[รีวิว] Final Fantasy VII Remake Intergrade เวอร์ชัน Nintendo Switch 2
บทนำแห่งไตรภาคเกม JRPG สุดคลาสสิก… ในมือคุณ
![[รีวิว] Final Fantasy VII Remake Intergrade เวอร์ชัน Nintendo Switch 2 1 [รีวิว] Final Fantasy VII Remake Intergrade เวอร์ชัน Nintendo Switch 2](https://thisisgamethailand.com/wp-content/uploads/2026/01/00-final-fantasy-vii-reveiew_fb.jpg)
หมายเหตุ: ตัวเกมที่นำมารีวิวเป็นเวอร์ชัน Nintendo Switch 2 ประสบการณ์ที่ได้รับอาจมีความแตกต่างกัน
ผ่านมา 10 ปีเศษๆ สำหรับการเปิดตัวครั้งแรกของ Final Fantasy VII Remake ที่ถูกนำเสนอรูปแบบไตรภาคและฟาดทั้งรางวัล คำชม กันแบบหอบหิ้วกลับบ้านไม่ไหว และยังช่วยเปิดจักรวาลใหม่ๆ ทั้งการทำเกมสปินออฟและทฤษฎีสมคบคิดที่ชวนให้แฟนเกมได้มีเรื่องพูดคุยกันยาวๆ และวันนี้เองการรอคอยของเกมเมอร์บนอุปกรณ์อื่นก็ได้สิ้นสุดลง เมื่อภาคที่สมบูรณ์ที่สุดอย่าง Intergrade ได้มาถึงเครื่องเล่นรุ่นจิ๋ว Nintendo Switch 2 เสียที และพวกเราก็ได้รับการสนับสนุนจาก BANDAI NAMCO Entertainment Asia และ Square Enix สำหรับเกมที่จะนำมารีวิวกันเพื่อแบ่งปันความประทับใจให้ฟังด้วย
การนำเสนอ
ก่อนอื่นเลยต้องแนะนำว่า Final Fantasy VII Remake Intergrade คือการปรับปรุงของเกมภาครีเมคที่เคยวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 2020 โดยมีคุณสมบัติเพิ่มเติมในเรื่องของกราฟิก และคอนเทนต์สำคัญคือ INTERmission ที่พูดถึงตัวละคร Yuffie และมีองค์ประกอบที่จะผูกไปยังเกมภาคถัดไปคือ Rebirth อย่างไรก็ตาม ในเนื้อหาแคมเปญหลัก โครงสร้างการเล่าเรื่อง เป็นแบบเดิมเป๊ะๆ และนับเป็นเวอร์ชันมาตรฐานของเกมแล้วในปัจจุบัน
เกมที่ถูกพัฒนามาสำหรับ Nintendo Switch 2 ได้รับการอัปเดตด้านฟีเจอร์และ QoL ให้เรียบร้อย ทั้งในโหมด Head Start ที่มีการอัปเดตไปก่อนหน้านี้ (ซึ่งช่วยให้ตัวละครของเรามีเลเวลที่สูงขึ้นและไอเทมที่พร้อมลุยตั้งแต่เริ่มต้น) การสนับสนุน Photo Mode และที่สำคัญก็มี Streamlined Progression ฟังก์ชันสำหรับการปรับบาลานซ์เกม เช่น HP ที่ไม่จำกัด หรือการตีศัตรูทีเดียวให้ซี้ม่องเท่งเพื่อความสะดวกในการเล่นข้ามฉากยากๆ ส่วนนี้ผมว่าเป็นประโยชน์ แต่ก็ตัวคนเล่นที่อยากได้ความสนุกท้าทายก็คงไม่ได้จำเป็นอะไร
รูปแบบการควบคุม
คงไม่ต้องอธิบายมากว่าเกมนี้เล่นอย่างไร ซึ่งตัวเกมเป็นรูปแบบแอ็กชันที่ผสมผสานความเป็น JRPG แบบต้นฉบับเอาไว้ ทั้งนี้เมื่อให้ความสำคัญกับการบังคับตัวละครเรียลไทม์มากกว่า เราก็เลยสามารถโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมได้ง่าย รวดเร็ว ทั้งการปีนป่ายบันได วิ่งไปพูดคุยกับ NPC ต่างๆ และเมื่อเราเจอศัตรู ก็จะสับเปลี่ยนไปเป็นโหมดการแบทเทิล ที่แต่ละตัวละครจะมีความเชี่ยวชาญไม่เหมือนกัน แม้จะมีเพียงสี่ตัวละครในพาร์ตแรก ทว่าทุกคนมีหน้าที่ชัดเจน Cloud คือสายบู๊ และ Barret คือสายยิงไกล ส่วนอีกสองคนที่จะตามมาทีหลังก็มีความถนัดเฉพาะตัว เราสามารถจับให้อยู่ในปาร์ตี้สำหรับสู้ได้สามคน
