พรีวิวรีวิว / พรีวิว

รวม 6 ประเด็นน่าประทับใจในการทดลองเล่น Final Fantasy VII Rebirth

อีกหนึ่งเกม AAA ที่ห้ามพลาดด้วยคุณภาพที่มาแบบล้นเหลือ

อีกหนึ่งอีเวนต์สุด Exclusive ที่ทาง This Is Game Thailand ได้เข้าร่วมล่าสุดก็คือ การเข้าร่วมเล่นเกม Final Fantasy VII Rebirth แบบ Exclusive Hands On ที่จัดโดย Square Enix ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยในการทดลองเล่นเกมในครั้งนี้ทีมงานได้มีโอกาสทดลองเล่นเกมโดยเน้นไปที่การออกสำรวจโลกกว้างใน Grasslands นั่นเอง

และในครั้งนี้ผู้เขียนเองก็ไม่พลาดที่จะนำทุกคนไปพบกับ 6 ประเด็นน่าประทับใจในการทดลองเล่น Final Fantasy VII Rebirth ในครั้งนี้ที่ผู้เขียนกล้าพูดได้เลยว่าเกมนี้เป็นอีกหนึ่งเกมที่ห้ามพลาดด้วยคุณภาพที่มาแบบล้นเหลือ

ประเด็นที่ 1 – เนื้อเรื่องที่ยกระดับความเข้มข้นขึ้น แต่ยังคงกลมกล่อมในฐานะเกม JRPG

ความประทับใจแรกที่ต้องพูดถึงก่อนเลยก็คือในเรื่องของเนื้อเรื่องภายในเกม Final Fantasy VII Rebirth ที่แม้ว่าผู้เขียนจะได้ทดลองเล่นเพียงช่วงต้นเท่านั้น แต่เนื้อหาตลอดช่วงที่ผู้เขียนได้ทดลองเล่นก็พบว่าการเดินเรื่องของช่วงต้นนี้ทำออกมาได้น่าสนใจและน่าติดตามมาก ๆ

แน่นอนว่าเรื่องราวนั้นจะต่อยอดมาจากภาค Final Fantasy VII Remake โดยในภาคนี้เราจะได้เห็นความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของเรื่องราวที่คาดเดาไม่ได้ด้วยฉากเซอร์ไพรส์มากมาย ความสัมพันธ์ของตัวละครที่เราจะได้เห็นฉากที่ไม่คาดคิดอยู่ไม่น้อย รวมไปถึงรายละเอียดของตัวละครที่เจาะลึกมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามในความเข้มข้นของเนื้อเรื่องผู้เล่นก็จะได้รู้สึกสดใส สนุกสนานและยิ้มแย้มไปกับมุกตลกที่สอดแทรกมาให้เราได้ติดตามกันอยู่ตลอดเวลา  ไม่ว่าจะเป็นความสดใสของ 2 สาวอย่าง Aerith และ Tifa ความน่ารักของเหล่า Chocobo และ Moogle รวมไปถึงมุกตลกโบ๊ะบ๊ะที่เกิดขึ้นจากตัวละครต่าง ๆ โดยเฉพาะ Barret และถ้าหากใครเคยเล่นภาค Final Fantasy VII Remake มาก่อนก็บอกได้เลยว่าคุณจะต้องยิ้มออกกับหลาย ๆ มุกอย่างแน่นอนเพราะจะเป็นมุกที่อ้างอิงถึงภาคก่อนหน้านี้ด้วย

โดยรวมแล้วผู้เขียนที่ได้ทดลองเล่นมาก็ต้องบอกว่าในตอนนี้ตื่นเต้นมาก ๆ และอยากเล่นต่อมาก ๆ ซึ่งผู้เขียนมั่นใจว่าแค่ช่วงต้นยังตื่นเต้นขนาดนี้เนื้อหาที่เหลือของเกมนี้บอกได้เลยว่าเข้มข้นถึงใจแน่นอน!

ประเด็นที่ 2 – หน้าจอ UI ที่ทันสมัยมากขึ้น

อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ผู้เขียนรู้สึกว่าการออกแบบหน้าจอ UI ของเกมนี้ทำออกมาได้ดูดีทันสมัยน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน้า Pause เมนูตัวละครที่จะไม่ได้เป็นแค่ภาพนิ่งของเหล่าตัวละครอื่น ๆ อีกต่อไปและจะเป็นภาพของตัวละครที่มายืนโชว์ตัวกันแบบเรียงหน้ากระดาน  และเมื่อเราเลือกตัวละครเข้าไปกล้องก็จะซูมไปที่ตัวละครนั้นทำให้เราได้เห็นความเท่และความสวยงามของโมเดลตัวละครแบบเต็มเต็มตา นอกจากนี้ไอเทมต่าง ๆ ก็จะมีภาพประกอบออกมาให้เราได้เห็นกันชัดเจนซึ่งเรียกได้ว่าถูกใจผู้เล่นอย่างแน่นอน

