
คะแนนทดสอบชุดแรกของ iPhone 17e ได้ปรากฏบนฐานข้อมูลของ Geekbench 6 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเผยให้เห็นถึงศักยภาพของชิป A19 ที่ประจำการอยู่ภายในตัวเครื่อง ซึ่งทำคะแนนในส่วนของ Multi-core ไปได้สูงสุดถึง 9,241 คะแนน ซึ่งถือว่าแทบจะถอดแบบความแรงมาจาก iPhone 17 รุ่นมาตรฐานที่ทำคะแนนเฉลี่ยไว้ 9,249 คะแนนเลยทีเดียว เรียกได้ว่าในแง่ของการประมวลผลทั่วไปนั้นแทบไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม มีจุดสังเกตเล็กน้อยที่เป็นเหมือนข้อแตกต่างหลักคือ iPhone 17e จะมาพร้อมกับ GPU แบบ 4-core ในขณะที่ iPhone 17 รุ่นปกตินั้นใช้ GPU แบบ 5-core ส่งผลให้ประสิทธิภาพด้านกราฟิกของรุ่นน้องเล็กต่ำกว่าเล็กน้อย โดยทำคะแนน Metal score ได้ในช่วง 31,000 ถึง 31,500 คะแนน เมื่อเทียบกับ iPhone 17 ที่ทำได้ประมาณ 37,000 คะแนน แต่สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่ไม่ได้เน้นการเล่นเกมกราฟิกหนักๆ ตลอดเวลา ความแตกต่างนี้แทบจะสังเกตเห็นได้ยากมากในการใช้งานจริง
หากลองเปรียบเทียบคะแนน Multi-core กับ iPhone รุ่นอื่นๆ จะเห็นความก้าวหน้าที่น่าสนใจดังนี้:
| รุ่น iPhone | ชิปประมวลผล | คะแนน Multi-Core |
| iPhone 17 Pro | A19 Pro | 9,805 |
| iPhone 17 | A19 | 9,249 |
| iPhone 17e | A19 | 9,241 |
| iPhone 16 Pro | A18 Pro | 8,625 |
| iPhone 16e | A18 | 7,977 |
แม้ว่าดีไซน์ภายนอกของ iPhone 17e จะยังคงพิมพ์นิยมเหมือนกับ iPhone 16e แต่สิ่งที่ได้รับการอัปเกรดแบบจัดเต็มคือการใช้ชิป A19 รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมรองรับระบบ MagSafe สำหรับการชาร์จไร้สายและอุปกรณ์เสริมแม่เหล็ก นอกจากนี้ยังมาพร้อมโมเด็ม C1X รุ่นที่สองของ Apple ที่ช่วยให้การเชื่อมต่อ 5G ทำได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม รวมถึงการเพิ่มความจุเริ่มต้นให้เป็น 256GB ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึงสองเท่าตัว
สำหรับเรื่องราคาวางจำหน่าย ในสหรัฐอเมริกา iPhone 17e เปิดตัวที่ราคาเริ่มต้น 22,900 บาท ซึ่งเป็นราคาเริ่มต้นเดียวกับ iPhone 16e ในตอนที่เปิดตัว ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้ iPhone รุ่นใหม่ที่สเปกแรงทันใจในงบประมาณที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยตัวเครื่องเริ่มเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา และมีกำหนดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มีนาคมนี้
สรุปได้ว่า iPhone 17e คือการนำเอาหัวใจที่แข็งแกร่งอย่างชิป A19 มาใส่ไว้ในบอดี้ที่คุ้นเคย พร้อมลบจุดอ่อนเรื่องความจุและการเชื่อมต่อแบบเดิมๆ ออกไป แม้จะมีเรื่องจำนวน Core ของ GPU ที่หายไป 1 หน่วย แต่เมื่อเทียบกับราคาและความสามารถโดยรวมแล้ว ก็นับว่าเป็นเครื่องที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งในปีนี้เลยทีเดียว







