เทคโนโลยี

[รีวิว] HyperX Pulsefire Haste 2 Wireless

เมาส์รุ่นสานต่อดีไซน์แจ่ม น้ำหนักเบาเพียง 61 กรัม

HyperX Pulsefire Haste 2 Wireless เมาส์เกมมิ่งรุ่นสานต่อได้ถูกปล่อยออกมาให้เราได้ใช้งานกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การมาถึงของรุ่นใหม่ยังคงเอาไว้ซึ่งความดีงามอย่างเรื่องของน้ำหนักตัวเมาส์ที่หนักเพียง 61 กรัมเท่านั้น พร้อมการปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่จากเดิมที่เป็นแบบรวงผึ้งให้กลายมาเป็นแบบมีผิวสัมผัสแบบเต็มพื้นที่แทน จะมีอะไรที่น่าสนใจอีกบ้างเราไปหาคำตอบกันเลย

Design

สิ่งที่เราเห็นได้ชัดอย่างแรกในการมาถึงของ HyperX Pulsefire Haste 2 Wireless คงหนีไม่พ้นการออกแบบที่แตกต่างไปจากเดิม พื้นผิวทั้งหมดในตอนนี้ได้ถูกกลืนกินเข้าไปด้วยกันทั้งหมด ไม่มีช่องว่างแบบรวงผึ้งให้เราได้เห็นกันอีกต่อไป แน่นอนว่านี่เป็นรูปแบบที่ผู้ใช้งานทุกรายน่าจะพึงพอใจกันไม่น้อย

อย่างไรก็ตามหากดูที่การวางตำแหน่งปุ่มกดรอบตัวจะพบว่าเมาส์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวออกมาในครั้งนี้ไม่ได้มีการจัดเรียงตำแหน่งที่ต่างไปจากเดิม ข้อดีอย่างแรกคือเราไม่ต้องปรับตัวใด ๆ และอย่างที่สองตำแหน่งการวางไม่ได้แตกต่างจากเมาส์ปกติทั่วไปที่เราพบได้

การเปลี่ยนพื้นผิวจากรวงผึ้งมาเป็นแบบผิวปกติทำให้สิ่งที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาอีกอย่างเป็นเรื่องของโลโก้ HyperX ที่ถูกเพิ่มเข้ามาบริเวณด้านท้ายของเมาส์

พลิกมาดูกันที่ด้านล่างจะพบว่า HyperX Pulsefire Haste 2 Wireless มาพร้อมกับการจัดเรียงตำแหน่งที่คล้ายกันแต่ในส่วนของปุ่มเปิดปิดการใช้งานจะถูกแบ่งออกมาเป็นอีก 2 รูปแบบการเชื่อมต่อ และนี่คือสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมเนื่องจากตัวเมาส์รองรับการเชื่อมต่อทั้งในรูปแบบของ Bluetooth และ Wireless 2.4GHz

พื้นที่สำหรับการแสดงผลไฟ RGB อยู่ที่ Scroll Wheel เช่นเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับปุ่มเปลี่ยนโปรไฟล์ที่ไม่มีการใส่มาให้เช่นกัน

ในแง่ของความด้านพื้นผิวเมื่อได้สัมผัสไปจะพบว่า HyperX Pulsefire Haste 2 Wireless มีพื้วผิวที่ดูจะราบเรียบกว่ารุ่นก่อน อย่างไรก็ตามเมื่อใช้งานจริงพบว่าไม่ได้มีความแตกต่างกันเท่าไหร่นัก ไม่มีอาการนิ้วลื่นเมื่อใช้งานไปเป็นระยะเวลานานก็ต้องยอมรับว่าการออกแบบและวัสดุที่เลือกใช้งานในรุ่นใหม่ไม่ได้ทำให้การใช้งานลำบากแต่อย่างใด

สิ่งที่ถูกเปลี่ยนแปลงและเราไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอกเป็นเรื่องของสวิตช์จากของเดิมใช้งานเป็น TTC Golden ในรุ่นใหม่มีการปรับมาใช้งานสวิตช์ของทาง HyperX โดยตรงโดยใช้งานชื่อเดียวกันกับแบรนด์ ตัวเลขเดียวที่เรามองเห็นได้ชัดคือความทนทานที่สามารถกดได้สูงสุดถึง 100 ล้านครั้งจากเดิม 80 ครั้ง

เช่นเดียวกันกับความไวเมาส์ที่ถูกเพิ่มขึดจำกัดขึ้นจากเดิม 16,000 DPI ขยับขึ้นมาเป็น 24,000 DPI มาพร้อมกับค่า Pooling Rate สูงถึง 8,000 Hz

อุปกรณ์ภายในกล่องมีให้มาแบบเดียวกันคือสายที่สามารถถอดออกได้ ตัวรับสัญญาณ Hub สำหรับขยายสัญญาณเวลาที่ต้องการใช้งานเมาส์ในระยะที่ไกลกว่าปกติ

Experience

จากที่ได้ลองใช้งาน HyperX Pulsefire Haste 2 Wireless พบว่าการปรับเปลี่ยนมาใช้งานดีไซน์แบบปกติที่ไม่ใช่แบบรวงผึ้งทำให้ไม่ต้องปรับตัวเมื่อต้องใช้งานในช่วงแรก อีกทั้งยังทำให้การใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้นไม่รู้สึกว่าบริเวณมือมีส่วนที่ถูกดูดลงไปจากการที่มีช่องอยู่ด้านบนของเมาส์

