
สำหรับช่วงนี้ก็เรียกได้ว่าทาง Ubisoft บริษัทเกมยักษ์ใหญ่ที่มีเกมชื่อดังมากมายไม่ว่าจะเป็นทั้ง Assassin Creed, Far Cry, Rainbow Six, The Division กำลังอยู่ในช่วงมรสุมหนักที่รุนแรงที่สุดในรอบ 15 ปี ทั้งปัญหาทางการเงิน ปัญหาภายในองค์กร และปัญหาเรื่องของชื่อเสียงบริษัท ล่าสุดทางตัวแทนสหภาพแรงงาน Ubisoft สองคนได้ออกมาเตือนว่า ตราบใดที่ CEO รุ่นเก่าแก่อย่าง Yves Guillemot ยังอยู่ในอำนาจ ก็ไม่มีทางฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างผู้บริหารกับพนักงานกลับคืนมาได้แน่นอน และจะมีการรวมตัวประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่
ส่วนเรื่องราวทั้งหลายจะเป็นอย่างไรก็มาลองอ่านกันได้ เราจะค่อยๆ เปิดเผยเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ แต่หากใครไม่อยากอ่านฉบับยาว แนะนำให้เลื่อนลงไปด้านล่างแทนก็ได้ เพราะมีส่วนสรุปฉบับย่อเอาไว้ให้เช่นกัน
- พนักงานรู้สึกเหมือนถูก ทรยศ จากผู้บริหาร
- การสิ้นศรัทธาในตัวผู้บริหาร
- เหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศปี 2020
- การหันหัวเรือไปสู่ตลาด NFT เป็นความผิดพลาด
- นโยบายกลับเข้าออฟฟิศ เป็นการซ้ำเติม
- ประกาศปรับโครงสร้าง ก็แค่วาทกรรมเอาใจผู้ถือหุ้น
- สหภาพแรงงาน จี้ CEO ลาออก รวมตัวกันนัดหยุดงานทั่วโลก
- สรุปเหตุการณ์ตามลำดับเวลา
พนักงานรู้สึกเหมือนถูก ทรยศ จากผู้บริหาร
ข่าวใหม่ล่าสุดนี้เกิดขึ้นมาจากการให้สัมภาษณ์ระหว่างทีมเว็บไซต์ Game Developer ได้สัมภาษณ์กับทาง Marc Rutschlé และ Chakib Mataoui ซึ่งทั้งคู่ได้ทำงานอยู่ในบริษัท Ubisoft Paris และทำหน้าที่เป็นตัวแทนสหภาพ Solidaires Informatique ก็คือตัวแทนสหภาพแรงงานของ Ubisoft นั่นเอง ซึ่งทั้ง 2 ได้บอกว่า ตอนนี้พนักงานในบริษัทต่างอยู่ในความตื่นตระหนกและโกรธแค้น หลังจากพวกเขาเผชิญกับที่สิ่งเป็นเหมือนกับ การทรยศ จากผู้บริหารระดับสูงภายในองค์กร
สาเหตุของเรื่องราวนี้มันเกิดขึ้นหลังจากที่ทาง Ubisoft ได้มีการประกาศเกี่ยวกับการ ผ่าตัดปรับปรุงโครงสร้างภายในองค์กรครั้งใหญ่ ที่มีทั้งเรื่องของการปิดสตูดิโอ ยกเลิกเกมที่พัฒนาอยู่ถึง 6 เกม ประกาศลดต้นทุนเพิ่มเติมอีก 200 ล้านยูโร และการประกาศนโยบายที่ให้กลับมาทำงานให้ออฟฟิศอีกครั้ง บังคับให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งหลังจากประกาศนี้ออกมาทางตัวแทนสหภาพแรงงานทั้ง 2 ก็รู้สึกว่าในฐานะ CEO Yves Guillemot ควรจะต้องแสดงความรับผิดชอบสูงสุดลาออกจากตำแหน่งไป ถึงแม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันไม่ได้มาจากคนคนเดียวก็ตาม และจากเหตุการณ์เรื่อง ล่วงละเมิดทางเพศกันในองค์กร เมื่อปี 2020 ก็ทำให้เห็นแล้วว่าผู้บริหารรอบตัวเขา ก็มีแต่พวก “ได้ครับนาย” อยู่รอบตัวทั้งนั้น

การสิ้นศรัทธาในตัวผู้บริหาร
