
หลังจาก Sony ประกาศแผนยุติการผลิตแผ่นเกม PlayStation อย่างเป็นทางการในปี 2028 ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าเกมเมอร์และกลุ่มร้านค้าปลีกอย่างหนัก ล่าสุด Entertainment Retailers Association หรือ ERA ในสหราชอาณาจักร ได้ออกแถลงการณ์โต้กลับอย่างดุเดือด โดยมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้คือการเห็นแก่ความสะดวกขององค์กรมากกว่าการให้สิทธิ์ขาดในการเลือกซื้อของผู้บริโภค
Kim Bayley ซีอีโอของ ERA ระบุว่าการซื้อแผ่นเกมคือการลงทุนเพื่อความเป็นเจ้าของที่แท้จริง เพราะแผ่นเกมหนึ่งแผ่นสามารถนำไปแบ่งปันให้คนในครอบครัว สะสม ซื้อขายแลกเปลี่ยน หรือแม้แต่เก็บไว้เล่นในอีกหลายปีข้างหน้า ซึ่งแตกต่างจากสิทธิ์การดาวน์โหลดที่มักมีข้อจำกัดมากมาย การตัดแผ่นเกมออกจึงไม่ใช่ความก้าวหน้า แต่เป็นการลดทอนเสรีภาพของผู้เล่นอย่างชัดเจน
กลุ่ม ERA ซึ่งเป็นตัวแทนร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon และ GAME ได้นำเสนอตัวเลขที่น่าสนใจว่า ตลาดแผ่นเกมในสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2025 มีมูลค่าสูงกว่า 300 ล้านปอนด์ โดยเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้มาจากเกมบนเครื่อง PS4 และ PS5 สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนจำนวนมากยังคงให้ความสำคัญกับการซื้อเกมในรูปแบบกล่อง และยังเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้ผู้คนยังคงแวะเวียนเข้ามาใช้บริการร้านค้าอยู่เสมอ

สถิติจากกลุ่มผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปีในสหราชอาณาจักรระบุว่า กว่า 25 เปอร์เซ็นต์ยังคงนิยมใช้แผ่นเกมในการเล่น ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าฐานลูกค้าที่ต้องการสื่อบันเทิงรูปแบบกล่องยังคงเหนียวแน่น และอุตสาหกรรมเกมควรจะส่งเสริมช่องทางการซื้อที่หลากหลาย แทนที่จะบีบบังคับให้ทุกคนต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัลเพียงอย่างเดียว ซึ่งส่งผลเสียต่อทั้งผู้ซื้อ ร้านค้า และการอนุรักษ์เกมในระยะยาว
ในขณะที่ Sony ยังคงเงียบและดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนทิศทางตามกระแสเรียกร้อง แต่ความเคลื่อนไหวจากเหล่าเกมเมอร์ก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยมีแคมเปญรณรงค์ล่ารายชื่อเพื่อขอให้บริษัททบทวนการตัดสินใจนี้ ซึ่งมียอดผู้ร่วมลงนามทะลุ 3 แสนคนไปแล้ว นอกจากนี้ สื่อกระแสหลักยังเริ่มตั้งคำถามว่า ในเมื่อภาพยนตร์ยังคงขายผ่านแผ่น Blu-ray เพลงยังคงกดออกมาเป็นแผ่นไวนิล และหนังสือยังคงมีวางขายบนชั้นวาง เหตุใดวงการเกมถึงต้องเป็นสื่อบันเทิงแรกที่รีบเร่งเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ
ท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของแผ่นเกม PlayStation อาจกำลังนับถอยหลังสู่จุดจบ แต่น้ำเสียงจาก ERA และเหล่าเกมเมอร์ทั่วโลกก็นับเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดังพอที่จะให้ค่ายเกมยักษ์ใหญ่ต้องกลับมาทบทวนให้ดี การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงควรเกิดขึ้นจากการยอมรับวิถีทางที่หลากหลายของผู้ใช้งาน ไม่ใช่การบีบบังคับให้โลกของ โน้ตบุ๊ก คอนโซล และอุปกรณ์ความบันเทิงทั้งหลายกลายเป็นเพียงข้อมูลที่จับต้องไม่ได้ในอนาคต







