Microsoft กับสิทธิบัตรใหม่นำ AI มาช่วยผู้เล่นผ่านบอสที่ยากเกินไป
ส่องสิทธิบัตรสุดล้ำที่อาจเปลี่ยนวงการเกม

มีการค้นพบสิทธิบัตรฉบับล่าสุดของ Microsoft ที่กำลังซุ่มพัฒนาผู้ช่วย AI อัจฉริยะสำหรับเหล่าเกมเมอร์บนเครื่อง Xbox โดยเจ้า AI ตัวนี้ไม่ได้มาเพียงแค่บอกทางหรือแนะนำไอเทมเท่านั้น แต่มันสามารถกระโดดลงมาจับจอยคอนโทรลเลอร์เสมือนจริงเพื่อเล่นเกมแทนผู้เล่นได้ทันที เหมาะสำหรับใครที่กำลังติดแหง็กอยู่กับบอสสุดโหดที่ตายซ้ำตายซากจนอยากจะปาเครื่องทิ้ง งานนี้แค่นั่งพักจิบน้ำเฉยๆ แล้วปล่อยให้เทคโนโลยีจัดการให้ก็ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป
รายละเอียดในสิทธิบัตรที่มีชื่อว่า State Management for Video Game Help Sessions ระบุถึงระบบ Cloud ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นร้องขอความช่วยเหลือจาก ตัวช่วย เพื่อเข้ามาควบคุมเซสชันการเล่นชั่วคราว ซึ่งในเอกสารมีการระบุชัดเจนว่าตัวช่วยที่ว่านี้อาจจะเป็นผู้เล่นคนอื่น หรือจะเป็นโมเดล AI ที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีก็ได้ ระบบนี้จึงล้ำหน้าไปกว่าการเรียกเพื่อนมาช่วยสู้ในเกมตระกูล Dark Souls เพราะมันคือการส่งไม้ต่อให้ AI เคลียร์ด่านที่ยากเกินความสามารถให้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
จังหวะการปรากฏของสิทธิบัตรนี้ช่างประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ Microsoft Gaming เพิ่งมีการเปลี่ยนตัวแม่ทัพคนใหม่มาเป็น Asha Sharma หลังจากที่ Phil Spencer และ Sarah Bond ได้ก้าวลงจากตำแหน่ง โดย Asha Sharma เพิ่งจะประกาศกร้าวไปไม่นานว่าเธอไม่มีความอดทนต่อ AI คุณภาพต่ำ และยืนยันว่าจะไม่ยอมให้มี AI ที่ไร้วิญญาณเข้ามาถาโถมจนล้นระบบนิเวศของ Xbox แน่นอน ซึ่งนี่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ว่าฟีเจอร์นี้จะถูกพัฒนาต่อในทิศทางไหนภายใต้การนำของเธอ

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปจะพบว่าสิทธิบัตรนี้ถูกยื่นจดทะเบียนไว้ตั้งแต่ช่วงปี 2024 ก่อนที่ Asha Sharma จะเข้ารับตำแหน่ง CEO เมื่อเดือนที่แล้วเสียอีก ดังนั้นทิศทางของโครงการนี้จึงยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่ถ้ามองในมุมของความสะดวกสบาย ฟีเจอร์นี้อาจจะถูกจัดอยู่ในหมวด AI ที่ดี หากมันสามารถช่วยลดความตึงเครียดในการเล่นเกมได้จริง โดยไม่ทำลายอรรถรสเดิมๆ ของการเป็นเกมเมอร์จนเกินไป
สิ่งที่น่าสนใจคือ Microsoft ไม่ใช่เจ้าเดียวที่คิดเรื่องนี้ เพราะคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง Sony ก็เพิ่งจดสิทธิบัตร Ghost Player หรือระบบผู้ช่วยเสมือนที่สามารถเข้ามาควบคุมเกมแทนมนุษย์ได้เช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกกำลังพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมการเล่นเกมจากการลงมือทำเองทั้งหมด เป็นการเฝ้าดูและสั่งการผ่านหน้าจอทีวีหรือเครื่อง โน้ตบุ๊ก แทน ซึ่งถือเป็นเทรนด์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในยุคที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์
ท้ายที่สุดแล้วต้องไม่ลืมว่าการจดสิทธิบัตรนั้นเป็นเรื่องปกติของบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องการปกป้องแนวคิดของตนเอง ซึ่งแต่ละปีมีการจดไว้หลายพันรายการแต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้จริงทั้งหมด ทว่าหากพิจารณาจากกระแสโลกที่พยายามผลักดัน AI เข้ามามีบทบาทในทุกมิติของชีวิต ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้เราอาจจะได้เห็นปุ่ม กดให้ AI เล่นแทน ปรากฏขึ้นบนหน้าจอจริงๆ ก็ได้