ประเด็นที่ 3 – โลกกว้างที่มีเนื้อหามากมายให้เราได้เล่นแบบจุใจไม่มีเหงาแน่นอน

อย่างที่ผู้พัฒนาเกมเคยบอกไว้ก่อนว่าเกม Final Fantasy VII Rebirth จะถูกมุ่งเน้นไปที่การสำรวจโลกในแบบ Open World มากยิ่งขึ้น  ซึ่งสิ่งที่แฟนเกมหลาย ๆ คนแอบกังวลก็คือ “โลกกว้างภายในเกมนี้จะแห้งแล้งน่าเบื่อหรือไม่” โดยจากที่ผู้เขียนได้ทดลองเล่นบอกได้เลยว่าการสำรวจโลกภายในเกมนี้อุดมไปด้วยเนื้อหาและความสนุกสนานแบบไม่ขาดสายจนเรียกได้ว่าจุใจไม่มีเหงาแน่นอน

ในการสำรวจโลกที่ผู้เขียนได้ทดลองเล่นในครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่ Grasslands เป็นหลัก โดยตลอดการออกสำรวจโลกผู้เขียนจะได้เผชิญหน้ากับศัตรูประปราย รวมไปถึงการเก็บสะสมวัตถุดิบต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างทาง ซึ่งเพียงเท่านี้ก็ถือว่าน่าสนใจในระดับหนึ่งแล้ว แต่ที่ผู้เขียนชอบก็คือ “มันไม่ได้มีแค่นั้น”

ที่น่าสนใจไปมากกว่านั้นก็คือ ระบบ World Intel ที่ผู้เล่นจะได้ช่วยเหลือ Chadley ในการเก็บข้อมูลต่าง ๆ โดยในครั้งนี้ไม่ได้มีแค่การเล่น Combat Simulator เท่านั้น โดย Chadley จะขอให้เราออกสำรวจโลกไปยังพื้นที่ที่กำหนดต่าง ๆ เพื่อเก็บข้อมูลมาให้เขา ไม่ว่าจะเป็นการตามหา Lifesprings, การตามหาที่อยู่ของ Moogle และเล่นมินิเกมเพื่อรับของรางวัล การออกตามหาไอเทมที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ด้วยการให้ Chocobo ดมกลิ่น การตามหา Sanctuary เพื่ออัปเกรดมนต์อสูรของเรา การทำภารกิจ Combat Assignment ที่เราจะต้องเอาชนะศัตรูให้ได้แบบมีเงื่อนไขเพื่อพิสูจน์ฝีมือว่าเราแข็งแกร่งมากน้อยแค่ไหน เป็นต้น ซึ่งที่ผู้เขียนพูดมากทั้งหมดนี้ก็จะไม่ได้จำกัดแค่เกมเพลย์ต่อสู้เท่านั้น แต่จะมีเกมเพลย์ที่หลากหลายทั้งการลอบเร้น การเล่นมินิเกมไล่จับ เกมกดปุ่มตามจังหวะ เป็นต้น

นอกจากนี้ภายในเกมนี้ยังมีเควสย่อยให้เราได้ทำด้วย โดยเควสย่อยเหล่านี้ก็ยังคงเอกลักษณ์ไว้เหมือนตอนภาค Final Fantasy VII Remake ก็คือ มีขั้นตอนบอกชัดเจนว่าแต่ละเควสจะต้องทำทั้งหมดกี่ขั้นตอนทำให้ผู้เล่นได้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าจะต้องใช้เวลากับเควสในนี้นานเท่าไหร่ โดยในพื้นที่ที่ผู้เขียนได้ทดลองเล่นนี้จะมีเควสย่อยให้ทำ 4 เควสด้วยกัน แน่นอนว่าในเกมเวอร์ชั่นเต็มนี้จะมีพื้นที่ให้เราได้ทำเควสมากกว่านี้อย่างแน่นอน

ตลอดช่วงเวลาที่ผู้เขียนได้ทดลองเล่นเกือบ 10 ชั่วโมงนี้ผู้เขียนพบว่ายังไม่สามารถทำทุกอย่างได้หมดครบถ้วน ฉะนั้นแค่นี้ก็การันตีได้แล้วว่าเกม Final Fantasy VII Rebirth จะใช้เวลาเล่นเยอะสะใจแฟนเกม และคุ้มค่าเงินที่เสียไปอย่างแน่นอน