ในตอนที่ทางทีมงาน Game Developer ได้กล่าวถามกลับไปตรงๆ ว่า ทางคุณทั้ง 2 มีการคาดหวังอะไรกับ CEO Yves Guillemot คนนี้บ้างหรือเปล่า ทาง Rutschlé ก็ตอบกลับมาอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ได้คาดหวังอะไรจากบุคคลนี้เลย ส่วน Mataoui ก็มีความคิดเห็นเช่นเดียวกัน และมีการสงสัยถึงการตัดสินใจของ CEO คนนี้ ในเรื่องที่ว่าเขาได้มีการแต่งตั้งลูกชายของเขาเอง Charlie Guillemot มาดำรงตำแหน่ง co-CEO ของบริษัทย่อยแห่งใหม่ Vantage Studios ที่จะต้องทำหน้าที่ในการดูแลแฟรนไชส์ใหญ่ๆ ของบริษัท มันแสดงให้เห็นว่านอกจากชอบเล่นพรรคเล่นพวกแล้ว นิสัยชอบโปรโมทคนใกล้ชิดของ Guillemot เอง กำลังส่งผลเสียต่อความสามารถของ Ubisoft ในการสร้างเกมฮิตขึ้นมาใหม่อีกด้วย
ตัว Mataoui เอง ก็รู้สึกว่ากลุ่มผู้บริหาร Ubisoft ในชุดปัจจุบัน ไม่ได้เข้าใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบทางสังคมต่อตัวพนักงานเลย ในตอนนี้เขาอยากให้ทางบริษัท มีการเสนอให้พนักงานมีการเลือกตั้งผู้ดูแลบริษัทขึ้นมาเอง เพราะว่าพวกเขาอยากจะทำงานภายใต้คนที่พวกเขาไว้วางใจได้ จะดีมากกว่าปล่อยให้มีผู้บริหารที่ไม่น่าไว้ใจมาทำหน้าที่เหมือนสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้
ส่วนทาง Rutschlé ก็ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วความไว้วางใจระหว่างผู้บริหารและพนักงานนั้น มันได้สูญหายไปตั้งแต่เรื่องที่เกิดการละเมิดทางเพศตั้งแต่ปี 2020 ต่อด้วย การตัดสินใจที่หันหัวเรือไปสู่ตลาด NFT ในช่วงปี 2021-2023 ซึ่งมันกลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ส่งผลต่อความศรัทธาจากทั้งแฟนเกมเองและเหล่าพนักงานด้วย

เหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศปี 2020
เหตุการณ์นี้จริงๆ แล้วมันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตใหญ่ใน Ubisoft เลยก็ว่าได้ มันเกิดขึ้นในช่วงเดือน มิ.ย. – ก.ค. 2020 เมื่อมีพนักงานทั้งอดีตและปัจจุบัน โดยเฉพาะพนักงานผู้หญิง ได้ออกมาเปิดเผยทางโลกสังคมออนไลน์ถึงวัฒนธรรมอันเลวร้ายในองค์กร ที่ปกป้องผู้มีอำนาจ เพิกเฉยต่อการกลั่นแกล้งและคุกคามทางเพศ ถ้าถามว่ามันรุนแรงขนาดไหน ก็จะขอยกตัวอย่างบางกรณีที่ถูกเปิดเผยให้ฟังกัน การคุกคามทางเพศก็จะมีเรื่องของการแตะเนื้อต้องตัวโดยที่ไม่ได้รับความยินยอม ส่วนในเรื่องของการกลั่นแกล้งก็มีเรื่องประหลาดอย่าง การมัดพนักงานหญิงเอาไว้กับเก้าอี้แล้วเข็นเข้าลิฟต์ หรือบังคับให้พนักงานหญิงที่สวมกระโปรงทำท่าหกสูง รวมไปถึงพฤติกรรมการข่มขู่ในที่ทำงาน เช่น การชกกำแพง การเหวี่ยงแส้ใกล้ใบหน้าพนักงาน แม้กระทั่งการเล่นไฟแช็กจนลามไปติดเคราของพนักงานรายหนึ่งเข้า
ผลจากการตรวจสอบภายในจากพนักงานกว่า 14,000 คน พบว่าประมาณ 25% เคยเผชิญหรือพบเห็นพฤติกรรมมิชอบในที่ทำงาน โดยพนักงานกลุ่มที่เป็นผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศ (Non-binary) เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ผลสุดท้ายของเรื่องนี้ทำให้อดีตผู้บริหารทั้ง 3 คนถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงและถูกตัดสินโทษจำคุกตั้งแต่ 12 เดือน จนถึง 3 ปี เพียงแต่ทั้ง 3 คนต่างโดนโทษแบบรอลงอาญา ไม่ได้เข้าคุกแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามแม้จะไม่ได้เข้าคุกจริง แต่ทนายฝ่ายผู้เสียหายถือว่านี่คือ “ชัยชนะครั้งสำคัญ” เพราะเป็นการยอมรับทางกฎหมายว่าวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ (Toxic Management) เป็นความผิดทางอาญาที่ผู้บริหารต้องรับผิดชอบส่วนบุคคล

