สกู๊ปพิเศษเกม

10 เกมดังที่พังเพราะตัวเอง

รวมเกมที่ดังมาก แต่ต้อง (เกือบ) จบลงเพราะภาคต่อที่คนร้องยี้!

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้นเราจะเห็นว่าเกมที่สร้างชื่อนั้นมักจะได้รับความสนใจใน และถูกพัฒนาเป็นภาคต่อๆ เช่น ซีรี่ย์ไฟนอลแฟนตาซี ปัจจุบันมีมาถึง 15 ภาค (ไม่รวมประเภท spin-off หรือภาคแยกต่างๆ อีก เช่น Final Fantasy Tactics) ไตรภาค Mass Effect (ที่ไม่รวมลงใน mobile หรือ ภาค Andromeda ที่กำลังจะตามมา) หรือแม้กระทั่งซีรี่ย์ Assassin’s Creed ที่สร้างมายาวนานต่อเนื่องและมีให้เล่นในหลายแพลตฟอร์ม

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายเกมที่ต้อง(เกือบ)ปิดตำนานตัวเองลงเพราะภาคต่อของตนเองที่ทำออกมาได้ไม่ดีสมการรอคอย (หรือเรียกได้ว่าพัง) โดยในวันนี้ผมได้รวบรวมบางส่วนของตำนานเกมที่ดังแต่ต้องมาพังเพราะภาคต่อของตัวเองครับ

อย่างไรก็ตามบทความนี้เป็นส่วนที่ผู้เขียนรวบรวมมา รวมถึงบางส่วนเป็นความคิดของผู้เขียนเอง หากไม่ถูกใจผู้อ่านท่านใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยขอรับ

1. Dino Crisis 3 – ปิดตำนานเพราะมุมกล้องและไดโนเสาร์โคลนนิ่ง

เป็นเกมหนึ่งที่ต้องปิดตัวไปหลังจากที่ในภาคแรกและภาคสองนั้นทำออกมาได้ดีเยี่ยม เป็นที่กล่าวขานมากในวงการเกม แต่เมื่อมาถึงภาคสามก็ต้องลาไปอย่างไม่สวยงามนักเพราะเกมนี้ขึ้นชื่อว่ามุมกล้องแย่มาก รวมถึงไดโนเสาร์ที่มีรูปแบบซ้ำๆ ทั้งเกม

2. Bio Shock 2 – เกือบพังเพราะจำเจเหลือเกิน

เป็นอีกเกมหนึ่งที่ได้รับการโหวตจากแฟนเกม Bio Shock ว่าแย่เกินทนเพราะว่าเนื้อเรื่องซ้ำซาก รวมถึงรูปแบบการเล่นที่ถอดแบบมาจากภาคแรกไม่มีผิดเพี้ยน ทำให้ผู้เล่นที่รอคอยนั้นถึงกับเซ็งเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม Bio Shock Infinite ก็กลับมากู้ชื่อได้สำเร็จก่อนที่จะย่ำแย่ไปมากกว่านี้

3. Dragon Age 2 – เกือบตายเพราะเปลี่ยนมากเกินไป

เป็นอีกเกมที่ทำให้แฟนเกม Dragon Age ที่ดังถึงระดับที่ได้รางวัลมามากมายในภาคแรกที่ชื่อ Dragon Age : Origin แต่แฟนเกมต้องกุมขมับเมื่อ BioWare ตัดสินใจสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ลงไปในเกมจนทำให้ผู้เล่นนั้นตกใจนึกว่าเล่นเกมอื่นอยู่ ตั้งแต่ที่ผู้เล่นโดนบังคับหน้าตาตัวละคร ฉากที่ซ้ำไปมา และที่สำคัญคือเปลี่ยนแนวจาก RTS RPG กลายเป็น Action RPG ซึ่งทำให้ผู้เล่นเสียไตเป็นอย่างมาก แต่ Dragon Age Inquisition: ก็สามารถกลับมากู้ชื่อไว้ได้ทันเช่นกัน

4. Bomberman: Act Zero – สิ้นชีพเพราะเปลี่ยนแปลงตัวละคร

หากพูดถึงบอมเบอร์แมนทุกคนคงนึกถึงตัวการ์ตูนหัวกลมๆ สีต่างๆ วิ่งวางระเบิดไปในฉากสีสันสดใส เพื่อฆ่าผู้อื่น แต่ในภาคนี้ ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบตัวละครใหม่ทั้งหมดให้สมจริงมากยิ่งขึ้น ฉากที่ออกมืดมากยิ่งขึ้น และผลที่ตามมาคือเกมนี้ได้รับการโหวตว่าเป็นเกมยอดแย่เกินกว่าจะรับได้ในซีรี่ย์บอมเบอร์แมนเท่าที่เคยมีมา


