แฮกเกอร์เจาะระบบ Suno เผยความลับเบื้องหลังการดูดข้อมูลเพลงมหาศาล
แฉวิธีเอาเพลงคนอื่นมาเทรนโมเดลแบบจัดเต็ม

Suno แอปพลิเคชันสร้างเพลงจาก AI ตกเป็นเป้าหมายของแฮกเกอร์ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลภายในบริษัทได้สำเร็จ โดยรายงานจาก 404 Media ระบุว่าข้อมูลที่หลุดออกมานั้นไม่เพียงแต่เกี่ยวกับวิธีการฝึกฝนโมเดล AI เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงรายละเอียดส่วนตัวของลูกค้าจำนวนมากที่ใช้งานแอปพลิเคชันนี้อยู่ด้วย
ความจริงที่หลายคนพอจะเดาออกอยู่แล้วคือการนำเพลงที่มีลิขสิทธิ์มาใช้ฝึก AI แต่ข้อมูลที่แฮกเกอร์นำมาเปิดเผยในครั้งนี้ช่วยตอกย้ำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นไปอีกว่า Suno ใช้วิธีการดูดข้อมูลอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการดึงเพลงและเนื้อร้องจาก YouTube Music, Deezer, Genius รวมถึงคลังเพลงสต็อกต่าง ๆ โดยคาดว่ามีการใช้บริการพร็อกซีเพื่อเลี่ยงการตรวจจับและยังรวมไปถึงการใช้ฟีด RSS เพื่อเก็บข้อมูลพอดแคสต์หลายแสนรายการอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ Suno เคยยอมรับต่อศาลมาแล้วว่าระบบมีการดูดบันทึกเสียงนับสิบล้านชุดจากอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการฝึกฝน โดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ที่เรียกว่า fair use ท่ามกลางคดีความจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ซึ่งบางค่ายได้ถอนตัวออกไปหลังจากสามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องค่าลิขสิทธิ์ได้แล้ว

สำหรับการเจาะระบบในครั้งนี้ แฮกเกอร์เปิดเผยว่าทำได้โดยการส่งมัลแวร์ไปติดที่พนักงานรายหนึ่งของ Suno ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลประจำตัวบน GitHub และบริการคลาวด์ได้ นอกจากข้อมูลเรื่องการดูดเพลงแล้ว ยังมีรายงานว่าแฮกเกอร์ได้รายชื่อลูกค้าหลายแสนคน รวมถึงอีเมลและเบอร์โทรศัพท์ติดมือไปด้วย ซึ่งสร้างความกังวลอย่างหนักเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล
ทางด้าน Suno ได้ออกแถลงการณ์ยอมรับเหตุการณ์ดังกล่าวกับ 404 Media โดยระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2025 และได้รับการจัดการอย่างรวดเร็ว โฆษกของบริษัทอ้างว่าข้อมูลที่หลุดออกไปส่วนใหญ่เป็นซอร์สโค้ดเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว และยืนยันว่าไม่มีข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอย่างเลขบัตรเครดิตเต็มรูปแบบหลุดออกไป เพราะระบบของบริษัทไม่ได้เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นโดยตรงผ่าน Stripe
อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงนี้อาจยังไม่สามารถคลายความกังวลให้กับผู้ใช้งานและเหล่าศิลปินได้เต็มที่ เพราะเรื่องราวทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าเบื้องหลังความสามารถของ AI ในการสร้างเพลงเหล่านี้ ต้องแลกมาด้วยการนำผลงานของผู้อื่นไปใช้แบบไม่ค่อยโปร่งใสนัก ใครที่กำลังใช้แอปฯ นี้อยู่บน โน้ตบุ๊ก หรืออุปกรณ์พกพา คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีความและมาตรการป้องกันข้อมูลจะเป็นอย่างไรต่อไป






