เปรียบเทียบ Pokémon Let’s GO VS. Fire Red & Leaf Green บน Nintendo Switch
สองเกมรีเมคจาก Gen 1 พาผจญภัยในดินแดนคันโตเหมือนกัน แต่ต่างกันหลายอย่าง

เปิดตัวแล้วกับ Pokémon Fire Red & Leaf Green ภาครีเมคจากเครื่องเล่นเกมบอยที่หลายคนน่าจะได้เติบโตมาด้วยกันในเวอร์ชันนี้ แต่ถึงอย่างไรนั่นหมายความว่า Nintendo Switch กำลังจะมีเกมที่เป็นการรีเมค ‘Gen 1’ ถึงสองแบบ เพราะมี Let’s GO Pikachu & Eevee ที่เคยจำหน่ายตั้งแต่ปี 2018 ว่าแล้วหลายคนก็คงสงสัยไม่น้อยว่าจะเลือกภาคไหนกันดี วันนี้ ThisIsGame Thailand ก็ขอพาทุกคนมาเปรียบเทียบกันเพื่อช่วยตัดสินใจครับ
- การดำเนินเนื้อเรื่อง

ทั้งสองเกมนี้ใช้โครงเรื่องแบบเดียวกันนั่นคือตัวละครเทรนเนอร์มือใหม่ตัดสินใจออกเดินทางทั่วภูมิภาคคันโต ต่อสู้กับแก๊งร็อคเก็ต ต่อสู้หัวหน้ายิมทั้ง 8 คน ก่อนไปพบกับจตุรเทพและโค่นแชมเปี้ยน แต่สำหรับ Fire Red & Leaf Green เราจะต้องเลือกโปเกมอนคู่ใจจากกลุ่ม Starter (น้ำ พืช ไฟ) ขณะที่ Let’s GO เราจะมีโปเกมอนเริ่มต้นตามภาคของตัวเอง นอกจากนี้แก๊งร็อคเก็ตในภาค Let’s GO จะมี มุซาชิ กับ โคจิโร่ มาปรากฏตัวด้วย โดยรวมจะคล้ายกับภาค Yellow บนเครื่องเกมบอย
- ปริมาณโปเกมอนที่สามารถพบได้

เกมภาค Let’s GO มาพร้อมกับโปเกมอนมาตรฐาน 151 ตัว ซึ่งแบ่งแยกกันตามภาคอย่างละครึ่ง และยังมีโปเกมอนพิเศษอย่าง เมลตัน ด้วย นอกจากนี้หากโปเกมอนในกลุ่มแรกมีร่างพิเศษอย่าง Alolan Form จะสามารถนำมาใช้งานในภาคนี้ได้ และสามารถถ่ายโอนออกสู่ HOME ได้ ขณะที่ภาค Fire Red & Leaf Green จะมีโปเกมอนมาตรฐาน พร้อมกับ Gen 2 ในพื้นที่ Sevii Island และยังมีโปเกมอน Gen 3 ร่างเบบี๋ที่เกิดขึ้นจากการฟักไข่ที่เป็นเมคานิกของภาคนี้
- การต่อสู้โปเกมอน
ในเกมภาค Let’s GO เปลี่ยนโปเกมอนป่าจากการวิ่งในพงหญ้าแล้วสุ่มเจอ ให้เป็นโมเดลโปเกมอนที่เราสามารถวิ่งไปหาได้ทันที โดยเราจะไม่ได้ต่อสู้กับพวกมันแต่จะสามารถใช้โปเกบอลโยนจับ และรับ EXP เหมือนกับการต่อสู้ แต่สำหรับ Fire Red & Leaf Green จะเป็นเกมภาคหลักมาตรฐานที่สุ่มโปเกมอนตามพื้นที่ต่างๆ และต้องต่อสู้กันในแบบเทิร์นเบส ทั้งนี้สำหรับภาค Let’s GO จะมีการต่อสู้ที่เกิดขึ้นระหว่างเทรนเนอร์เท่านั้น


- การควบคุม

เกมภาค Let’s GO จะบังคับให้เราใช้คอนโทรลเลอร์ Joy-Con หรือ Joy-Con 2 แบบแบ่งจอยมือเดียว ซึ่งสัมพันธ์กับการโยนโปเกบอลในแบบโมชันคอนโทรล ไม่เช่นนั้นจะต้องเสียบจอยเข้ากับเครื่องและเล่นในรูปแบบพกพา แต่สำหรับ Fire Red & Leaf Green จะเป็นเหมือนเกมมาตรฐานที่ใช้จอยเกมเล่นได้หมดทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้จอยข้างเดียว หรือ Pro Controller ก็สนุกได้
- ฟังก์ชันการเล่นหลายคน

ไฮไลต์เด็ดภาค Let’s GO คือเราสามารถเล่นตัวละครได้พร้อมกันสองคน ผจญภัยไปด้วยกันและทำให้เกมง่ายขึ้นมาก หรือถ้าเกิดอยากจะสู้กันก็รองรับโหมด Local Wireless เช่นเดียวกับโหมดออนไลน์ที่ต่อให้ไม่เจอหน้ากันก็สามารถเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ขณะที่ Fire Red & Leaf Green จะเป็นประสบการณ์เล่นคนเดียวเป็นหลัก และสามารถต่อสู้แบบ Local Wireless ได้เพียงอย่างเดียว
- Let’s GO จะมีการตกแต่งตัวละครและโปเกมอนคู่หู