ประเด็นที่ 4 – เกมการ์ด Queen’s Blood สุดยอดมินิเกมที่คุณไม่ควรพลาด

ทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วว่า Queen’s Blood เป็นหนึ่งในมินิเกมที่ถูกใส่เข้ามาภายในเกม Final Fantasy VII Rebirth ซึ่งผู้เขียนเองก็ตื่นเต้นเช่นกันที่จะได้ทดลองเล่นเกมนี้และจากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้ทดลองเล่นการ์ดเกมนี้ก็ต้องบอกเลยว่า “สนุกและท้าทาย” ไม่แพ้ Fort Condor ใน Final Fantasy VII Remake: Episode INTERmission อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่ผู้เขียนมองว่าดีกว่าก็คือ ระยะเวลาในการเล่นที่กระชับ ไม่นานเท่า Fort Condor

โดยมินิเกมนี้ก็คือบอร์ดเกมประเภทหนึ่งที่ผู้เล่นจะต้องลงการ์ดมอนสเตอร์ในกระดานเพื่อชิงพื้นที่ โดยการ์ดมอนสเตอร์แต่ละตัวจะมีแต้มที่แตกต่างกันออกไป เราจะต้องลงการ์ดมอนสเตอร์เพื่อให้ได้แต้มในแต่ละแถวมากกว่าศัตรู โดยการ์ดแต่ละใบก็จะมีความสามารถในการยึดพื้นที่ รวมไปถึงเอฟเฟกต์การ์ดที่แตกต่างกันออกไป แม้ว่าจะดูเป็นเกมที่เล่นง่าย แต่บอกได้เลยว่าหากวางแผนไม่ดีก็มีโอกาสพลาดท่าได้ง่าย ๆ เช่นกัน

สิ่งที่ผู้เขียนประทับใจมาก ๆ ก็คือรูปแบบการเล่นที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายมาก ๆ แต่ล้ำลึก อีกทั้งผู้เล่นสามารถจัดเด็คได้ตามสไตล์การเล่นของตนเอง รวมไปถึงเวลาที่ใช้ในการเล่นของแต่ละตานั้นก็ไม่มาก (ประมาณ 5 นาทีเท่านั้น) ซึ่งจุดนี้นี่เองทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่ามินิเกมนี้ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน และผู้เขียนมั่นใจได้ว่าผู้เล่นคนอื่น ๆ จะต้องประทับใจไม่แพ้กัน

ประเด็นที่ 5 – เกมเพลย์แอ็กชั่นมันส์มือที่ถูกยกระดับขึ้นมาได้อย่างน่าประทับใจ

แน่นอนว่าเกม Final Fantasy VII Rebirth ก็ยังคงใช้เกมเพลย์หลัก Final Fantasy VII Remake นั่นก็คือการแอ็กชั่นผสมผสานกับการออกคำสั่งเพื่อใช้คำสั่งพิเศษต่าง ๆ  อย่างไรก็ตามภายในเกมนี้ได้มีการอัปเกรดระบบการต่อสู้ขึ้นมาให้มันส์สะใจยิ่งขึ้นด้วยสิ่งที่เรียกว่า Synergy นั่นเอง

ตลอดเวลาที่ผ่านมาผู้เขียนได้ทดลองเล่นเกมนี้ในอีเวนต์ต่าง ๆ ที่ถูกจัดขึ้นอยู่หลายครั้ง แต่ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนได้มีเวลาอยู่กับเกมนี้เกือบ 10 ชั่วโมงก็สามารถบอกได้เลยว่า “มันส์สะใจ 100%” โดยตลอดการทดลองเล่นเกมในครั้งนี้ผู้เขียนจะได้ต่อสู้กับศัตรูมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศัตรูทั่วไป บอสต่าง ๆ รวมไปถึงต่อสู้กับมนตร์อสูร Titan ภายใน Combat Simulator ซึ่งผู้เขียนการันตีได้เลยว่าระบบ Synergy มีผลกับการต่อสู้เป็นอย่างมาก

ระบบ Synergy คือการจับคู่ของตัวละครเพื่อที่จะใช้สกิลร่วมกัน  โดยผู้เล่นสามารถปลดล็อคได้ผ่านการอัปเกรดตัวละคร โดยสกิล Synergy จะแบ่งออกเป็น 2 แบบหลัก ๆ นั่นก็คือสกิลทั่วไป และสกิลที่มีบัฟพิเศษ โดยสกิลทั่วไปนั้นผู้เล่นสามารถกดใช้ได้ตามสะดวก แต่สำหรับสกิลพิเศษนั้นผู้เล่นจะต้องทำการเก็บแถบ Synergy ผ่านการใช้เวทมนตร์หรือความสามารถของตัวละคร โดยสกิล Synergy พิเศษนี้จะมีการมอบบัฟพิเศษให้กับผู้เล่นด้วย เช่นการเพิ่มเลเวลของ Limit การที่ทำให้เราใช้ MP ได้แบบไม่มีจำกัดชั่วขณะ เป็นต้น