การหันหัวเรือไปสู่ตลาด NFT เป็นความผิดพลาด
สำหรับสาเหตุเรื่องของ NFT ที่มันกลายเป็นความผิดพลาดได้นั้นก็เพราะว่าทางผู้บริหารเอง ไม่ได้เข้าใจตัวเกมที่มากพอแต่ก็มีการผลักดันสิ่งต่างๆ เข้าไปโดยไม่สมเหตุสมผล อย่างเช่นในเกม Ghost Recon Breakpoint มีการสร้างตลาด NFT ขึ้นมาพร้อมกับหน่วยเงิน Quartz ผลสุดท้ายมันขายไม่ได้ แถมเกมเมอร์ก็ออกมาต่อว่าทาง Ubisoft ว่าหลอกเอาเงินผู้เล่นมากจนเกินไป แต่หนึ่งในผู้บริหารตอนนั้น Nicolas Pouard กลับตอบกลับผู้เล่นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะกล่าวหาว่าพวกเกมเมอร์ไม่เข้าใจประโยชน์ของ NFT ทำให้เหล่าแฟนเกมยิ่งโกรธเพราะเป็นการดูถูกแถมยังไม่รับฟังเสียงเรียกร้องของพวกเขาอีกด้วย ส่วนทางด้านทีมพัฒนาเกมเองในตอนนั้นก็ไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับ NFT เช่นกัน เพราะมันเสียเวลาในการสร้างระบบขึ้นมาใหม่ ที่ไม่เข้ากับตัวเกมตั้งแต่เริ่มอยู่แล้ว แทนที่จะให้เอาเวลาไปใช้ในการสร้างเกมดีๆ

นโยบายกลับเข้าออฟฟิศ เป็นการซ้ำเติม
ในเรื่องของนโยบายการกลับเข้าออฟฟิศ หลายคนก็อาจจะสงสัยว่าทำไมถึงสร้างความไม่พอใจให้กับพนักงานได้ ทำไมมันถึงมีผลร้ายแรง ซึ่งเรื่องนี้ทาง Mataoui ก็ได้กล่าวถึงสาเหตุเอาไว้ด้วยเช่นกัน มันเป็นเพราะว่าค่าใช้จ่ายในปารีส นั้นค่อนข้างแพงเลยทีเดียว หากพนักงานจากเดิมที่อยู่ห่างไกลจากปารีส จะต้องย้ายเข้าไป เป็นการสร้างภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้กับพนักงานเหล่านั้น แถมเงินเดือนที่ได้รับอยู่มันก็ไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในเมืองหลวงอย่างปารีสเลย Rutschlé ได้เสริมว่านโยบายนี้ ทำให้พนักงานรู้สึกถึงความหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น ทางทีมบริหารควรจะตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะกับพนักงานบางคนที่เขาพึ่งซื้อบ้าน หรือเริ่มสร้างครอบครัว การประกาศปรับนโยบายให้เข้าออฟฟิศทุกคนนั้น มันส่งผลกระทบมากจนเกินไป
แค่เพียงเท่านี้ยังไม่พอ พนักงานบางคนได้เคยทำข้อตกลงกับทาง Ubisoft เพื่อให้อำนวยความสะดวกการทำงานระยะไกล แต่ในตอนนี้ข้อตกลงการทำงานระยะไกลที่ว่านี้กลับถูก Ubisoft เผาทิ้งโดยไม่มีเหตุผล

ประกาศปรับโครงสร้าง ก็แค่วาทกรรมเอาใจผู้ถือหุ้น
สำหรับการประกาศปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในก่อนหน้านี้ทาง Rutschlé เอง คิดว่ามันเป็นแค่เพียงวาทกรรม เพื่อทำให้ผู้ถือหุ้นพอใจเท่านั้น แต่ผลกลับกลายเป็นว่า ทำให้เหล่าผู้ถือหุ้นบางส่วนไม่พอใจ แถมยังทำให้มูลค่าหุ้นของ Ubisoft กลับดิ่งลงไปอีกกว่า 34% กลายเป็นว่าในปัจจุบันหุ้นของ Ubisoft ลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 14 ปีแทน
สหภาพแรงงาน จี้ CEO ลาออก รวมตัวกันนัดหยุดงานทั่วโลก
