เทคโนโลยี

Microsoft ยอมรับสภาพเตรียมรื้อระบบ Windows 11 ใหม่เพื่อกู้คืนความเชื่อมั่น

ซ่อมพื้นฐานก่อนที่ผู้ใช้จะหนีไป Linux

ดูเหมือนว่า Windows 11 จะเดินทางมาถึงจุดแตกหักเมื่อ Microsoft ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าถึงเวลาต้องสังคายนาตัวระบบกันยกใหญ่ หลังจากที่ผ่านพ้นปี 2025 มาด้วยเสียงวิจารณ์ระงมทั้งเรื่องบั๊กที่แก้ไม่ตก ประสิทธิภาพที่อืดอาด และโฆษณาที่โผล่มากวนใจจนน่ารำคาญ ล่าสุด Pavan Davuluri ประธานฝ่าย Windows และอุปกรณ์ ได้ออกมาให้คำมั่นสัญญาว่า ตลอดทั้งปี 2026 นี้ ทีมวิศวกรจะใช้กลยุทธ์ Swarming หรือการระดมกำลังเพื่อจัดการกับปัญหาหลักๆ ที่ผู้ใช้ส่งเสียงสะท้อนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องความเสถียรและความเร็วของระบบที่ดูจะสวนทางกับสเปกเครื่องในปัจจุบัน

ปัญหาของ Windows 11 ไม่ได้มีแค่เรื่องทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้สึกถูกยัดเยียดที่ผู้ใช้ต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามบีบให้ใช้เบราว์เซอร์ Edge และ Bing แม้เราจะตั้งค่า Default เป็นตัวอื่นไว้แล้ว หรือความยุ่งยากในการสร้าง Local Account ที่ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ Microsoft อยากให้ทุกคนผูกบัญชีออนไลน์มากกว่า นี่ยังไม่นับรวมโฆษณา OneDrive และ Microsoft 365 ที่ขยันเด้งขึ้นมาถามบ่อยจนนึกว่ากำลังใช้ซอฟต์แวร์แถมฟรีที่ติดมากับโน้ตบุ๊กสมัยก่อน

ความเชื่อมั่นที่ลดลงยังถูกซ้ำเติมด้วยการผลักดัน AI อย่าง Copilot เข้าไปในทุกอณูของระบบปฏิบัติการ ตั้งแต่แถบ Taskbar ไปจนถึงแอปพื้นฐานอย่าง Paint และ Notepad ซึ่งสำหรับผู้ใช้ทั่วไปแล้ว ฟีเจอร์ AI เหล่านี้ดูจะยังไม่มีประโยชน์มากพอที่จะทำให้รู้สึกคุ้มค่ากับการแลกมาด้วยทรัพยากรเครื่อง หรือความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะฟีเจอร์ Recall ที่เคยเป็นประเด็นร้อนเรื่องการแอบบันทึกภาพหน้าจอ จนทำให้หลายคนเริ่มมองหาทางเลือกใหม่อย่าง Linux ที่พักหลังมานี้เริ่มพัฒนาจนเล่นเกมได้ลื่นไหลไม่แพ้กัน

microsoft-windows-11-retrust

หากย้อนดูต้นปี 2026 ที่ผ่านมา Windows 11 เพิ่งสร้างวีรกรรมด้วยอัปเดตเดือนมกราคมที่ทำให้เครื่องขององค์กรหลายแห่งเปิดไม่ติด (Boot Fail) หรือปัญหาเครื่องปิดไม่ได้ (Shutdown issues) จนต้องออกแพตช์ฉุกเฉินตามแก้กันพัลวัน เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการเร่งรีบเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ โดยไม่สนความแข็งแรงของรากฐานกำลังส่งผลเสียอย่างรุนแรง Microsoft จึงตัดสินใจเบรกโปรเจกต์ล้ำๆ บางส่วน เพื่อกลับไปซ่อมสิ่งเบสิกอย่าง Dark Mode ที่ยังทำงานผิดเพี้ยน หรือ File Explorer ที่ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์

ในแง่ของธุรกิจ หาก Microsoft ยังกู้ศรัทธากลับมาไม่ได้ อาจส่งผลต่อยอดขายพีซีและโน้ตบุ๊กในระยะยาว เพราะความรักในแบรนด์ที่ Satya Nadella เคยตั้งเป้าไว้ว่าอยากให้คนรัก Windows แทนที่จะแค่ต้องใช้ Windows กำลังเลือนหายไป การที่ทีมงาน Windows Insider เปลี่ยนโฉมหน้าไปเป็นองค์กรที่ดูห่างเหินจากชุมชนผู้ใช้ ยิ่งทำให้ช่องว่างความเชื่อใจกว้างขึ้น การขยับตัวครั้งนี้จึงถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญว่า Windows จะยังคงเป็นระบบปฏิบัติการเบอร์หนึ่งในใจผู้ใช้ได้ต่อไปหรือไม่

สุดท้ายนี้ การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้าจะเป็นบทพิสูจน์ว่า Microsoft จะทำตามสัญญาได้จริงไหม หรือจะเป็นเพียงแค่การขายฝันครั้งใหม่เพื่อประคองตัวไปวันๆ สำหรับผู้ใช้งานอย่างเรา สิ่งที่ต้องการคงไม่ใช่ AI ที่วาดรูปได้ แต่เป็นระบบปฏิบัติการที่เปิดเครื่องมาแล้วทำงานได้ลื่นไหล ไม่ค้าง และเคารพความเป็นส่วนตัวของเราจริงๆ ก็เพียงพอแล้ว

ที่มา
The Verge

Artherlus

แค่คนทั่วไปที่หลงใหลในวงการไอที
Back to top button