สกู๊ปพิเศษเกม

10 เกม Open World ที่ชั่วโมงเล่นเยอะแบบจุใจ

ซื้อครั้งเดียวเล่นได้ยาวๆ คุ้มค่าเงินแบบสุดๆ

ในยุคปัจจุบันปัจจัยในการเลือกซื้อเกมของใครหลายๆ คนย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย อย่างในยุคก่อนเราก็อาจจะเลือกเกมจากค่ายโปรดของเรา, แนวเกมที่เราชื่นชอบหรืออาจจะเป็น Franchise ที่เราคุ้นเคย แต่มาในยุคปัจจุบันที่เหล่าเกมเมอร์คำนึงถึงความคุ้มค่าในการซื้อแต่ละเกมมากขึ้น มันก็เป็นผลให้เกิดปัจจัยใหม่ในการเลือกซื้อขึ้นมานั่นก็คือชั่วโมงในการเล่น ที่จะเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้เหล่าเกมเมอร์ตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อได้ง่ายๆ เพราะอาจจะมีความคิดที่ว่าถ้าเกมสั้นเกินไปก็แลดูจะไม่คุ้มค่าเงินที่เสียไปและมาในวันนี้หากคุณเป็นคนที่ผมกล่าวถึงผมก็ขอบอกเลยว่ามาถูกที่ถูกเวลาพอดีกับหัวข้อในวันนี้อย่าง 10 เกม Open World ชั่วโมงเล่นเยอะจุใจ และจะมีเกมอะไรบ้างเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

1. Horizon Zero Dawn (60+ ชั่วโมง)

เปิดตัวหัวข้อนี้กับเกมดังเกมดีจากทาง Guerrilla Games อย่างซี่รี่ส์ Horizon Zero Dawn เกมแนว Open World ที่ผสมกิมมิคเกมแนวผจญภัยเข้าไปอย่างลงตัว โดยเสน่ห์ของเกมๆ นี้ก็คงไม่พ้นโลกของมันที่ถูกสร้างสรรค์ให้ออกมาได้อย่างน่าตกตะลึง ทั้งซากปรักหักพังของอารยธรรมมนุษย์ที่คอยให้เราได้สำรวจ, ทุ่งหญ้าผืนป่าที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา หรือแม้กระทั่งศัตรูเครื่องจักรที่มีความหลากหลายคล้ายคลึงกับเหล่าสัตว์ป่าในความเป็นจริง ผมขอบอกเลยว่าหากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบเกมแนว Adventure และเกมแนว Open world เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว Horizon Zero Dawn ก็สามารถทำให้คุณติดอยู่กับหน้าจอได้ทั้งวันทั้งคืนเลยล่ะครับ แถมตอนนี้ตัวเกมก็มีให้ซื้อทั้งบนแพลตฟอร์ม PS4 และ PC อีกด้วย (และภาคใหม่ก็กำลังจะมาพร้อมกับ PS5 ในเร็วๆ นี้อีกต่างหาก) 

2. Kingdom Come: Deliverance (123+ ชั่วโมง)

ถ้าคุณเป็นคนที่คลั่งไคล้เหล่าอัศวินยุคกลางหรือชื่นชอบเกมที่เน้นความสมจริงระดับ Simulation ผมก็ขอแนะนำเกมต่อไปของวันนี้อย่าง Kingdom Come: Deliverance เกมแนว RPG ที่เรียกได้ว่ามีความเป็นเอกลักษณ์สูงแบบสุดๆ เลยก็ว่าได้ เพราะในเกมนี้ทุกอย่างรอบตัวเราจะมีความสมจริงสมจังตามประวัติศาสตร์ตั้งแต่วิถีชีวิตของผู้คนที่ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด, โลกยุคกลางที่โหดร้ายและเต็มไปด้วยอันตราย รวมไปถึงตัวละครเอกอย่าง Henry ที่ไม่ได้เป็นผู้กล้าหรือผู้ถูกเลือกอะไรแบบนั้น เป็นเพียงลูกของช่างตีดาบธรรมดาที่ชีวิตผันผวนจนตัวเองต้องหาทางเอาชีวิตรอดไปให้ได้เท่านั้น ซึ่งเสน่ห์ของเกมๆ นี้ก็คงไม่พ้นระบบการเล่นที่มีความเป็น Simulation ทำให้เราสามารถอินไปกับเกมได้อย่างไม่ยากเย็นนั่นเอง (แม้ว่าบัคมันจะเยอะไปหน่อยก็ตาม)

