวะ หรือจะเป็นวิชาคณิตศาสตร์ ที่คุณจำเป็นต้องใช้ทักษะคณิตคิดไว (บอกเลยว่าไม่ง่ายเลย) และที่สำคัญมินิเกมที่ผมกล่าวมาข้างต้น หากคุณสามารถเล่นผ่านได้ทั้งหมดก็จะมีรางวัลให้อีกต่างหาก แต่ถึงอย่างนั้นระบบเกมนี้ ก็ยังไม่ได้รับการสานต่อจากทาง Rockstar เลยแม้แต่น้อย ทำให้มันกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำของเราไปอย่างน่าเสียดาย

4. ระบบอาวุธและระบบต่อสู้ จาก Bushido Blade

ในสมัยช่วงยุค PS1 ในเวลานั้นก็เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของเกมแนว Fighting เลยก็ว่าได้ เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว ก็มีเกมต่อสู้ไอเดียดีหลายๆ เกมที่พร้อมเข็นออกมาให้เราได้เลือกเล่น ไม่ว่าจะเป็นเกมอย่าง Tekken, Soul Edge, Bloody Roar หรือจะเป็นเกมต่อสู้สุดแหวกอย่าง Bushido Blade ที่นำเสนอระบบการต่อสู้ ที่มีความสนจริงมากกว่าใครเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นระบบการเลือกอาวุธ ที่ส่งผลถึงเกมการเล่นอย่างชัดเจน และนอกจากนั้นตัวเกมจะไม่มีระบบหลอดเลือด หากฟันโดนจุดตายแค่เพียงครั้งเดียว ก็มากพอที่จะทำให้คู่ต่อสู้ทรุดลงทันที ซึ่งคอนเซ็ปต์ของเกม Bushido Blade ก็เป็นอะไรที่สดใหม่และ Hard Core มากๆ ในเวลานั้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะความยาก หรือการนำเสนอที่แตกต่างจนเกินไป เป็นผลทำให้ระบบการต่อสู้ของ Bushido Blade ยังถูกทิ้งไว้ในกรุจนถูกหลงลืมไปตามกาลเวลา

5. ระบบ Sound/Light Meter จาก Splinter cell

สำหรับแฟนๆ เกม Splinter Cell ที่คอยติดตามเกมมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ก็คงจะทราบกันดีถึงความละเอียดในด้านเกมเพลย์แบบลอบเร้น ที่ซี่รีส์เคยทำไว้ในเกมภาคเก่าๆ ซึ่งระบบที่ผมจะหยิบยกขึ้นมาในวันนี้ก็คงไม่พ้นระบบอย่าง Sound/Light Meter ระบบ Signature ที่มีแค่ในเกมตระกูล Splinter Cell โดยระบบ Sound/Light Meter ถ้าให้อธิบายแบบคร่าวๆ เป็นลำดับ อย่างแรกเลยคือ Sound Meter ที่จะเป็นหลอดที่อยู่บริเวณพลังชีวิตของเรา ซึ่งเกจนี้จะเป็นตัวในการบอกผู้เล่น ว่าการกระทำของตัวละครนั้นส่งเสียออกมามากแค่ไหน ยิ่งเกจขึ้นเยอะก็แปลว่าการกระทำของเราเสียงดัง และอาจทำให้ศัตรูได้ยินนั่นเอง และในอันดับต่อมาก็คือ Light Meter ที่จะคอยบอกว่า Sam ถูกมองเห็นได้มากแค่ไหน ยิ่งเกจไปในทางสีดำมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ถูกมองเห็นได้ยากขึ้นเท่านั้น และด้วยระบบดังกล่าวนี้มันก็ทำให้เกม Splinter Cell มีเกมการเล่นที่เข้มข้นและจริงจังไม่แพ้คู่แข่งอย่าง Metal Gear เลยสักนิด แต่ตัวเกมในภาคหลังๆ ระบบดังกล่าวนี้ก็ได้ถูกตัดออกไป และดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่มีท่าทีที่จะนำระบบนี้กลับมาใช้อีกด้วย

ก่อนจะจากกันไปในวันนี้ ผมก็ขอความคิดเห็นจากคุณผู้อ่านชาว TIG ทุกๆ ท่านหน่อยละกันนะครับ ว่ามีระบบเด็ดๆ จากเกมไหนบ้างหรือเปล่า ที่คุณผู้อ่านอยากเห็นมันได้กลับมาโลดแล่นในโลกของวิดีโอเกมอีกสักครั้ง และถ้าคุณมีก็อย่ารอช้า รับมาแชร์กันในคอมเมนต์ได้เลย!

Back to top button