Switchคอนโซล / พีซีรีวิวเกม

[รีวิว] Tomodachi Life Living the Dream ฝันใหญ่ๆ ในเกาะหรรษา

การกลับมาของเกมแนวจำลองชีวิตสุดฮาของ Nintendo

การเดินทางของ Tomodachi Life ในตลาดตะวันตก หรือถ้าให้ว่ากันตามตรงคือนอกประเทศญี่ปุ่น เป็นอะไรที่สมบุกสมบันไม่น้อย เพราะเกมนี้คือหนึ่งในเกมยุคหลังๆ ที่เกือบจะไม่ได้รับการแปลภาษาเสียแล้ว เพราะกว่าเราจะเล่นได้แบบไม่มีกำแพงภาษาก็ต้องรอถึงยุค Nintendo 3DS กันเลย และแม้จะผ่านมานาน เกมดังกล่าวก็ยังคงอยู่ในใจของเกมเมอร์สายฮาที่ชอบการจำลองชีวิตและสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านเช่นผม

ระยะเวลาผ่านมาหลายปีหลังจากที่ Nintendo มุ่งหน้าพัฒนาเครื่องเกมประสบการณ์ไฮบริดเต็มรูปแบบ ด้วยความที่เกมนี้ถือกำเนิดบนอุปกรณ์พกพา บางคนอาจถอดใจและคิดว่ามันคงไม่กลับมา แต่สุดท้าย Tomodachi Life Living the Dream ก็มาถึงมือของพวกเราบน Nintendo Switch กันแล้วหลังจากรอกันมานานข้ามปี!

การนำเสนอเรียบง่ายเหมือนเดิม

Tomodachi Life Living the Dream ยังคงเป็นเกมรูปแบบจำลองชีวิตที่ยืนพื้นด้วยคอนเซปต์ของ ‘ชีวิต’ และ ‘เพื่อน’ ผู้เล่นจะได้เนรมิตและวาดฝันของพวกเขาขึ้นมา ซึ่งตัวละครทั้งหมดของเกมนี้ถูกนำเสนอโดย Mii ที่เราทำการสร้างเอง แต่จะไม่ได้เป็นเมนูการแต่งหน้าแต่งตาทั่วไป ทว่ายังออกแบบได้หลายส่วนทั้งทรงผมด้านหน้าด้านหลัง และที่สำคัญที่สุดคือวันเกิด เช่นเดียวกับลักษณะนิสัยที่เราปรับจูนได้ว่าเป็นคนแปลก, เป็นคนเรียบร้อย, เป็นคนเชื่องช้า หรือว่องไว ทั้งหมดนี้จะสะท้อนออกมาเป็น ‘กลุ่มนิสัย’ คล้ายกับ MBTI จำนวน 16 แบบ จากนั้นเราก็รอดูความเป็นไปของพวกเขา

เมื่อมี Mii มากขึ้น เราจะยิ่งสามารถปลดล็อกฟังก์ชันใหม่ๆ ได้ โดยส่วนหลักๆ ที่เป็นสิ่งสำคัญต่อการใช้ชีวิตจะเป็นอะไรไปไม่ได้คืออาหาร ตัวละครทุกคนมีความชอบไม่เหมือนกัน เช่นบางคนชอบเบอร์เกอร์ชนิดที่กินไปปุ๊บก็แสงออกปาก (ที่แปลว่าแสงออกปากแบบมีคัตซีนให้เห็น) หรือเราอาจจะซื้อเสื้อผ้ากับสไตล์ห้องให้ใหม่ เมื่อความหิวและการร้องขอได้รับการเติมเต็ม เกจความสุขก็จะเพิ่มขึ้นตามเลเวล ให้เราสามารถทำแอ็กชันหรือมอบของขวัญพิเศษให้ Mii เหล่านั้นเรื่อยๆ วนไป

[รีวิว] Tomodachi Life Living the Dream ฝันใหญ่ๆ ในเกาะหรรษา
ออกแบบได้ทุกสไตล์ จะเป็นตุ๊กตาหมี เอเลี่ยน หรืออะไรก็สุดแท้แล้วแต่