3. Assassin’s Creed: Odyssey (128+ ชั่วโมง) 

หลังจากที่ซี่รี่ส์นี้ผันตัวเองมาเป็น Action RPG แบบเต็มตัว Assassin’s Creed ก็ได้ทำการเพิ่มขนาดของเกมขึ้นไปอีกขั้นตั้งแต่ภาค Origin เป็นต้นมาจวบจนในภาคปัจจุบันอย่าง Odyssey ที่ตัวชูโรงสำคัญของเกมก็คือขนาดของ World Map ที่ใหญ่แบบเว่อร์วังอลังการเพียงแค่คุณได้เปิดดูก็พอจะเดาได้ว่าเกมๆ นี้มันจะต้องเล่นได้นานมากแน่ๆ ซึ่งหากคุณคิดแบบนั้นมันก็เป็นความคิดที่ถูกต้องแล้วครับ เพราะใน Odyssey ตัวเกมจะเต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ มากมายให้เราได้เล่นตั้งแต่การหาอาวุธระดับแรร์สุดแข็งแกร่ง, การตามเก็บเควสย่อยเพื่ออัพสกิล, การเดินสำรวจแผนที่อันสวยงาม หรือจะเป็นการปีนเกาะเป้าของรูปปั้นเทพ Zeus ก็มีให้เราได้ทำ (สงสัยจะเอาฮา) เรียกได้ว่าถ้าคุณกำลังมองหาเกมที่ซื้อมาทีเดียวแล้วเล่นได้ยาวๆ Assassin’s Creed Odyssey นับว่าเป็นเกมที่คุณควรพิจารณา

4. Don’t Starve (128+ ชั่วโมง)

Don't Starve

พูดถึงเกมฟอร์มใหญ่จากค่ายเกมดังมาพักนึง ผมก็ขอนำเสนออีกหนึ่งเกมดีจากค่ายเกมอินดี้แต่คุณภาพคับแก้วอย่าง Don’t Starve เกมแนวเอาชีวิตรอดที่มีเป้าหมายสุดเข้าใจง่ายแต่ทำยากโคตรๆ อย่างการ “ไม่อดตาย” ตรงชื่อเกมไม่มีผิดเพี้ยน โดยความน่าสนใจของเกมๆ นี้ก็คงไม่พ้นความท้าทายของมันที่นอกจากเราจะต้องหาอาหารมาประทังชีวิต ตัวเกมก็ยังมีการใส่เหล่าสัตว์ประหลาดนานาชนิดมาให้เราต้องปวดหัวและนอกจากนั้นตัวเกมก็มีความเป็น Roguelike ช่วยเพิ่มความระทึกในการเล่นแต่ละครั้งให้เราได้อย่างมาก (ตายแล้วต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น) แถมตัวแผนที่ในเกมก็มีการสร้างใหม่เรื่อยๆ ในทุกครั้งที่เริ่ม New Game เป็นผลให้มันกลายเป็นเกมที่มี Replay Value สูงทะลุเพดานไปโดยปริยาย

5. Fallout: New Vegas (131+ ชั่วโมง)

นับว่าเป็นเวลาหลายปีแล้วหลังจากที่ตัวเกมภาค New Vegas ได้ออกวางจำหน่ายให้แก่เหล่าเกมเมอร์ได้ลิ้มลอง ซึ่งจวบจนปัจจุบันนี้ Fallout: New Vegas ก็ยังเป็นหนึ่งในภาคที่ดีที่สุดของซี่รี่ส์ด้วยความที่มันสามารถผสมความท้าทายตามแบบฉบับ Fallout ดั้งเดิม (เกมภาค 1 และ 2) ที่เน้นความลุ่มลึกของเกมการเล่นผนวกเข้ากับระบบที่เข้าถึงง่ายเล่นสนุกใน Fallout ยุคใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม โดยจุดเด่นของเกม Fallout ภาคนี้ก็จะมีตั้งแต่อิสระในการเล่นที่ตัวเกมจะไม่มีการจูงมือปล่อยให้เราสำรวจโลก Wasteland ได้ตามใจต้องการ, ระบบเควสที่เต็มไปด้วยทางเลือก, เหล่ากลุ่ม Faction ต่างๆ ที่รอให้เราได้เข้าร่วม ไปจนถึงฉากจบที่มีอยู่มากมายหลายแบบซึ่งเป็นผลมาจากตัวเลือกของเราตลอดการเล่นและด้วยองค์ประกอบเหล่านี้มันก็ทำให้ Fallout ภาคนี้ยอดเยี่ยมและน่าหามาลองมากๆ ครับ

