
จีนสร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการจัดแข่งขันวิ่งฮาล์ฟมาราธอนสำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในกรุงปักกิ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยการแข่งขันครั้งนี้ได้สร้างสถิติใหม่ที่น่าทึ่ง เมื่อหุ่นยนต์จากบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ไอทีชื่อดังอย่าง Honor สามารถเข้าเส้นชัยด้วยเวลาเพียง 50 นาที 26 วินาที ตามรายงานจากบัญชี WeChat ของเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีปักกิ่ง ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่จากปีที่แล้วที่ทำเวลาไว้กว่า 2 ชั่วโมง
ความเร็วของหุ่นยนต์ตัวนี้ไม่ได้แค่ทำลายสถิติเดิมของหุ่นยนต์ด้วยกันเอง แต่ยังวิ่งเร็วกว่าสถิติโลกของมนุษย์ที่ทำไว้โดย Jacob Kiplimo นักวิ่งชาวเคนยา ซึ่งเพิ่งทำสถิติไว้ที่ 57 นาที 20 วินาที เมื่อเดือนที่แล้ว สถิติใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ในจีน โดยในปีนี้มีทีมเข้าร่วมแข่งขันมากกว่า 100 ทีม เพิ่มขึ้นจากปีแรกที่มีเพียง 20 ทีมเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันไม่ได้มีเพียงแค่ความตื่นเต้นในเรื่องความเร็ว แต่ยังเต็มไปด้วยจังหวะชวนหัวที่กลายเป็นกระแสในโลกโซเชียล มีคลิปวิดีโอแพร่กระจายบน Instagram แสดงให้เห็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่งสะดุดตั้งแต่จุดสตาร์ทจนหน้าคว่ำลงกับพื้น และแรงกระแทกทำให้ชิ้นส่วนแขนขาหลุดกระจายเต็มลู่วิ่ง จนเจ้าหน้าที่ต้องรีบนำเปลสนามมาเก็บกู้ชิ้นส่วนราวกับเป็นการปฐมพยาบาลจริงๆ สร้างเสียงหัวเราะให้กับชาวเน็ตที่เข้ามาคอมเมนต์กันอย่างสนุกสนาน
แม้แต่หุ่นยนต์ตัวที่ชนะจาก Honor ก็เกือบจะไปไม่ถึงดวงดาว เมื่อมันวิ่งเสียหลักพุ่งเข้าหาแผงกั้นในช่วงท้ายของการแข่งขัน แต่ยังดีที่มันสามารถทรงตัวและกลับมาวิ่งต่อจนจบการแข่งขันได้ โดยมีภาพวิศวกรวิ่งตามหลังพร้อมถืออุปกรณ์ควบคุมอย่างเคร่งขรึม ซึ่งขัดกับภาพความวุ่นวายที่เกิดขึ้นบนลู่วิ่งอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้บนแพลตฟอร์ม X ยังมีคลิปประมวลภาพหุ่นยนต์ตัวอื่นๆ ที่ล้มพับหรือมีอาการกระตุกกลางทางจนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก
จีนกำลังเร่งเครื่องพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อย่างเต็มที่ ถึงขนาดที่ Elon Musk ซีอีโอของ Tesla เคยกล่าวในการประชุมผลประกอบการเมื่อเดือนมกราคมว่า คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของหุ่นยนต์ Optimus น่าจะมาจากประเทศจีน แต่ถึงจะล้ำหน้าแค่ไหน อุบัติเหตุหน้าแตกก็ยังมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เช่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หุ่นยนต์จากค่าย XPeng ก็เพิ่งล้มหน้าคว่ำในการโชว์ตัวต่อสาธารณะ จน He Xiaopeng ซีอีโอของบริษัทต้องเปรียบเทียบว่าเป็นเหมือนเด็กที่กำลังหัดเดิน
ความพยายามในการนำ AI อย่าง OpenClaw มารวมเข้ากับหุ่นยนต์เหล่านี้เริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แม้บางครั้งผลลัพธ์จะออกมาดูแปลกๆ อย่างกรณีหุ่นยนต์ของ Unitree ที่ดันไปเตะเข้าที่เป้ากางเกงของวิศวกรระหว่างการทดสอบเมื่อต้นปีนี้ แต่สถิติเวลา 50 นาที 26 วินาทีในการวิ่ง 21 กิโลเมตร ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ในอนาคตอันใกล้หุ่นยนต์อาจจะกลายเป็นนักวิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถไล่ตามได้ทันอีกต่อไป โดยคาดว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมการผลิตและการขนส่งที่ต้องการความรวดเร็วแม่นยำสูงในระดับที่มนุษย์ทำไม่ได้