ถึงเกมจะเป็นแบบเรียลไทม์ แต่เราสามารถเข้าสู่เมนู Tactical Mode ที่จะทำให้เข้าสู่โหมดสโลว์โมชันซึ่งฉากจะแทบหยุดเคลื่อนไหวแล้วเพื่อให้เราเลือกใช้คำสั่งพิเศษ เช่นการใช้ไอเทม การเลือกเวทมนตร์ หรือท่าโหดๆ ที่อาศัยการเติม MP จากการฟันศัตรูในเวลาเล่นแบบสู้กันปกติ ซึ่งเรียกง่ายๆ ว่า มันก็จำเป็นต้องสลับไปมาเกือบตลอดนั่นแหละ ใจนึงรู้สึกว่าดูยุ่งยาก แต่อีกใจเรารู้สึกว่าส่วนนี้ทำให้จิตวิญญาณของเกม JRPG ที่เราต้องคิด ต้องวางแผนชัดเจนขึ้น ไม่ได้ลืมตัวตนไปจนหมด
![[รีวิว] Final Fantasy VII Remake Intergrade เวอร์ชัน Nintendo Switch 2 2 [รีวิว] Final Fantasy VII Remake Intergrade เวอร์ชัน Nintendo Switch 2](https://thisisgamethailand.com/wp-content/uploads/2026/01/00-final-fantasy-vii-remake-switch-review_1-1024x576.jpg)
![[รีวิว] Final Fantasy VII Remake Intergrade เวอร์ชัน Nintendo Switch 2 3 [รีวิว] Final Fantasy VII Remake Intergrade เวอร์ชัน Nintendo Switch 2](https://thisisgamethailand.com/wp-content/uploads/2026/01/00-final-fantasy-vii-remake-switch-review_2-1024x576.jpg)
ตั้งแต่เกมภาครีเมคในเวอร์ชันแรกสุดบน PlayStation 4 ผมรู้สึกว่าการที่เกมเลือกนำเสนอสี่ตัวละครหลักที่มีความชัดเจนในบทของตัวเองนี้ตั้งแต่ต้น ทำให้เรารู้จักไดนามิกของเกมแบบพื้นฐานเพื่อนำไปสู่ภาค Rebirth อย่างไรก็ตามที่ขาดไม่ได้คือ Yuffie ที่แม้จะเป็นตัวเอกเพียงแค่ในเนื้อหาเสริม (เล่นต่อได้เลย) แต่เธอก็มีระบบการเล่นที่แปลกใหม่ คือผสมผสานทั้งการตีไกล ตีใกล้พร้อมกัน ทั้งนี้ขอฝากไว้ให้เล่นเนื้อหาหลักให้จบ เพราะ Episode INTERmission ไม่มี Tutorial ให้นะครับ
เมื่อตัวเกมได้รับการพัฒนาให้กับ Nintendo Switch 2 ข้อดีของเครื่องเล่นนี้ก็คือ Nintendo มีเลย์เอาต์ปุ่มที่ได้ออกแบบมาจนมีจำนวนปุ่มเทียบเท่ากับเครื่องรุ่นอื่นๆ ดังนั้นหากใครเคยชินมือมากับบนอุปกรณ์ก่อนหน้า ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะปุ่มหาย และอยากชมว่าพอ Start (+) กับ Select (-) อยู่ด้านขวาล่าง เลยเข้าถึงเมนูเสริมได้สะดวก และยิ่งถ้าเกิดใช้ Pro Controller (ไม่ว่าจะรุ่น Switch 1 – 2) ขอบอกว่าสรีระการจับพอดีมือ และปุ่มอยู่ในจุดที่เอื้อมนิ้วถึงดีขึ้นกว่า Joy-Con ทั่วไปด้วยครับ