6. Red Dead Redemption 2 (156+ ชั่วโมง) 

ผมเชื่อว่าต้องมีใครหลายคนในตอนนี้ที่ยังเล่น Red Dead 2 ไม่จบ (ตัวผมก็ยังดองเกมอยู่) แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตามแต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมๆ นี้เป็นหนึ่งในเกม Open World ระดับขึ้นหิ้งจากทีมงาน Rockstar ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตตั้งแต่การเล่าเนื้อเรื่องที่ถึงแม้จะช้าแต่น่าติดตาม, ภารกิจอันหลากหลายที่ให้เราได้ทำ, กิจกรรมต่างๆ ที่รอให้เราได้เล่นมากมาย และรวมไปถึงโลกยุคคาวบอยของเกมที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างมีชีวิตทั้งเหล่า NPC ที่มีกิจวัตรประจำวันชัดเจนและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เล่นซึ่งเมื่อเอาองค์ประกอบทุกอย่างเหล่านี้มารวมกัน มันก็สามารถยืดระยะเวลาในการเล่นของเราให้มากขึ้นอย่างมากจากที่จะเล่นเกมจบประมาณ 40 ชั่วโมงก็อาจลากยาวถึงขั้น 100 ชั่วโมงเลยก็เป็นได้

7. The Witcher 3: Wild Hunt (173+ ชั่วโมง)

เมื่อพูดถึงเกมแนว Open World ที่มีคอนเทนท์แบบแน่นๆ เกมอย่าง The Witcher 3 จะต้องอยู่ในใจหลายคนแน่ๆ ซึ่งมันก็ถูกต้องครับเพราะในเกมภาคนี้ที่เป็นภาคล่าสุดของซี่รี่ส์ก็ยังคงเป็นหนึ่งในเกมที่ยอดเยี่ยมและน่าหามาลองสักครั้ง เนื่องด้วยองค์ประกอบต่างๆ ของเกมก็ยังคงมีความสมบูรณ์ไม่ตกยุคถึงแม้เกมจะออกมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ทีเด็ดของเกมอย่างทางเลือกในการทำภารกิจ ที่แต่ละการกระทำที่เราเลือกมันจะส่งผลกระทบต่อโลกของเกมจริงๆ , เควสเสริมที่มีเนื้อหาลุ่มลึกเล่นสนุกเหมือนเป็นเควสหลัก, เควสล่าปีศาจที่ทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ไปจนถึงความเข้มข้นของเนื้อเรื่องหลักและ DLC เสริมที่ชวนให้เราติดพันกับมันไปจนถึงตอนจบ เรียกได้ว่าเสียเงินแค่ครั้งเดียวคุณก็จะมีเกมดีๆ เล่นได้ยาวเป็นเดือนๆ เลยล่ะ

8. The Legend Of Zelda: The Breath Of The Wild (181+ ชั่วโมง)

 The Legend Of Zelda: The Breath Of The Wild

หากคุณคิดว่า The Witcher นั้นเด็ดมากแล้วผมก็ขอนำเสนออีกหนึ่งเกมที่ดีกรีความเทพไม่แพ้กันกับ Game of the Year ประจำปี 2017 นั่นก็คือ The Legend Of Zelda: The Breath Of The Wild อีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกส่งตรงจากค่ายปู่นินที่เราคุ้นเคย โดยภายในเกมภาคนี้มันก็ได้นำคอนเซปต์ของเกม Zelda ยุคต้นตำรับกลับใช้ในเกมอีกครั้ง นั่นก็คือการมอบอิสระให้แก่ผู้เล่นที่จะเริ่มเดินทางไปตรงไหนก่อนก็ได้ แต่ที่ต่างจากเดิมก็คงไม่พ้นขนาดของเกมที่ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นกว่าเกมภาคไหนๆ ทำให้ผู้เล่นอย่างเราได้ออกสำรวจอย่างจุใจ แถมในโลกของ Breath of The Wild ก็ไม่ใช่แผนที่เปิดโล่งเอาความกว้างเข้าว่าแต่มันก็เต็มไปด้วยดันเจี้ยน, ศัตรูระดับบอส, หมู่บ้านของเหล่า NPC และรวมไปถึงความลับมากมายที่รอให้เราได้พบเจอ ถ้าใครมีเครื่อง Nintendo Switch ผมก็ขอแนะนำ The Legend Of Zelda: The Breath Of The Wild เป็นอีกหนึ่งเกมที่คุณควรหามาติดเครื่องไว้ไม่เสียหายแน่นอน