และด้วยสาเหตุด้านบนนี้เองทำให้การใช้สกิล Synergy เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการเข้าต่อสู้กับศัตรู เพราะถ้าหากเราเลือกสกิลพิเศษได้ถูกต้องตามจังหวะที่ควรจะใช้งาน ก็จะส่งผลให้ตัวละครของผู้เล่นแข็งแกร่งขึ้นชั่วขณะ แน่นอนว่าความแข็งแกร่งชั่วขณะนี้สามารถส่งผลชี้เป็นชี้ตายในการต่อสู้ได้เลยทีเดียว โดยผู้เขียนขอการันตีว่า Final Fantasy VII Rebirth จะแอ็กชั่นมันส์กว่าเดิมอย่างแน่นอน

ประเด็นที่ 6 – ระบบอีกมากมายเพิ่มความลึกของเกมให้น่าค้นหามากยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากสิ่งที่ผู้เขียนได้บอกไปข้างต้นนี้ Final Fantasy VII Rebirth ยังมีระบบปลีกย่อยมากมายให้ผู้เล่นได้ใช้งานแบบที่เรียกได้ว่าเยอะจุก ๆ เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น Transmuter ที่เป็นระบบการคราฟต์ไอเทมซึ่งจะช่วยให้ผู้เล่นสนุกกับ การตามหาทรัพยากรในแผนที่มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงประหยัดเงินในการซื้อไอเทมมาใช้งานด้วย นอกจากนี้ระบบ Folios ซึ่งเป็นระบบการอัปเกรดตัวละครแบบแผ่นกระดาน โดยการอัปเกรดนี้ก็จะทำให้ตัวละครของผู้เล่นนั้นแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มค่าสถานะของตัวละคร หรือการปลดล็อคสกิล Synergy ต่าง ๆ ซึ่งการอัปเกรดตัวละครผ่านระบบ Folios จะสอดคล้องกับการอัปเกรดเลเวลของปาร์ตี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบการเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครด้วย โดยในตอนนี้ผู้เขียนยังไม่อาจทราบได้ว่าผลของการเพิ่มระดับความสัมพันธ์คืออะไร แต่คิดว่าในตัวเกมเต็มอาจจะมีเซอร์ไพรส์บางอย่างเกี่ยวกับระบบนี้ก็เป็นได้ รวมไปถึงจะมีมินิเกมให้เล่นอีกมากมาย ที่แม้ว่าในตอนนี้จะยังไม่ถึง Gold Saucer ก็ตาม

นอกจากนี้ดนตรีประกอบภายในเกมก็ทำออกมาได้โดนใจมาก ๆ โดยแต่ละเพลงก็เรียกได้ว่าทำออกมาได้อลังการสมกับเป็นเกม Final Fantasy โดยแท้ แต่ที่ผู้เขียนประทับใจมาก ๆ เลยก็คือการเปลี่ยนผ่าน (Transition) เพลงระหว่างการต่อสู้ รวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านเพลงในแต่ละพื้นที่ที่ทำออกมาได้สมูธอย่างเหลือเชื่อ โดยผู้เขียนได้ทดลองเล่นเกมผ่านหูฟังทั้งแบบ Earbuds และ Headphones ผลที่ออกมาก็คือ “อลังการสะใจไม่แพ้กัน” จนทำให้ผู้เขียนเพลิดเพลินไปกับการฟังเพลงตลอดการเล่นเกมนี้อย่างมาก

ผู้เขียนรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมากกับระบบทั้งหมดนี้ที่ทำให้เกม Final Fantasy VII Rebirth มีความลุ่มลึก และน่าสนใจมากกว่าที่เคยเป็น ซึ่งผู้เขียนมั่นใจว่าระบบเหล่านี้จะตอบสนองความต้องการและความชอบของแฟนเกม RPG และแฟนเกม Final Fantasy ได้เป็นอย่างดี เหมือนที่ผู้เขียนรู้สึกครับ

Final Fantasy VII Rebirth เกมภาคต่อของ Final Fantasy VII Remake จะวางจำหน่าย 29 ก.พ. 2024 บน PlayStation 5 ผู้เล่นจะได้ติดตามการผจญภัยของ Cloud และผองเพื่อนเพื่อตามล่า Sephiroth บนแผนที่ที่มีสเกลใหญ่ขึ้น พร้อมสำรวจประวัติเบื้องหลังของตัวละครต่าง ๆ เกมมีทั้งหมด 2 แผ่น เตรียมตัวให้พร้อม เพราะว่าการผจญภัยในครั้งนี้จะยิ่งใหญ่กว่าเดิมแน่นอน!

Youryu

นักผจญเกมที่ไม่จำกัดประเภทและแพล็ตฟอร์ม
Back to top button