ความแตกต่างของภาคนี้คือจากเดิมที่เราเคยจับพวก Mii มาอยู่ในอพาร์ตเมนต์เดียวกัน ในตอนนี้เราจะเปลี่ยนมาสร้างหมู่บ้านให้พวกเขาบนเกาะแทน ผู้เล่นสามารถเลือกตั้งวางบ้านในตำแหน่งต่างๆ จากนั้นในแต่ละช่วงเวลาพวกเขาก็จะใช้ชีวิตกันไป บ้างก็ออกมาเดินเล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกัน พอให้เรารู้สึกเพลิดเพลิน และถ้าเกิดพวกเขาต้องการอะไรหรือถ้าเราแค่อยากไปคุยด้วย อยากมีลูกรัก ก็จิ้มไปหาบ่อยๆ ก็ได้เหมือนกัน

โดยรวมเราจะพบว่าแนวคิดของเกมมีสเต็ปของมันตั้งแต่สมัยภาคแรกบนเครื่อง Nintendo DS แล้ว แต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น Nintendo ไม่ลืมที่จะนำไอเดียใหม่ มานำเสนอ โดยจุดที่น่าสนใจก็คือเรามีบทบาทในการ ‘ชี้ชะตา’ ด้านความสัมพันธ์ของพวกเขามากขึ้น เป็นต้นว่าจากที่ตัวละครจะมาบอกเล่าให้ฟังทีหลังว่าอยากรู้จักกับใคร แต่คราวนี้เราจับตัวไปใกล้ๆ ให้เริ่มมีปฏิสัมพันธ์ได้ทันที

[รีวิว] Tomodachi Life Living the Dream ฝันใหญ่ๆ ในเกาะหรรษา

ความสัมพันธ์มันเป็นเรื่องสนุก

ชีวิตของคนๆ หนึ่งต่อให้เป็น Mii ในเกม เขาก็ไม่ได้อยู่กับตัวเองไปตลอด แต่ด้วยความที่พวกเขาเหล่านี้เป็นเหมือนคนทั่วไป เป็นสัตว์สังคม ก็ล้วนต้องมีความสัมพันธ์เป็นของตัวเอง มันอาจจะเป็นได้ทั้งเพื่อนสนิท เพื่อนคนรู้จัก หรือคนรัก ไปจนถึงเกลียดแสนเกลียด ยิ่งไปกว่านั้นเราอาจจะเห็นได้ว่าคนๆ นึงมันก็ป็อบปูลาร์ได้จนกลายเป็นรักสามสี่ห้าเส้า ที่ไม่อาจจินตนาการได้ว่าคำตอบของพวก Mii จะเป็นอย่างไรต่อ แต่ที่แน่ๆ มันถ่ายทอดออกมาแบบฮาๆ ไม่ได้เครียดอะไรขนาดนั้น

ถ้าใครอยากให้ไดนามิคมันมีความชัดเจนมากขึ้นไปอีก Tomodachi Life Living the Dream ยังนำเสนอรูปแบบบ้านอีกอย่างคืออพาร์ตเมนต์สไตล์คลาสสิก ซึ่งสามารถให้ Mii เข้าไปอยู่ด้วยกันได้สูงสุด 8 คน ทำให้การใช้ชีวิตในพื้นที่ส่วนกลางคึกคักมากยิ่งกว่าอยู่ข้างนอกบ้านเพราะตรงนี้มันก็เหมือนกับคนทั่วไปที่อยู่ในพื้นที่แคบๆ ที่อาจเป็นโอกาสให้ทำความรู้จักกัน หรือ บีบบังคับให้คนเกลียดขี้หน้ามาอยู่ด้วยกัน

[รีวิว] Tomodachi Life Living the Dream ฝันใหญ่ๆ ในเกาะหรรษา

เมื่อโทนของเกมมัน Light-hearted เราเลยไม่ต้องกังวลว่าคนจะเกลียดกันแล้วทำให้บรรยากาศเสียหาย อย่างมากสุดก็คือต่อยกันฟีลอนิเมะที่มีควันผัวะๆๆ ออกมา อย่างไรก็ตามเสียดายนิดๆ ที่ส่วนมากแล้วความสัมพันธ์มันจะกลายไปเป็นความรักเสียส่วนมาก ในกรณีที่เป็นเพศที่มีความสนใจซึ่งกันและกัน ไม่ค่อยเห็นการเป็นเพื่อนมากเท่าไร นอกเสียจากจะโดนเฟรนด์โซน ถ้าหากว่านับเป็นเพื่อนน่ะนะ