ส่วนใครที่คาดหวังว่า Nintendo Switch 2 จะใช้รูปแบบคำสั่งที่คุ้มค่าในเรื่องลูกเล่น อาทิหน้าจอสัมผัส, การสั่นแบบ HD Rumble หรือการบังคับด้วย Motion Control อะไรแบบนี้ ขอบอกว่าไม่มี และไม่ได้คิดว่าจะเป็นแต่อย่างใด เพราะ Final Fantasy VII Remake Intergrade เวอร์ชันนี้ เป็นเหมือนทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการเอ็นจอยกับเกมในอุปกรณ์เครือ Nintendo และมันก็ทำหน้าที่ถ่ายทอดความสนุกของเกมมาได้ครบทั้งผ่านหน้าจอของเครื่องและโทรทัศน์เมื่อเราเสียบเข้า Dock
![[รีวิว] Final Fantasy VII Remake Intergrade เวอร์ชัน Nintendo Switch 2 4 [รีวิว] Final Fantasy VII Remake Intergrade เวอร์ชัน Nintendo Switch 2](https://thisisgamethailand.com/wp-content/uploads/2026/01/00-final-fantasy-vii-remake-switch-review_3-1-1024x576.jpg)
ทำไมต้อง Nintendo Switch 2?
การมาถึงของ Final Fantasy VII Remake Intergrade เวอร์ชัน Nintendo Switch 2 มันคือความน่าตื่นเต้นที่เกมภาคหลักที่เป็นภาคที่ยังอยู่ในสถานะแอคทีฟ และเป็นสินค้าเมนสตรีม ได้มาอยู่บนเครื่องเล่น Nintendo เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี นี่มันคือการคืนสู่เหย้าแบบที่หลายคนคาดไม่ถึงว่ามันจะเกิดขึ้นจริง และ Square Enix ก็ทรีตเกมนี้ให้เทียบเท่ากับสินค้ามาตรฐาน เราไม่ได้เล่นเกมที่ถูกดาวน์เกรด แต่คือเกม Final Fantasy VII Remake ที่ถูกพัฒนามาด้วยความคิดที่ว่า เราคือลูกค้ากลุ่มหลักที่ได้พรีเมียร์เกมพร้อม Xbox
ผมคิดว่าเกมนี้เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ทำให้ Nintendo Switch 2 ได้รับคำชมว่าทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ‘กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว’ เพราะ Square Enix ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางในมหานคร Midgar แบบไม่รู้จักคำว่าคอมโพรไมซ์ใดๆ เลยด้วย เงาที่ตกกระทบบนหน้า Cloud การแสดงสีหน้า และอนิเมชันทุกอย่าง คือสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะได้เห็นในฐานะประสบการณ์ที่เป็นรูปแบบเดียวกันกับเครื่องเน็กซ์เจ็นที่ทรงพลังกว่า แต่ทั้งหมดเนี่ย มันอยู่ตรงหน้าเราเมื่อเราหยิบเครื่องออกมาเล่น
กราฟิกและเพลงประกอบ
ทุกคนน่าจะอยากรู้มากเลยครับว่า Final Fantasy VII Remake Intergrade เวอร์ชัน Switch 2 นั้นจะแสดงกราฟิกมาได้ระดับไหน คำตอบคือน่าประทับใจครับ แต่ต้องบอกชัดๆ เลยว่าเฟรมเรตจำกัดที่ 30FPS เท่านั้นนะครับ ผมไม่แน่ใจว่ามันคือความคิดตัวเองหรือเปล่า แต่เดาว่าเป็นเพราะเวอร์ชันนี้ ได้รับการอ้างอิงมาจากเวอร์ชัน PlayStation 5 เป็นหลัก ทั้งระบบแสงที่เห็นตั้งแต่ช่วงต้นเกมเลยว่าทิศทางมันไปทางเดียวกัน เลยบอกว่าสอบผ่านครับเรื่องงานภาพ ส่วนความละเอียดทั้งต่อจอและเล่นแบบพกพาคือ 1080p แต่แบบพกพาเป็นอัปสเกล เราจะพบว่าแม้ขอบโมเดลคมชัด ทว่ารายละเอียดพื้นผิวจะมัวกว่าเล็กน้อย ตัวหนังสือตอนแรกคิดว่าจะตัวเล็ก สรุป ไม่เล็กครับ อ่านง่ายเลย
