
ข่าวดีสำหรับคนชอบคุยกับ AI ระหว่างเดินทาง เพราะล่าสุด OpenAI ได้เซอร์ไพรส์ผู้ใช้งานด้วยการนำโหมดเสียง (Voice Mode) ของ ChatGPT มาลงบน Apple CarPlay อย่างเป็นทางการแล้ว โดยผู้ที่ใช้งาน iPhone ที่อัปเดตเป็น iOS 26.4 ขึ้นไป และมีแอปเวอร์ชันล่าสุด สามารถเชื่อมต่อกับรถที่รองรับ CarPlay เพื่อเริ่มบทสนทนาได้ทันทีเพียงแค่แตะเลือก New voice chat บนหน้าจอรถยนต์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ AI เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันบนท้องถนนได้สะดวกยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การใช้งาน ChatGPT บนรถยนต์ยังมีข้อจำกัดที่น่าสนใจหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยที่ Apple ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง นั่นคือตัวแอปจะไม่แสดงข้อความหรือรูปภาพใดๆ บนหน้าจอคอนโซลรถเพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิผู้ขับขี่ และที่สำคัญคือ ChatGPT ไม่สามารถสั่งการฟังก์ชันต่างๆ ของตัวรถได้ เช่น การปรับอุณหภูมิแอร์หรือการเปลี่ยนเพลง ซึ่งหน้าที่เหล่านี้ยังคงเป็นสิทธิ์ขาดของ Siri แต่เพียงผู้เดียว
อีกหนึ่งจุดที่ผู้ใช้อาจจะยังไม่คุ้นเคยคือ ChatGPT บน CarPlay จะไม่มีคำสั่งเรียกใช้งาน (Wake Word) เหมือนกับ Hey Siri ดังนั้นหากต้องการเริ่มคุยหรือกลับไปคุยในแชตเดิมที่พินไว้ ผู้ขับขี่จำเป็นต้องเอื้อมมือไปกดที่ไอคอนแอปบนหน้าจอด้วยตัวเองก่อนหนึ่งครั้งเพื่อเริ่มเซสชันการฟัง ซึ่ง Apple ออกแบบมาเพื่อป้องกันความสับสนและการเรียกใช้งานโดยไม่ตั้งใจระหว่างขับรถ

ทางด้าน OpenAI แนะนำว่าผู้ใช้สามารถใช้ประโยชน์จากโหมดเสียงนี้ในการขอคำแนะนำเบื้องต้น การระดมสมองคิดไอเดียใหม่ๆ ขณะรถติด หรือแม้แต่การฝึกภาษาในระหว่างเดินทางไกล ซึ่งช่วยเปลี่ยนเวลาว่างบนท้องถนนให้กลายเป็นเวลาแห่งการเรียนรู้ได้อย่างคุบค่า แม้ว่าปัจจุบันหน้าต่างบริบท (Context Window) ของการใช้งานบนรถจะเน้นไปที่การโต้ตอบแบบสั้นๆ เพื่อความปลอดภัย แต่ก็เพียงพอสำหรับการสอบถามข้อมูลทั่วไปหรือการสรุปเนื้อหาสำคัญ
สำหรับผู้ใช้งานในประเทศไทยที่ต้องการฟีเจอร์จัดเต็มมากขึ้น ปัจจุบัน OpenAI มีแพ็กเกจให้เลือกหลากหลาย โดยมีน้องใหม่อย่าง ChatGPT Go ในราคาประมาณ 259 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่อยากอัปเกรดจากรุ่นฟรี หรือหากเป็นสายโปรที่ต้องการความเร็วและฟีเจอร์ขั้นสูงอย่างโหมดเสียงระดับพรีเมียม ก็ยังมีแพ็กเกจ Plus ในราคาประมาณ 699 บาทต่อเดือน และรุ่นสูงสุดอย่าง Pro ที่ราคาประมาณ 6,999 บาทต่อเดือน (หรือ 200 ดอลลาร์สหรัฐ) ไว้คอยให้บริการ
การขยับตัวครั้งนี้ของ OpenAI ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตลาดใหม่ในกลุ่มยานยนต์เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณท้าทายไปยัง Siri ของ Apple ที่กำลังเตรียมอัปเกรดครั้งใหญ่ใน iOS 27 ที่จะถึงนี้ด้วย แฟนๆ ที่หลงรักเทคโนโลยี AI จึงควรจับตาดูให้ดีว่าในอนาคตอันใกล้ การแข่งขันของเหล่าผู้ช่วยอัจฉริยะบนหน้าปัดรถยนต์จะทำให้ชีวิตการเดินทางของเราสะดวกสบายและสนุกขึ้นได้มากขนาดไหน







