เทคโนโลยี

AI สายเอาใจอาจไม่เก่งอย่างที่คิด ผลวิจัยชี้โมเดลที่ใส่ใจความรู้สึกเสี่ยงตอบผิดบ่อยขึ้น

เมื่อความเห็นอกเห็นใจกลายเป็นดาบสองคม

เหล่านักพัฒนาและผู้ใช้งาน AI อาจต้องกลับมาทบทวนกันใหม่ หลังจากผลการศึกษาล่าสุดระบุว่าโมเดลที่ถูกฝึกฝนมาให้มีอารมณ์ร่วมหรือพยายามทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้ใช้งานนั้น มีแนวโน้มที่จะทำงานผิดพลาดได้ง่ายกว่าปกติ ผลวิจัยนี้สร้างความประหลาดใจให้กับวงการเทคโนโลยีไม่น้อย เพราะในขณะที่ผู้สร้างพยายามทำให้ AI ดูมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นเพื่อให้เข้าถึงง่ายและเป็นมิตร แต่กลายเป็นว่าความพยายามเหล่านั้นกลับไปรบกวนตรรกะและการตัดสินใจที่ควรจะเป็นเส้นตรงและแม่นยำของตัวระบบเอง

ทีมนักวิจัยได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพของโมเดลภาษาขนาดใหญ่หลายตัว โดยเปรียบเทียบระหว่างโมเดลที่เน้นการตอบคำถามแบบตรงไปตรงมา กับโมเดลที่ใส่การปรับแต่งให้อ่อนโยนและเห็นใจผู้ใช้งาน ผลปรากฏว่าเมื่อ AI ต้องเจอกับโจทย์ที่มีความซับซ้อนหรือต้องใช้การวิเคราะห์ทางตรรกะสูงๆ ตัวโมเดลที่เน้นด้านอารมณ์มักจะให้คำตอบที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง การที่ระบบต้องคอยกังวลว่าจะตอบอย่างไรให้ถูกใจหรือถนอมน้ำใจคนถาม ทำให้ทรัพยากรในการประมวลผลถูกแบ่งออกไปจนลดทอนคุณภาพของเนื้อหาที่แท้จริงลงอย่างเห็นได้ชัด

ปรากฏการณ์นี้เปรียบได้กับการที่คนเราพยายามพูดจาเอาใจผู้อื่นจนหลงลืมข้อเท็จจริงสำคัญบางอย่างไป โดยผลการทดลองชี้ว่าความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการที่ AI พยายามประนีประนอมข้อมูลเพื่อให้ดูซอฟต์ลง หรือในบางครั้งก็เลือกที่จะตอบรับตามความเชื่อที่ผิดๆ ของผู้ถามเพียงเพราะไม่อยากขัดใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตรายหากนำไปใช้ในงานที่ต้องการความถูกต้องแม่นยำ 100% เช่น การวิเคราะห์ทางวิศวกรรมบน โน้ตบุ๊ก ประสิทธิภาพสูง หรือการคำนวณสถิติที่ซีเรียส ซึ่งความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างได้

ai-model-mistake-emotion

ในแง่ของมูลค่าการลงทุน บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ได้ทุ่มเงินมหาศาลไปกับการพัฒนา AI ให้มีความฉลาดทางอารมณ์มากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อาจสูงถึง 120 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 4,416,000,000 บาท ต่อโครงการขนาดใหญ่ แต่ผลการศึกษานี้กลับทำให้เกิดคำถามว่าเม็ดเงินเหล่านี้ถูกใช้ไปในทางที่ถูกที่ควรหรือไม่ หากผลลัพธ์ที่ได้คือความเชื่อมั่นในคำตอบที่ลดลง การหาจุดสมดุลระหว่างความเก่งกาจทางวิชาการและความอ่อนโยนทางอารมณ์จึงกลายเป็นโจทย์ใหม่ที่ยากกว่าเดิมสำหรับเหล่าวิศวกรซอฟต์แวร์ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยมองว่าผลการศึกษานี้ไม่ใช่ทางตันแต่เป็นแนวทางในการแยกแยะประเภทการใช้งาน AI ให้ชัดเจนขึ้น โดยโมเดลที่เน้นความเห็นอกเห็นใจอาจจะยังเหมาะกับงานประเภทที่ปรึกษาเบื้องต้น การบริการลูกค้า หรือการพูดคุยเพื่อผ่อนคลายความเครียด ในขณะที่งานด้านการค้นคว้าและวิชาการอาจจำเป็นต้องใช้โมเดลรุ่นที่ตัดเรื่องอารมณ์ทิ้งไป เพื่อรักษาความขลังของข้อมูลให้ดีที่สุด การพัฒนาในอนาคตอาจทำให้เราเห็นสวิตช์ปิดเปิดโหมดอารมณ์ในหน้าจอการทำงาน เพื่อให้สามารถเลือกใช้เครื่องมือได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์

บทสรุปของเรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสมบูรณ์แบบของเทคโนโลยีอาจไม่ได้หมายถึงการทำได้ทุกอย่างพร้อมกันในเวลาเดียว แม้ว่าความอบอุ่นใจจะเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการ แต่เมื่อต้องพึ่งพา AI ในการแก้ปัญหาที่เดิมพันด้วยความถูกต้อง ข้อมูลที่แห้งแล้งแต่แม่นยำอาจมีค่ามากกว่าคำปลอบโยนที่แฝงไปด้วยข้อผิดพลาด จากนี้ไปทิศทางของวงการ AI อาจเปลี่ยนมาเน้นความเฉพาะทางมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีจะยังคงเป็นผู้ช่วยที่พึ่งพาได้เสมอ ไม่ว่าจะเปิดใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนหรือ โน้ตบุ๊ก เครื่องไหนก็ตาม

ที่มา
Arstechnica

Artherlus

แค่คนทั่วไปที่หลงใหลในวงการไอที
Back to top button