ข่าวไลฟ์สไตล์

อึ้ง! ในเกาหลีเหนือ การดูซีรีส์ ฟังเพลง K-Pop โทษถึงประหาร

ชีวิตจริงในแดนโสมแดงเมื่อสื่อบันเทิงกลายเป็นอาชญากรรม

ในหลายประเทศ การดูซีรีส์หรือฟังเพลงอาจเป็นเพียงกิจกรรมยามว่าง แต่สำหรับประชาชนใน เกาหลีเหนือ สิ่งเหล่านี้อาจหมายถึงการถูกลงโทษอย่างรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต

รายงานล่าสุดจากสื่อออสเตรเลีย 9NEWS อ้างอิงข้อมูลของ Amnesty International ระบุว่า ทางการเกาหลีเหนือยังคงใช้บทลงโทษรุนแรงต่อประชาชนที่รับชมรายการโทรทัศน์จากเกาหลีใต้ ฟังเพลง K-Pop หรือครอบครองสื่อบันเทิงจากต่างประเทศ โดยในบางกรณีมีการลงโทษถึงขั้นประหารชีวิตต่อหน้าสาธารณชน

โดยข้อมูลดังกล่าวมาจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือที่หลบหนีออกจากประเทศในช่วงปี 2012-2020 ซึ่งต่างให้คำให้การไปในทิศทางเดียวกันว่า การบริโภค “สื่อต่างชาติ” เป็นสิ่งต้องห้าม และถือเป็นภัยต่อรัฐในสายตาของรัฐบาล

.

📜 กฎหมายที่ทำให้ความบันเทิงกลายเป็นอาชญากรรม 📜

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายที่ชื่อว่า Anti-Reactionary Thought and Culture Act ในปี 2020 ซึ่งให้อำนาจรัฐลงโทษผู้ที่ดู ฟัง หรือเผยแพร่สื่อจากเกาหลีใต้และต่างประเทศอย่างเข้มงวด

ภายใต้กฎหมายนี้ การดูละครเกาหลี ฟังเพลง K-Pop หรือครอบครองภาพยนตร์จากต่างชาติ อาจถูกลงโทษตั้งแต่แรงงานบังคับเป็นเวลาหลายปี ไปจนถึงโทษสูงสุด หากถูกมองว่าเป็นการเผยแพร่เนื้อหาในวงกว้างหรือจัดให้มีการรับชมเป็นกลุ่ม

สำหรับรัฐเกาหลีเหนือ สื่อจากเกาหลีใต้ถูกนิยามว่าเป็น “อุดมการณ์เสื่อมทราม” ที่บ่อนทำลายความคิดและความภักดีของประชาชนต่อระบบการปกครอง

อึ้ง! ในเกาหลีเหนือ การดูซีรีส์ ฟังเพลง K-Pop โทษถึงประหาร

.

👀 ดูกันจริง แต่โทษไม่เท่ากัน 👀

แม้กฎหมายจะเข้มงวด แต่ผู้ให้สัมภาษณ์หลายรายระบุว่า ในชีวิตจริง การดูสื่อเกาหลีใต้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะในหมู่เยาวชน คนทำงาน หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน

อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายกลับ “ไม่เท่าเทียม” ซึ่งบทลงโทษที่แต่ละคนได้รับมักขึ้นอยู่กับ “ฐานะ” และ “ความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่รัฐหรือชนชั้นนำ”

ผู้ลี้ภัยบางรายเล่าว่า หากครอบครัวมีเงินหรือมีเส้นสาย อาจหลีกเลี่ยงบทลงโทษหนัก และได้รับเพียงคำตักเตือนแทน

อึ้ง! ในเกาหลีเหนือ การดูซีรีส์ ฟังเพลง K-Pop โทษถึงประหาร

.

🚨 การลงโทษเพื่อสร้างความกลัว 🚨

Amnesty International ระบุว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือใช้การลงโทษอย่างเปิดเผยเป็นเครื่องมือสร้างความหวาดกลัว เพื่อควบคุมสังคมและบังคับให้ประชาชนเชื่อฟัง

โดยมีหน่วยงานเฉพาะที่ทำหน้าที่ตรวจค้นบ้าน กระเป๋า และโทรศัพท์มือถือโดยไม่ต้องมีหมายค้น เพื่อปราบปรามการบริโภคสื่อต่างชาติอย่างเป็นระบบ การลงโทษไม่ได้มีเป้าหมายเพียงผู้กระทำผิด แต่เพื่อ “ส่งสัญญาณ” ไปยังคนทั้งชุมชนว่าการฝ่าฝืนจะมีราคาที่ต้องจ่าย

.

🎬 เมื่อ Soft Power กลายเป็นภัยต่อรัฐ 🎬

ในขณะที่ละครเกาหลีและ K-Pop ถูกมองว่าเป็น Soft Power ที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก สำหรับเกาหลีเหนือ สิ่งเดียวกันนี้กลับถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามทางอุดมการณ์

รายงานนี้จึงไม่ได้พูดถึงแค่การละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่สะท้อนให้เห็นว่า พลังของวัฒนธรรมและความบันเทิง อาจน่ากลัวสำหรับรัฐเผด็จการมากพอ ๆ กับอาวุธหรือการเมือง

ที่มา
9news
Back to top button