เทคโนโลยี

Qualcomm ส่ง Snapdragon Wear Elite ทลายขีดจำกัดสมาร์ทวอทช์ด้วยพลัง AI

ชิปเรือธงรุ่นแรกบนสถาปัตยกรรม 3nm พร้อมซีพียูแรงขึ้น 5 เท่า

Qualcomm สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการอุปกรณ์สวมใส่ด้วยการเปิดตัว Snapdragon Wear Elite ชิประดับเรือธงรุ่นแรกในซีรีส์ Elite ที่ออกแบบมาเพื่อสมาร์ทวอทช์และอุปกรณ์ AI โดยเฉพาะ โดยขยับมาใช้เทคโนโลยีการผลิตระดับ 3 นาโนเมตรที่ล้ำสมัยที่สุด ช่วยรีดประสิทธิภาพการทำงานแบบคอร์เดียว (Single-thread) ให้แรงขึ้นกว่าเดิมถึง 5 เท่า พร้อมอัปเกรดจำนวนคอร์ประมวลผลเป็น 5 คอร์ เพื่อรองรับการใช้งานที่ซับซ้อนในยุคใหม่ได้อย่างลื่นไหล

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่หน่วยประมวลผลกราฟิกหรือ GPU ที่ทำความเร็วได้พุ่งทะยานถึง 7 เท่าเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทำให้การแสดงผลบนหน้าปัดนาฬิกาหรือการเล่นแอปพลิเคชันต่างๆ มีความสมจริงและตอบสนองได้ทันใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ NPU ใหม่ที่ช่วยจัดการงานด้าน AI แบบใช้พลังงานต่ำ เช่น การจดจำคำสั่งเสียงและการตัดเสียงรบกวน ซึ่งถือเป็นฟีเจอร์พื้นฐานที่จำเป็นมากสำหรับอุปกรณ์ที่ต้องสวมติดตัวตลอดเวลา

ความล้ำหน้าของ Snapdragon Wear Elite ยังรวมถึงการเป็นชิปสำหรับอุปกรณ์สวมใส่รุ่นแรกที่มี Hexagon NPU แยกเฉพาะ ซึ่งรองรับโมเดล AI ขนาดใหญ่ถึงสองพันล้านพารามิเตอร์ สิ่งนี้จะช่วยสร้างประสบการณ์ AI ส่วนบุคคลที่ชาญฉลาดกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำตามบริบทของผู้ใช้ การโต้ตอบด้วยเสียงที่เป็นธรรมชาติ ไปจนถึงการมีเอเจนท์ AI ส่วนตัวที่คอยช่วยจัดการตารางงานและกิจกรรมต่างๆ แทนเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ

snapdragon-wear-elite-release

ในด้านการใช้งานจริง ผู้ใช้ Wear OS จะได้รับอานิสงส์เต็มๆ เพราะชิปรุ่นนี้ช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้นานขึ้นถึง 30% และรองรับการชาร์จไวที่เติมพลังงานได้ถึง 50% ภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น ส่วนเรื่องการเชื่อมต่อก็จัดเต็มทั้ง 5G, Wi-Fi พลังงานต่ำ, บลูทูธ 6.0 และเทคโนโลยีระบุตำแหน่งที่แม่นยำอย่าง UWB ทำให้สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ๆ สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองอย่างอิสระโดยไม่ต้องพึ่งพาโทรศัพท์ตลอดเวลา

Qualcomm ยืนยันว่าพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Motorola และ Samsung ต่างให้การสนับสนุนแพลตฟอร์มนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งต้องรอดูว่าพลังของ Snapdragon Wear Elite จะช่วยให้ผู้ผลิตนาฬิกาฝั่ง Android สามารถแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจาก Apple Watch ที่ครองส่วนแบ่งกว่าครึ่งในปัจจุบันได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือนี่คือการยกระดับอุปกรณ์สวมใส่ให้กลายเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วบนข้อมืออย่างแท้จริง

ที่มา
Engadget

Artherlus

แค่คนทั่วไปที่หลงใหลในวงการไอที
Back to top button