[รีวิว] Tomodachi Life Living the Dream ฝันใหญ่ๆ ในเกาะหรรษา

อิสระมากขึ้นในทุกมิติ

ดูเหมือนการเปิดกว้างจะเป็นสิ่งที่ Tomodachi Life Living the Dream ให้ความสำคัญมากขึ้น เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงสร้างตัวละครที่ไม่มีการจำกัดเรื่องเพศอีกต่อไป ดังนั้นขอมอบการปรบมือชุดแรกให้กับการรับฟังเสียงแฟนเกมจากภาค 3DS ก่อนเลย ถัดมาก็คือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่เราจัดวางได้เองเหมือนกับสามารถสร้างเมืองและผังของเกาะในฝันได้อย่างเต็มที่เพื่อให้พวก Mii ได้ใช้ชีวิตกัน โดยมีของตกแต่งจำพวกต้นไม้ เสากั้นริมทะเล ที่จะเป็นประโยชน์กับพวกเขาเหล่านี้ด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น Tomodachi Life Living the Dream ให้รางวัลกับคนที่มีหัวครีเอตมากขึ้นไปอีกด้วยเครื่องมือออกแบบลวดลายเสื้อผ้า หรือจะวาดภาพลงกำแพงเพื่อให้กลายเป็นเหมือนกับรูปทรงของตึกรามบ้านช่องในไอเดียต่างกัน หากคุณอยากสร้างเมือง Pelican Town จาก Stardew Valley และถ้ามีฝีมือการวาดสไปรต์ แต้มจุดที่ดี นั่นก็เป็นประโยชน์ทีเดียวเพราะเกมอนุญาตให้ทำอย่างเต็มที่ หรือถ้าเกิดอยากมีสัตว์เลี้ยงในแบบตัวเอง เราก็วาดมันขึ้นมาเลย ผมยังคิดว่าจะวาด Rocky จาก Project Hail Mary เลย

[รีวิว] Tomodachi Life Living the Dream ฝันใหญ่ๆ ในเกาะหรรษา

อิสระของเกมนี้ยังครอบคลุมไปถึงจุดที่ไม่คาดคิดอย่างการกรองคำ ซึ่งเราจะพบว่า Tomodachi Life Living the Dream ไม่มีเซนเซอร์เมื่อเราป้อนคำศัพท์ที่หยาบคายลงไป จะเป็นคำสองแง่สามง่ามหรือโจ่งแจ้ง ตัว Mii ก็สามารถออกเสียงสังเคราะห์เหล่านั้นได้ ผมคิดว่าจุดนี้อาจเป็นเครื่องมือสำหรับกลั่นแกล้งได้เหมือนกันครับ จึงไม่แปลกใจที่ไม่สามารถส่งต่อ Mii ผ่านระบบออนไลน์ได้

อ้อ เกือบลืมไป ขาดไปเสียไม่ได้ด้วยสำหรับองค์ประกอบเรื่องวันและเวลา หลายคนอาจงงว่าทำไมผมมาพูดเรื่องนี้ที่หมวดความอิสระ คำตอบก็คือ Tomodachi Life Living the Dream ไม่ได้มี Time Gate แบบเกมจำลองชีวิตอื่นๆ แม้จะใช้วันที่และเวลาตามโลกความจริง ทว่าสิ่งที่เราจะได้รับหรือปลดล็อกมันอิงกับจำนวนตัวละครกันเสียส่วนมาก เราอาจได้รับเครื่องมือเกือบทั้งหมดในการดัดแปลงสภาพเกาะของเราให้กลายเป็นมหานครแห่งความฝันขนาดใหญ่ได้ตั้งแต่วันสองวันแรกถ้าเราสร้าง Mii จนเต็มแม็กซ์ (70 คน น้อยจากเดิมที่เคย 100 คน) แต่วันและเวลาจะมีผลกับของที่มีขายในร้านค้ามากกว่าครับ

ความเป็นเฟรนด์ชิปที่หายไปใน Tomodachi Life Living the Dream

หากใครเป็นแฟนเกมซีรีส์นี้อยู่แล้วและงมไปยังประวัติศาสตร์ของเกมน่าจะพอทราบว่าคอนเซปต์ของ Tomodachi Collection (ชื่อญี่ปุ่น) มันเป็นประสบการณ์เฉพาะตัวมากๆ สำหรับชาวญี่ปุ่นนั่นคือการเขียนเฟรนด์ชิป การอ่านหนังสือทำนายดวง ซึ่งก็มีอิทธิพลมาถึงบ้านเราด้วย โดยเปรียบได้กับการจดรายละเอียดชีวิตของพวกเราลงไปและให้เกมทำนายเรื่องราวออกมา แต่สำหรับเกมนี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวชาว Mii ขำๆ แทน