สิ่งที่เราอาจจะต้องแลกกันคือหากใช้งานไปสักระยะอาจจะพบว่ามีการทิ้งร่องรอยของเหงื่อหรือคราบเอาไว้มากกว่า สาเหตุอาจจะมาจากการที่ตัวเมาส์ที่เราได้มาเป็นสีขาวทำให้อาจจะเกิดร่องรอยได้ง่ายกว่า ขณะเดียวกันช่องว่างที่เกิดขึ้นจากรุ่นก่อนยังช่วยให้การหมุนเวียนของอาการทำให้ไม่มีคราบเหงื่อออกมาให้ได้เห็นกัน

ในส่วนของความต่างระหว่างปุ่มกด HyperX เมื่อนำไปเทียบกับ TTC Golden ของเดิมหากให้พูดด้วยความเป็นจริงแบบที่ไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดการกดจะพบว่าไม่มีความแตกต่างกันเท่าไหร่นัก แต่หากฟังจากเสียงกดจะพบว่าสวิตช์แบบใหม่มีเสียงที่ฟังแล้วดูแน่นกว่าเดิม ค่า Polling Rate 8,000 Hz พร้อมเซ็นต์เซอร์ HyperX 26K ทำให้มีความแม่นยำเวลาลากเมาส์และสะบัดได้ดี วางใจได้ในจังหวะสำคัญภายในเกม

การปรับแต่งเราสามารถทำได้ผ่าน HyperX NGENUITY สามารถที่จะปรับแต่งได้อิสระพอสมควรในแง่ของการตั้งค่าปุ่มกด เช่นเดียวกับการปรับแสงไฟ RGB ที่ยังคงมีให้ปรับได้ 3 รูปแบบเช่นเดิม เลือกสีที่ต้องการให้แสดงผลได้เวลากดเปลี่ยนค่า DPI เรียกว่ามีให้ปรับแต่งเท่าที่ตัวเมาส์จะสามารถรองรับได้

แบตเตอรี่ไม่ได้ถูกปรับแต่งจากเดิมเนื่องจากตัวเมาส์อย่าง HyperX Pulsefire Haste 2 Wireless ตามตัวเลขสเปคที่มีการบอกเอาไว้สามารถที่จะใช้งานได้ในโหมดไร้สายได้สูงสุด 100 ชั่วโมง ซึ่งการใช้งานจริงนับว่าเป็นไปตามที่ได้มีการลงเอาไว้ แต่พิเศษขึ้นมาด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อแบบ Bluetooth ทำให้เราสามารถที่จะใช้งานเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้หลากหลาย

Conclusion

HyperX Pulsefire Haste 2 Wireless หากให้พูดในแง่ของความเปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนคงต้องบอกว่าเป็นการเปลี่ยนเพื่อให้ผู้ใช้งานทุกรายสามารถเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น เนื่องจากการออกแบบที่ถูกยกเครื่องใหม่ให้กลายเป็นแบบเดียวกันกับที่เราใช้งานกัน ภายในมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสวิตช์และเซ็นเซอร์ให้เป็นของทาง HyperX ถือว่าประสบความสำเร็จในแง่ของผลลัพธ์ที่ได้ออกมา น้ำหนักเบา 61 กรัม ราคา 2,690 บาท หากใครที่กำลังมองหาเมาส์สำหรับการเล่นเกมที่สามารถนำไปใช้งานได้กับหลากอุปกรณ์พกพาสะดวกถือว่าน่าสนใจไม่น้อย

ข้อดี

– ปรับการออกแบบใหม่ให้กลายมาเป็นเมาส์ที่มีพื้นผิวการใช้งานอันคุ้นตา

– รูปทรงของเมาส์ที่สามารถใช้งานได้ทั้งมือซ้ายและขวา

– รองรับการปรับแต่งความไวเมาส์สูงถึง 24,000 DPI พร้อม Polling Rate 8,000 Hz

– รองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบ Bluetooth และ Wireless 2.4

– น้ำหนักเบาเพียง 61 กรัม

– ใช้งานได้นานเกือบ 100 ชั่วโมง

– ปรับแต่งอุปกรณ์ได้ผ่าน HyperX NGENUITY

ข้อสังเกต

– ค่อนข้างมีปัญหาในช่วงแรกที่ต้องการใช้งานด้วยโหมดไร้สาย คาดว่าเป็นเรื่องของเฟิร์มแวร์ที่ยังต้องรอการอัปเดตในอนาคต

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทาง HyperX แห่งประเทศไทยที่ได้ทำการส่ง HyperX Pulsefire Haste 2 Wireless มาให้เราได้ทำการทดสอบใครที่สนใจสามารถหาซื้อได้แล้ววันนี้ตามช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ และร้านค้าไอทีชั้นนำทั่วไป

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและสั่งซื้อสินค้าได้ที่ : [คลิก]

Artherlus

แค่คนทั่วไปที่หลงใหลในวงการไอที
Back to top button