ในปัจจุบัน ณ ตอนนี้ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่เขียนบทความนี้ขึ้นมา ทางสหภาพแรงของ Ubisoft กำลังเตรียมประท้วงใหญ่ระดับนานาชาติ เบื้องต้นก็มีการเรียกร้องให้พนังงานทุกสาขาทั่วโลกนัดหยุดงานเป็นเวลา 3 วัน ในช่วงวันที่ 10-12 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งวันที่ 12 กุมภาพันธ์นับว่าเป็นหนึ่งในวันสำคัญของทาง Ubisoft เพราะจะมีการประกาศผลประกอบการทางการเงิน ไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2026 (ครอบคลุมวันที่ 1 ตุลาคม 2025 ถึง 31 ธันวาคม 2025) ต่อเหล่านักลงทุน ส่วนเป้าหมายในการประท้วงรอบแรกก็คือ หยุดนโยบายการปลดพนักงานแบบสมัครใจ 200 คน, ยกเลิกนโยบายกลับเข้าออฟฟิศ 5 วัน, หยุดการลดต้นทุนจำนวน 2 ร้อยล้านยูโร และยกเลิกการปิดสตูดิโอที่ Halifax และ Stockholm พร้อมทั้งจี้ให้ CEO Yves Guillemot ลาออก

ก็นับว่าอีกหนึ่งเหตุการณ์ใหญ่ของทาง Ubisoft ที่กำลังจะมาถึงก็คือวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 เพราะจะเจอกับเหตุการณ์ประท้วงหยุดงานจากสหภาพแรงงาน และการกดดันในเรื่องการประกาศผลประกอบการ สำหรับภาพรวมของผลประกอบการณ์มีการคาดการณ์เอาไว้ว่า ไตรมาสนี้ตัวเลขยอดขายจะ “ดูดีขึ้น” จากความสำเร็จของ Assassin’s Creed Shadows แต่ในแง่ของ “กำไรสุทธิ” ยังคงได้รับผลกระทบหนักจากการปรับโครงสร้างองค์กรและการปิดสตูดิโอหลายแห่งอยู่ดี สำหรับข่าวในเรื่องนี้เรายังคงต้องติดตามดูกันต่อ
สรุปเหตุการณ์ตามลำดับเวลา
ปี 2020: เกิดเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศ ส่งผลให้บริษัทเสียชื่อเสียง และสูญเสียพนักงานที่เก่งๆ ไป
ปี 2021-2022: โปรเจค NFT ล้มเหลว, เกมใหม่ความหวัง Roller Champions ไม่รอด ส่งผลให้แฟนเกมเริ่มผิดหวัง หุ้นเริ่มร่วง
ปี 2023: เกมยักษ์ใหญ่อย่าง Skull & Bones คว่ำ ขาดทุนกว่า 200 ล้านดอลลาร์ และเกม XDefiant ตายไวมากเพียงแค่ 7 เดือนจากยอดผู้เล่น 11 ล้านคน เหลือต่ำกว่า 20,000 คน รายได้ในการประกาศผลประกอบการร่วงกว่า 30%
ปี 2024: Star Wars Outlaws เกมที่คาดหวังไว้สูง กลับทำยอดขายได้ต่ำกว่าที่คาด, Assassin’s Creed Shadows เลื่อนวางจำหน่ายไปปีหน้าแทน ในภาพรวมทำให้หุ้นดิ่งลงเหว ต่ำสุดในรอบ 10 ปี และมีข่าวเกี่ยวกับการซื้อขายกิจการ
ปี 2025: Tencent เข้าลงทุนอัดฉีดเงิน 1.16 พันล้านยูโร แลกหุ้น 25%, ปิดสตูดิโอที่เมือง ซานฟรานซิสโก, โอซากะ และลีมิงตัน ปลดพนักงานประมาณ 1,800 คน
ปี 2026: ประกาศแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่, หุ้นร่วงกว่า 34% ลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 14 ปี, สหภาพแรงงานเดือด นัดรวมตัวประท้วง และกดดันให้ CEO ลาออก
นอกเหนือจากที่สรุปเหตุการณ์มาให้แล้วจริงๆ ยังมีเรื่องยิบย่อยอีกมากมาย ถ้าส่วนไหนตกหล่นไปก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ แต่อย่างไรก็ตาม จากเรื่องราวดังกล่าวก็ทำให้ปี 2026 นี้ ก็ต้องคอยจับตามองกันให้ดีว่าบริษัทเกมใหญ่อย่าง Ubisoft จะเป็นอย่างไรกันบ้าง พวกเขาจะสามารถรักษาลิขสิทธิ์เกมดังเอาไว้ในมือได้บ้างมั้ย หรือว่าจะแบ่งขายออก แล้วอนาคตเกมเหล่านี้จะเป็นอย่างไร เตรียมติดตามข่าวของเราเอาไว้ให้ดี เพราะหากมีความคืบหน้าจะรีบมารายงานให้ทราบ





