Elon Musk เชื่อ AI จะมาปิดฉากสมาร์ทโฟนแบบเดิม
เมื่อการแตะหน้าจอกำลังจะกลายเป็นเรื่องล้าสมัย

Elon Musk เพิ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนในรายการพอดแคสต์ของ Joe Rogan โดยพยากรณ์ว่าในอีก 5-6 ปีข้างหน้า สมาร์ทโฟนที่เราใช้กันอยู่อาจจะตายหรือหมดความหมายในรูปแบบเดิมไปเลย เพราะ AI ที่ฉลาดล้ำจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยี จากเดิมที่เราต้องคอยปลดล็อกเครื่อง กดแอปฯ และรอการตอบสนอง AI ในอนาคตจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่คาดเดาความต้องการของเราได้ล่วงหน้าก่อนที่เราจะเริ่มทำอะไรเสียอีก ทำให้สมาร์ทโฟนอาจเหลือหน้าที่เพียงแค่เป็นหน้าจอและลำโพงที่เชื่อมต่อกับสมองกลส่วนกลางเท่านั้น
สำหรับ Samsung ในฐานะผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนของโลก การคาดการณ์นี้ไม่ได้ดูน่ากลัวอย่างที่คิด แต่กลับเป็นโอกาสทองในการวิวัฒนาการเพราะปัจจุบัน Samsung กำลังรุกหนักในด้าน Galaxy AI และการทำงานร่วมกับ Google อย่างใกล้ชิด หากเส้นตายของ Musk เป็นจริง เราอาจได้เห็น Galaxy S31 หรือเรือธงรุ่นถัดไปในช่วงสิ้นทศวรรษนี้ กลายเป็นอุปกรณ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มตัว จนทำให้สมาร์ทโฟนในปัจจุบันดูเหมือนเครื่องมือยุคหินไปเลยทีเดียว
ขณะที่ Elon Musk ยังไม่ได้กระโดดเข้ามาร่วมวงในตลาดสมาร์ทโฟนอย่างเต็มตัว แต่อาณาจักรของเขากำลังซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำไปไกลกว่านั้นอย่าง Neuralink หรือชิปฝังสมองที่อาจจะมาแทนที่หน้าจอทุกชนิดภายในปี 2030 รวมถึงการใช้ Grok AI เข้ามาเสริมทัพ ล่าสุดเขายังได้ออกมาวิจารณ์ดีลยักษ์ใหญ่ระหว่าง Apple และ Google (ดีล Gemini บน Siri ปี 2026) ว่าเป็นการรวมศูนย์อำนาจที่น่ากลัวเกินไปสำหรับ Google ซึ่งมีทั้ง Android และ Chrome อยู่ในมือแล้ว

นอกจากความกังวลเรื่องการครองตลาด Musk ยังเชื่อว่าโครงสร้างพื้นฐานของ AI บนโลกกำลังจะถึงทางตันในเรื่องของพลังงาน เขาจึงมีแผนล้ำโลกด้วยการควบรวม SpaceX และ xAI เข้าด้วยกันเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) บนอวกาศภายใน 2-3 ปีข้างหน้า โดยอ้างว่าการประมวลผลในอวกาศจะประหยัดกว่าเพราะมีแสงแดดให้พลังงานตลอดเวลาและไม่มีค่าใช้จ่ายเรื่องการระบายความร้อนที่มหาศาลเหมือนบนโลก
แม้ว่าพยากรณ์ของ Musk จะดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ในแง่ของธุรกิจ นี่คือสัญญาณเตือนให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนต้องเร่งปรับตัวจากการเป็นแค่ผู้ขายฮาร์ดแวร์ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการความฉลาดแทน ซึ่ง Samsung เองก็ดูเหมือนจะอ่านเกมนี้ออกและเริ่มปูทางผ่านระบบนิเวศของตัวเองมาพักใหญ่แล้ว ทำให้สถานะของค่ายยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้นี้ดูจะปลอดภัยและพร้อมที่จะไปต่อในยุคที่ AI ครองเมือง
สรุปได้ว่าการมาของ AI อาจจะฆ่าวิธีการใช้สมาร์ทโฟนแบบเดิมแต่ไม่ได้ฆ่าตัวอุปกรณ์ไปเสียทีเดียว ตราบใดที่บริษัทยังสามารถสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ (Frictionless) ให้กับผู้ใช้งานได้ สำหรับผู้ใช้อย่างเรา เตรียมบอกลาการไล่กดไอคอนแอปฯ หลายสิบแอปฯ แล้วรอรับคำแนะนำที่ตรงใจจาก AI ส่วนตัวได้เลยในอนาคตอันใกล้นี้