5. Alien vs. Predator – ให้ฉันรอ 10 ปี แล้วได้อะไร…

เกม Alien vs. Predator มีให้เล่นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1990 และทำให้ผู้เล่นทุกคนประทับใจเป็นอย่างมาก และพร้อมที่จะติดตามเกมนี้ต่อ และแน่นอนว่าเกมนี้ก็ถูกพัฒนาต่อเนื่องเพื่อตอบสนองผู้เล่น เพียงแต่ด้วยเหตุอันใดมิทราบทำให้เกมนี้ใช้เวลาพัฒนานึง 10 ปี ส่วนผลที่ออกมาน่ะหรือ…พังไม่เป็นท่า เพราะนอกจากภาพที่สวยขึ้น (นิดนึง) แล้ว รูปแบบการเล่นยังไม่ต่างอะไรกับเกมที่ออกมาให้เล่นตั้งแต่ ค.ศ. 1990 เลย ทำให้เกมนี้พังลงไม่เป็นท่า

6. Soldier of Fortune: Payback – ภาพสวยขึ้น…ก็แค่นั้นแหล่ะ…

อีกหนึ่งเกม FPS ฮาร์ดคอเลือดสาดชิ้นส่วนกระจาย ที่สะใจผู้เล่นสายโหดเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามชื่อเสียงเกมนี้ต้องป่นปี้เมื่อภาคล่าสุดอย่าง Soldier of Fortune: Payback ไม่ได้ตอบสนองผู้เล่นได้เลย นอกจากภาพที่สวยขึ้น แต่ระบบที่เหลือยังเหมือนเดิม ทำให้เกมนี้โดนยี้ไปตามๆ กัน

7. Star Wars: The Force Unleashed 2 – เนื้อเรื่องด้อยกว่าภาคแรกหลายขุม

อีกหนึ่งเกมที่จะทำให้เราได้เป็นผู้เล่นสายมืดเพื่อไล่ล่าเจไดที่ภาคแรกนั้นทำออกมาได้อลังการงานสร้างมาก แต่พอมาภาคสองนั้นทำออกมาได้น่าผิดหวังเพราะว่าเนื้อเรื่องนั้นอ่อนเกินกว่าจะรับได้ รวมถึงตัวละครหลักในซีรี่ย์สตาร์วอร์ ที่เหมือนถูกบังคับยัดเยียดลงมาทั้งๆ ที่ไม่ได้มีบทบาทในเกมอะไรมากมายนั้น ทำให้ผู้เล่นนั้นเกิดอาการเซ็งไปตามๆ กัน

8. Dead Space 3 – หมดกัน ความหลอนที่สร้างมา

เป็นอีกหนึ่งที่ต้องบอกว่า “ลาก่อย” เมื่อเกมนี้ได้ปรับตัวเองออกจากเกมสายหลอน น่ากลัว จังหวะที่ทำให้ตัวสะดุ้งโหยง มาเป็นสายยิงสาดกราดกระสุนใส่สัตว์ประหลาดทำให้จุดเด่นของเกมนี้หายไปเสียดื้อๆ ผู้เล่นก็เลยหายไปเสียดื้อๆ เช่นกัน

9. Duke Nukem Forever – 14 ปีที่รอ…เห้อ…

Duke Nukem เป็นเกม FPS ที่ขึ้นชื่อโด่งดังมากในปี ค.ศ. 1990 และผู้เล่นก็รอติดตามเกมนี้มาถึง 14 ปี แต่ก็ต้องผิดหวังแบบสุดๆ เมื่อเกมนี้ปล่อยออกมาให้ได้เล่นกัน โดยข้อเสียนั้นมีมากมายมากเช่น ตัวละครเอกที่ไม่มีอะไรใหม่, มุขตลกในเกมที่แป้กเกินรับได้, การออกแบบฉากเป็นเส้นตรงไม่มีอะไรซับซ้อน และอื่นๆ อีกมากมาย

10. Ninja Gaiden 3 – นินจาเลือดสาด…สาดดดดดดดดดด!!!

หลังจากที่เปลี่ยนมือผู้พัฒนาเกมก็ทำให้ผู้เล่นใจตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร จะแย่ลงกว่าเดิมไหม และผลที่ออกมาก็เป็นไปตามคาดครับว่า “เจ๊ง” โดยเริ่มตั้งแต่รายละเอียดของเกมที่บางฉากนั้นไม่ได้เก็บมาให้ดีเหมือนเพียงรีบทำให้เสร็จไป ปุ่มกดที่เยอะจนเกินไป การต่อสู้ที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลัง…มือ ระบบอัพเกรดที่ถูกถอดออกไปทำให้เกมนี้พังอย่างสมบูรณ์

จบกันไปสำหรับ 10 เกมที่โด่งดังแต่ต้องมาพังเพราะภาคต่อของตัวเองนะครับ สังเกตได้ว่าเกมที่อยู่ในรายการนี้นั้นจะมีลักษณะสาเหตุของความพังที่คล้ายๆ กันได้แก่ ใช้เวลาพัฒนานานแต่ไม่ได้อะไรใหม่ๆ เปลี่ยนระบบเกมจากหน้ามือเป็นหลังมือ หรือระบบที่ซ้ำๆ ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยรวมถึงเนื้อเรื่องที่ไม่น่าติดตราตรึงใจเหมือนภาคก่อนๆ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายจริงๆ ครับ

ที่มา
NotebookSpecGamerantWhat Culture

Youryu

นักผจญเกมที่ไม่จำกัดประเภทและแพล็ตฟอร์ม
Back to top button