เทคโนโลยี

ผู้กำกับ Kingdom Come ชี้ AI เป็นเทรนด์ที่หยุดไม่ได้

เชื่อ AI คือทางรอดของนักพัฒนา

กลายเป็นประเด็นร้อนที่เหล่าเกมเมอร์และคนทำงานสายอาร์ตต้องหันมามอง เมื่อ Daniel Vávra ผู้กำกับและผู้เขียนบทมือฉมังจากซีรีส์ Kingdom Come: Deliverance ออกมาประกาศจุดยืนผ่าน X เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ว่า AI ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่มันอยู่ที่นี่และจะไม่ไปไหนแน่นอน ความคิดเห็นของเขาสอดคล้องกับ Hideo Kojima บิดาแห่งซีรีส์ Metal Gear ที่เคยคาดการณ์ว่า AI จะเข้ามาสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจุดยืนนี้ต่างจาก CEO ของ Take-Two อย่าง Strauss Zelnick ที่ยังคงพยายามรักษาระยะห่างจากเทคโนโลยีนี้อยู่

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน Daniel Vávra ได้ยกตัวอย่างคลิปวิดีโอจากแฟนคลับที่ใช้ AI สร้างตัวอย่างหนังแบบสมจริง (Photorealistic) ซึ่งเป็นฉากการต่อสู้ของอัศวินและเมืองที่กำลังลุกเป็นไฟ เขาเน้นย้ำว่าหากใช้วิธีดั้งเดิมต้องใช้ทีมงานชุดใหญ่และเวลาทำงานหลายสัปดาห์ แต่ AI ตัวนี้ถูกสร้างโดยคนเพียงคนเดียวในเวลาแค่ 2 วันเท่านั้น ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งนี้ทำให้เขามองว่าการนำ AI มาใช้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการสร้างผลงานระดับมหากาพย์ในยุคที่ต้นทุนและเวลาเป็นปัจจัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นของเขาทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโซนคอมเมนต์ โดยกลุ่มที่เห็นด้วยมองว่า AI คือเครื่องมือที่จะช่วยให้คนตัวเล็กๆ ที่มีไอเดียเจ๋งๆ สามารถสร้างผลงานระดับ AAA ได้โดยไม่ต้องง้อเงินทุนมหาศาลจากบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งถือเป็นการกระจายอำนาจทางความคิดสร้างสรรค์ให้เข้าถึงทุกคนได้ง่ายขึ้น แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็กังวลว่างานศิลปะจาก AI จะขาดจิตวิญญาณและกลายเป็นความงามที่ไร้ชีวิตชีวา รวมถึงความเสี่ยงเรื่องการตกงานของสายอาชีพดั้งเดิม

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Daniel Vávra ออกมาหนุนหลังการใช้เทคโนโลยีนี้ เพราะย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2025 เขาเคยออกตัวปกป้อง Larian Studios (ผู้สร้าง Baldur’s Gate 3) ที่ถูกโจมตีเรื่องการทดลองใช้ AI ในขั้นตอนพัฒนา โดยเขาเปรียบเปรยกลุ่มคนที่ต่อต้าน AI ว่าไม่ต่างอะไรกับกลุ่มคนที่พยายามทุบเครื่องจักรไอน้ำในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เพราะสุดท้ายแล้วเทคโนโลยีที่ช่วยให้งานยากๆ กลายเป็นเรื่องง่ายจะชนะเสมอในเชิงธุรกิจ

สำหรับตัวเกมล่าสุดอย่าง Kingdom Come: Deliverance 2 ที่เพิ่งวางจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2025 (หนึ่งปีก่อนหน้าบทสัมภาษณ์นี้) แม้จะเน้นความสมจริงทางประวัติศาสตร์และงานฝีมือที่ละเอียดลออ แต่ Daniel Vávra ก็ยอมรับว่ามีการใช้เครื่องมืออย่าง Topaz Labs ในการอัปสเกลพื้นผิว (Textures) บางส่วนจากภาคแรกให้คมชัดขึ้น ซึ่งเขามองว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีมาช่วยกำจัดงานที่น่าเบื่อและซ้ำซากออกไป เพื่อให้ทีมงานได้โฟกัสกับหัวใจสำคัญของเกมจริงๆ

ในอนาคตอันใกล้ Daniel Vávra ยังแอบแง้มความฝันที่อยากเห็นในเกมแนว RPG คือการใช้ AI มาช่วยให้ผู้เล่นสามารถ ถามอะไรก็ได้ กับ NPC ทุกตัวในเกม ไม่ว่าจะเป็นการถามทางหรือถามสารทุกข์สุกดิบ โดยให้ AI ประมวลผลคำตอบออกมาเป็นภาษาโบราณที่สมจริงตามบริบทของเกม ซึ่งเขาเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะพร้อมใช้งานในเร็วๆ นี้ และจะเปลี่ยนโฉมหน้าการเล่นเกมแนวสวมบทบาทไปตลอดกาล

ที่มา
Notebookcheck

Artherlus

แค่คนทั่วไปที่หลงใหลในวงการไอที
Back to top button