![[รีวิว] Final Fantasy VII Remake Intergrade เวอร์ชัน Nintendo Switch 2 5 [รีวิว] Final Fantasy VII Remake Intergrade เวอร์ชัน Nintendo Switch 2](https://thisisgamethailand.com/wp-content/uploads/2026/01/00-final-fantasy-vii-remake-switch-review_4-1024x576.jpg)
ฉันใดก็ดีเมื่อเกมอยู่ในรูปแบบพกพากลายเป็นว่า 30FPS ที่อาจทำให้หลายคนกังวลใจ มันได้อยู่ตรงหน้าเราตามระยะสายตาที่เหมาะสม ทำให้การเคลื่อนไหวที่ไม่ได้ลื่นนี้ มันอยู่ในช่วงที่ตาปรับทันพอดีและเพียงพอต่อขนาดหน้าจอ 8 นิ้ว คิดว่าหลายคนอาจจะชอบเล่นผ่านโหมดพกพาด้วยซ้ำ โห ลองนึกดูถือเกมไฟนอลไปเล่นบนบีทีเอสอะไรแบบนี้ (ฮา) ถัดมาเรื่องระบบเสียง ไม่พบว่าดาวน์เกรดครับ จัดเต็มหูแตกทุกเพลง ดีอย่างไหนอย่างนั้น ท้ายที่สุดไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า โหลดหน้าจอเร็วมากกก! ใช้เวลาสามวินาทีทั้งสิ้นจากการเข้าเมนูไปหน้าเล่นเกม หรือว่านี่คือพลังของระบบดาวน์โหลดและ Game Key Card กันนะ
ทิ้งท้าย – นี่คือ Final Fantasy VII Remake เวอร์ชันที่เหมาะกับ ‘ทุกคน’
Final Fantasy VII Remake Intergrade บนเครื่องเล่น Nintendo Switch 2 คือเกมในสถานะที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้วในตอนนี้ ซึ่งได้รับการอัปเกรดในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นกราฟิกที่อ้างอิงจากเวอร์ชันเน็กซ์เจ็น, คอนเทนต์เกม สนุกทั้งแคมเปญหลักและเนื้อเรื่องของ Yuffie, บั๊คกราฟิกลูกบิดประตูที่แก้ไขแล้ว จนถึง Streamlined Progression ที่ช่วยให้ทั้งมือใหม่หรือคนที่อยากเล่นเกมใหม่อีกครั้งเพื่อเอาเนื้อเรื่อง ได้อิ่มกับเรื่องราวของเกมเต็มที่ แม้เฟรมเรตจะถูกแคปไว้ที่ 30 เฟรม แต่มันก็ไม่ได้ถือเป็นเรื่องติดใจอะไรหากเล่นบนจอเล็ก ฉันใดก็ดี จะเป็นจอเล็ก จอใหญ่ สายพกพา สายคอนโซล ‘เกม นี้ พร้อม เสิร์ฟ!‘
สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจ Final Fantasy VII Remake Intergrade สามารถหาซื้อได้บน Nintendo Switch 2 แล้ววันนี้ หรือแพลตฟอร์มอื่นอย่าง PlayStation 5, Xbox Series X|S เช่นเดียวกับ PC ขอบอกเลยว่าไม่ต้องกลัวว่าเกม JRPG จะเล่นยาก เพราะภาคนี้แอ็กชันกันมันส์ๆ แถมเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีก่อนเข้าสู่บทสุดท้ายในไตรภาครีเมคที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2020 ด้วย สำหรับโอกาสหน้า ThisIsGame Thailand จะมีอะไรมาแบ่งปันอย่าลืมติดตามกันที่นี่เช่นเคย