9. The Elder Scrolls V: Skyrim (ขึ้นอยู่กับผู้เล่น) 

ณ เวลานี้ The Elder Scrolls V: Skyrim ที่ถึงแม้จะออกมาให้เราเล่นตั้งแต่ปี 2011 แต่มันก็ยังคงเป็นเกมที่ถูกนำมาเล่นอยู่เรื่อยๆ ในหมู่ผู้เล่นทั่วโลก ด้วยความที่ตัวเกมลงอยู่หลากหลายแพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็นคอนโซลหรือ PC ก็สามารถเล่น Skyrim ได้ทั่วกัน ซึ่งความพิเศษของตัวเกมก็คงไม่พ้นเควสระดับมืดฟ้ามัวดินที่มีให้เราทำแบบล้นมือ ชนิดที่ว่าเล่นเกมจนจบก็ยังมีเควสให้เราได้ทำอีกมากมายเหมือนเกมมันไม่ได้จบจริงๆ และนอกจากนั้นหากคุณเล่นเกมนี้บน PC ก็คงจะทราบกันดีว่า Skyrim นั้นมี Mod ให้เราได้เล่นอยู่มากมายหลายอารมณ์ตั้งแต่ Mod เอาฮาที่ปลี่ยนมังกรให้เป็นเจ้ารถไฟ Thomas ไปจนถึง Mod ใหญ่ๆ ที่เพิ่มแผนที่และเนื้อเรื่องใหม่ชนิดที่ทำให้เราต้องจมปลักอยู่กับเกมนี้เพิ่มขึ้นอีกหลายชั่วโมง จากที่ตัวเกมเดิมก็มีอะไรให้เล่นมากอยู่แล้วพอมี Mod อีกก็อาจบอกได้เลยว่าชั่วโมงเล่นของ Skyrim นั้นมีทะลุเกิน 200 ชั่วโมงแน่ๆ 

10. Minecraft (ขึ้นอยู่กับผู้เล่น)


มาปิดกันที่เกมสุดท้ายในวันนี้ที่ผมเชื่อว่าชั่วโมงเล่นของมันน่าจะมากที่สุดแล้วนั่นก็คือ Minecraft เกมภาพเหลี่ยมยอดฮิตขวัญใจเกมเมอร์ทั่วทุกมุมโลก โดยจุดเด่นของ Minecraft ที่ทำให้ใครหลายคนต้องหลงใหล ก็คือความเปิดกว้างของตัวเกมที่เราจะสามารถเล่นมันแบบไหนก็ได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโหมดเอาตัวรอดที่เปิดโอกาสให้เราผจญภัยในโลกกว้างบนแผนที่ที่ถูกสร้างขึ้นแบบสุ่มทำให้การเล่นไม่มีความซ้ำซาก หรือจะเป็นโหมด Creative ที่เปิดโอกาสให้เราได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด แถมตัวเกมก็ยังมี Mod ตัวเสริมต่างๆ ที่ช่วยให้เราเล่นเกมได้สนุกและหลากหลายวิธีมากขึ้นไปอีก (อารมณ์คล้าย Skyrim) ทำให้จากตัวเกมธรรมดาที่คอนเทนต์ของมันก็แน่นอยู่แล้วมากขึ้นไปอีกและที่สำคัญตัวเกมมีโหมด Multiplayer ทำให้คุณสามารถสนุกไปกับเพื่อนๆ ได้อีกด้วย

ก็จบกันไปแล้วนะครับกับหัวข้อในวันนี้หวังว่าจะเป็นตัวช่วยให้เพื่อนๆ สามารถตัดสินใจในการซื้อเกมได้ไม่มากก็น้อยนะครับ และ 10 เกมที่ผมยกขึ้นมาในวันนี้ก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะมันก็มีเกมแนวนี้ที่มีชั่วโมงเล่นยาวๆ อยู่อีกมากมายที่ผมไม่ได้พูดถึงอาทิเช่น Terraria ที่คุณภาพเกมไม่แพ้ Minecraft หรือว่าจะเป็นเกมแนว Survival อื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งหากเพื่อนๆ มีเกมที่อยากนำเสนอนอกเหนือจากนี้ก็สามารถมาคอมเมนต์บอกต่อกันได้เลยครับอย่ารอช้า

ที่มา
gamerant
Back to top button