องค์ประกอบที่ถูกตัดออกไปแล้วผมรู้สึกเสียดายมากคือฟังก์ชัน Compatibility Test หรือการจับคู่ตัวละคร Mii มาทดสอบความสัมพันธ์ว่าเข้ากันได้ดีหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าเราสามารถเช็คสถานะความสัมพันธ์ได้จากหน้าเมนูบนเกาะ แต่นี่คือหัวใจหลักของเกมที่อุตส่าห์ใช้ ‘กลุ่มนิสัย’ มาเป็นกิมมิคแล้ว นอกจากนั้นอีกเรื่องที่อดเสียดายไม่ได้คือ Concert Hall หรือตึกสำหรับแต่งเพลงตามธีมที่เราสามารถใส่เนื้อร้องให้ทำคัตซีนร้องเพลงฮาๆ ได้ และ Progress ของเมืองก็พบว่าเป็นเรื่องการมีตึกรามบ้านช่องขยายมากกว่า ส่วนนี้ก็เป็นเรื่องที่เกิดจากการเล่นเอง มากกว่าการขับเคลื่อนของชาวเมืองด้วยกัน

[รีวิว] Tomodachi Life Living the Dream ฝันใหญ่ๆ ในเกาะหรรษา

จุดที่เสียดายสุดๆ คือฟังก์ชันการแบ่งปันทางอินเทอร์เน็ตก็ปิดกั้นหมดสิ้น แม้แต่สกรีนช็อตยังไม่สามารถแคปเจอร์ได้ด้วยซ้ำ! ผมปฏิเสธไม่ได้ว่าอยากให้เอาส่วนนี้กลับมา แล้วยอมให้กรองคำหยาบต่อไปดีกว่า

[รีวิว] Tomodachi Life Living the Dream ฝันใหญ่ๆ ในเกาะหรรษา

กราฟิก

หากใครได้เล่น Miitopia มาแล้วอาจจะรู้สึกว่าไม่ต่างกันนัก โดยเกมได้เปลี่ยนทิศทางศิลป์ใหม่จากเดิมที่เวอร์ชันก่อนๆ บน Nintendo DS กับ Nintendo 3DS ตัวละคร Mii และโมเดลทั้งหมดจะเป็นแบบสามมิติและใช้แสงเงาที่มีความเข้มมากกว่า แต่กับ Tomodachi Life Living the Dream มีแนวทางที่สดใสกว่า ตัวละครจะค่อนไปทางการ์ตูนคล้ายเซลเฉดแบบ Zelda Wind Waker HD ขณะที่เพลงประกอบก็ยังเหมือนเดิมครับ Earworm และฟังดูกวนๆ หู ทั้งนี้แม้จะเล่นบน Switch 2 แต่เกมก็ยังรันที่ 30FPS นะครับ น่าเสียดายมากๆ ส่วนความละเอียดจะเป็น 1080p เท่ากันทั้งโหมดพกพาและโหมดต่อหน้าจอ

ทิ้งท้าย

Tomodachi Life Living the Dream กลับมาอย่างจัดเต็มด้วยฟีเจอร์ใหม่ๆ และเป็นได้เกือบทุกอย่างที่แฟนเกมจากภาคที่แล้วจะคาดหวัง ซึ่งเราก็ต้องรอดูว่าโหมดที่หายไปอย่างตึกคอนเสิร์ตที่ใช้แต่งเพลงจะกลับมาหรือเปล่า และอยากติสักเล็กน้อยที่การให้ความสำคัญไปยังอิสระในการออกแบบอาจมากไปจนลืมต้นแบบเกมเดิมในฐานะ ‘บันทึกชีวิตของเพื่อน’ ไปเลย เอาเป็นว่านี่คือเวอร์ชันที่ดีที่สุดที่เราจะพึงหาเล่นได้

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจก็สามารถหาซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยรองรับการเล่นบน Nintendo Switch 1 และ 2 ผ่านรูปแบบ Backward Compatibility สนนราคาโซนไทยอยู่ที่ 1,690 บาทเท่่านั้น ว่าแล้วก็อย่าลืมมาแบ่งปันประสบการณ์ให้พวกเราได้ติดตามกันด้วยว่าใครจะครีเอตกันได้ถึงขั้นไหน สุดท้ายนี้หาก ThisIsGame Thailand มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอย่าลืมติดตามกันได้ที่นี่เช่นเคยเพื่อไม่ให้พลาดความเคลื่อนไหวในวงการเกมก่อนใคร

GantaroZX

นักข่าวเกมที่แต่งตัวโป๊ที่สุดในประเทศไทย
Back to top button