
Final Fantasy VII Remake เป็นการนำเกมเกมเดียวจาก PlayStation 1 มารีเมคเป็นเกมสมัยใหม่ได้ถึง 3 ภาคที่กินเวลาพัฒนาไม่น้อยเลย โดยภาคแรก (Remake) วางจำหน่ายปี 2020 และภาค 2 (Rebirth) วางจำหน่ายปี 2024 และยังไม่ได้ประกาศวันวางจำหน่ายเกมภาค 3 ที่เรายังไม่ทราบชื่อแต่อย่างใด อย่างน้อยๆ ตอนนี้พวกเขาก็ทิ้งห่างจากเกมภาคแรกมาแล้วถึง 6 ปี ซึ่งไม่แปลกที่ Naoki Yoshida หรือที่รู้จักในชื่อ Yoshi-P ผู้กำกับเกม Final Fantasy XIV กับ XVI จะบอกว่า คนรุ่นใหม่ไม่ผูกพันกับแฟรนไชส์นี้แล้วเพราะเกมแต่ละภาคทิ้งห่างกันเกินไป
แต่ว่าการเอาเกม Final Fantasy VII มาแบ่งเป็น 3 ภาคเองก็มีความสมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน เพราะล่าสุด Naoki Hamaguchi ผู้กำกับเกมร่วมในภาคแรก (Remake) ที่ต่อมาได้ดูแลไตรภาคเต็มตัวได้ให้สัมภาษณ์กับ ntower ถึงการตัดสินใจแบ่งเกมออกเป็น 3 ภาคว่ามันเกิดขึ้นก่อนที่เขาจะเข้าร่วมโปรเจกต์เสียอีก แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เขาก็เชื่อว่านั่นคือทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้
มันไม่ใช่เรื่องของการอยากทำเกมให้เป็นไตรภาคเสียทีเดียว ถ้าจะพูดให้ถูกคือ หลังจากประเมินอย่างเป็นกลางทั้งปริมาณเนื้อเรื่องกับเนื้อหาที่ต้องถ่ายทอดออกมาแล้ว มันก็แทบไม่มีทางเลือกอื่นเลยนอกจากทำออกมาเป็นเกม 3 ภาค
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ในเกมภาคต้นฉบับนั้น มหานครเหล็ก Midgar เป็นเพียงส่วนสั้นๆ ก็จริง แต่มันอัดแน่นไปด้วยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโลก ตัวละครและเนื้อเรื่อง หมายความว่าถ้าจะรีเมคส่วนนี้ขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ มันจำเป็นต้องมีเนื้อหามากพอให้มันสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในฐานะเกมหนึ่งภาค
ด้วยเหตุนี้ เกมภาคแรกอย่าง Remake จึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นในการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับโลก ธีมและตัวละครของ Final Fantasy VII แก่ผู้เล่นทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ แถมยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้เดินสำรวจเมือง เรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนและสัมผัสความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น (ซึ่งเป็นใจความสำคัญของการต่อสู้กับ Shinra) ได้ลึกยิ่งขึ้นไปอีก
นอกจากความท้าทายที่ต้องสร้างเกมใหญ่ๆ ถึง 3 ภาคแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือการตัดสินใจว่าจะจบแต่ละภาคตรงไหนดี เพราะในเชิงของการเล่าเรื่อง ทีมงานจำเป็นต้องวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนว่าควรแบ่งจุดพักของเนื้อหาอย่างไร ซึ่งพวกเขาได้เลือกจบตรงจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนั่นเอง
ในแผนเดิม เนื้อเรื่องไม่ได้ถูกแบ่งชัดเจนตรง Forgotten Capital และชะตากรรมของ Aerith ตอนนั้นผมเสนอคุณ Kitase ที่เป็นโปรดิวเซอร์ว่า ‘ถ้ามองจากการเล่าเรื่อง มันน่าจะเหมาะกว่าถ้าจะใช้ชะตากรรมของ Aerith เป็นจุดจบตามธรรมชาติของภาคนี้’ แล้วหลังจากนั้น โครงสร้างโดยรวมของไตรภาคทั้งหมดก็ลงตัวอย่างราบรื่นมาก
ซึ่งชะตากรรมของ Aerith เองทาง Naoki Hamaguchi ก็มีพูดถึงด้วยเช่นกันว่าเขาในฐานะผู้เล่นรับมืออย่างไรตอนเล่นเกมภาคต้นฉบับ (อ่านต่อมีสปอยล์ Final Fantasy VII Rebirth)
ทั้งนี้ Final Fantasy VII Remake Part 3 ยังไม่ได้ประกาศวันวางจำหน่ายแต่อย่างใด คงต้องติดตามกันต่อไปว่าทางทีมงานจะพร้อมแบ่งปันภาคจบของไตรภาคนี้เมื่อไหร่
ผู้อ่านท่านใดต้องการติดตามข่าวเกมพีซีและคอนโซลทั้งหมดของ This Is Game Thailand ก็สามารถตามมาอ่านได้ที่นี่เลย! → ข่าวเกมคอนโซล / พีซี







