
Apple เตรียมเดินหน้าใช้กระบวนการผลิตระดับ 2 นาโนเมตรจาก TSMC เพียงรายเดียวสำหรับชิปประมวลผลรุ่นใหม่อย่าง A20 ที่คาดว่าจะนำมาใช้ใน iPhone 18 Pro แม้การก้าวข้ามขีดจำกัดด้านความแรงในครั้งนี้จะช่วยให้ Apple ครองความเป็นผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟนต่อไปได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นมหาศาล โดยมีรายงานว่า TSMC กำลังครองตลาดเซมิคอนดักเตอร์ยุคใหม่หลังจากคว้าคำสั่งซื้อชิปขนาด 2 นาโนเมตรจากทั้ง Qualcomm และ MediaTek ไปได้ด้วยเช่นกัน
ค่าใช้จ่ายสำหรับการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ข้อมูลจาก Economic Daily News ระบุว่าชิป A20 สำหรับ iPhone 18 Pro อาจมีต้นทุนสูงถึง 280 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9,660 บาทต่อชิ้น ซึ่งถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นกว่า 80% เมื่อเทียบกับชิปในรุ่นปัจจุบัน จนวงการอุตสาหกรรมต่างยกให้เป็นชิปมือถือที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ สอดคล้องกับคำเตือนก่อนหน้านี้ที่ว่า TSMC มีแผนจะปรับขึ้นราคาการผลิตในโหนดขั้นสูงเพื่อสะท้อนต้นทุนเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น
TSMC ได้เริ่มสายการผลิตระดับ 2 นาโนเมตร (N2) อย่างเป็นทางการไปเมื่อไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 และยังคงเร่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมผลักดันกระบวนการผลิตแบบ N2P ที่ได้รับการปรับปรุงให้ประหยัดพลังงานและทำงานได้เร็วขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นอกจาก Apple ที่เป็นลูกค้ารายใหญ่แล้ว ชิปเรือธงอย่าง Snapdragon 8 Elite Gen 6 ของ Qualcomm และ Dimensity 9600 ของ MediaTek ก็มีกำหนดจะใช้เทคโนโลยีการผลิตใหม่นี้เช่นเดียวกัน

ทางด้านคู่แข่งอย่าง Samsung ก็ไม่ได้อยู่เฉย โดยเพิ่งเปิดตัวชิป Exynos 2600 ขนาด 2 นาโนเมตรของตัวเอง ซึ่งมาพร้อมสถาปัตยกรรมแบบ Gate-All-Around (GAA) ที่ช่วยยกระดับการทำงานด้าน Generative AI อย่างก้าวกระโดด แต่ดูเหมือนว่าชิปดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy ของ Samsung เองเป็นหลัก มากกว่าที่จะมาแย่งส่วนแบ่งการรับจ้างผลิตจาก TSMC ในระยะเวลาอันใกล้นี้
ราคาชิปที่พุ่งสูงขึ้นกลายเป็นโจทย์ยากสำหรับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลก เนื่องจากต้องเผชิญกับราคาหน่วยความจำที่กำลังขยับสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่าปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อยอดการจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกในปี 2026 ให้ชะลอตัวลง เมื่อต้นทุนวัตถุดิบ (Bill of Materials) เพิ่มขึ้นในแทบทุกส่วน ผู้ผลิตอาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องผลักภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนไปที่ราคาขายหน้าร้าน
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมที่ล้ำหน้ามาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย และผู้บริโภคอาจต้องเตรียมรับแรงกระแทกจากราคา iPhone รุ่นใหม่ที่อาจจะพุ่งสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตที่แพงเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่สมาร์ทโฟนฝั่ง Android รุ่นเรือธงเองก็มีแนวโน้มจะปรับราคาขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน ทำให้ปี 2026 กลายเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับตลาดมือถือระดับไฮเอนด์