ความพิเศษที่น่าจะทำให้ผู้เล่นมือใหม่หรือใครที่ชอบความมุ้งมิ้งถูกใจกับ Let’s GO ก็คือ เราสามารถออกแบบตัวละคร เลือกสีผิวและเครื่องแต่งกายของตัวเองได้อย่างอิสระ หรือจะแต่งตัวให้ทั้ง Pikachu และ Eevee ที่เป็นคู่หูได้ด้วย แต่กับภาคคลาสสิกอย่าง Fire Red & Leaf Green จะมีโอกาสเลือกเพียงแค่เพศของเทรนเนอร์ และเราจะต้องสวมชุดเดียวไปตลอด ไม่มีสกินให้ปลดล็อก
- รีเวิร์กและบาลานซ์

เกมเพลย์ของ Fire Red & Leaf Green ถือเป็นบาลานซ์ที่ได้มาตรฐานสำหรับการแข่งขันในช่วงการสนับสนุนเกม Gen III เลยครับ แต่สำหรับ Let’s GO จะเป็นบาลานซ์ที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้เล่นมาก โดยเฉพาะท่า Mega Drain และ Solar Beam ที่แรงขึ้น นอกจากนี้จะไม่มีค่า EV ด้วยเหมือนกัน อีกทั้งลืมการฟักไข่ไปได้เลยอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น
- ความทันสมัยและประสบการณ์ที่ได้รับโดยรวม

สังเกตได้ว่าภาค Fire Red & Leaf Green จะเน้นย้ำความเป็นเกมโปเกมอนคลาสสิกมากกว่าเพื่อให้ประสบการณ์ที่จริงจังและเข้มข้น แต่สำหรับ Let’s GO นั้นแม้ใช้เนื้อหาเดียวกันแต่ได้รับการออกแบบให้สามารถเข้าถึงง่าย แม้จะไม่เก่งเรื่องแบทเทิลก็เล่นจบได้สบายๆ ฟาร์มง่าย หาไชนี่ก็ง่ายขึ้นมากด้วยการทำคอมโบจับโปเกมอนชนิดเดิมเรื่อยๆ ภาพรวมของเวอร์ชันนี้จึงทันสมัยและรวดเร็ว กราฟิกสวย กระนั้นแล้วไม่มีจักรยานให้ขี่เหมือนภาคคลาสสิกนะ แต่จะได้ขี่โปเกมอนแทน!
- คอนเทนต์เสริมระหว่างแคมเปญ และหลังจบเกม

ภาค Fire Red & Leaf Green มาพร้อมซาฟารีโซน พื้นที่ที่ใช้จับโปเกมอนหายาก กับคอนเทนต์เนื้อเรื่อง Sevii Islands ที่มีสถานที่ใหม่ โปเกมอนใหม่ มินิเกม และสถานรับเลี้ยงโปเกมอนที่ช่วยให้มีการฟักไข่ หรือจะไปสู้กับสี่จตุรเทพที่มีโปเกมอนชนิดใหม่ๆ ที่ไม่มีในภาคต้นฉบับก็ได้เช่นกัน แต่สำหรับภาค Let’s GO หลังจากจบเกมแล้ว จะมีการต่อสู้กับเทรนเนอร์มืออาชีพและการทำเควสต์รับโปเกมอน Starter Gen 1 เช่นเดียวกับสู้ Red, Blue และ Green ขณะที่ซาฟารีโซนจะเป็น GO Park สำหรับถ่ายโอนโปเกมอนและเล่นมินิเกมเล็กๆ
- ราคา!
ภาค Fire Red & Leaf Green มาพร้อมกับราคา 625 บาท ในขณะที่เกมภาค Let’s GO เป็นเกมราคามาตรฐานของเครื่องเล่น Nintendo Switch ซึ่งทั้งสองเกมมีจุดร่วมเรื่องการเชื่อมต่อกับภาคใหม่ๆ ผ่านการถ่ายโอนโปเกมอนด้วย Pokémon HOME ทั้งคู่ หากสรุปแล้วใครต้องการเกม RPG ขนานแท้เนื้อเรื่องแน่นๆ และโปเกมอนที่มีมากกว่าก็เลือกเล่นภาคคลาสสิก แต่ใครอยากเล่นชิลๆ ก็เลือก Let’s GO ได้ ทั้งนี้สองภาคมีเสน่ห์ต่างกัน โดนคู่เลยเชื่อผม!
เกี่ยวกับเกม Pokémon Fire Red & Leaf Green
เกมโปเกมอนเวอร์ชันรีเมคจาก Gen 1 ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ด้วยมาตรฐานของ Gen 3 บนเครื่องเล่น GameBoy Advance โดยมีเรื่องราวของเทรนเนอร์ที่ต้องต่อสู้กับหัวหน้ายิม 8 คนและขึ้นสู๋ตำแหน่งแชมเปี้ยน พร้อมจุดเด่นในการจับโปเกมอนมาเทรน แลกเปลี่ยน และสะสมให้ครบ 151 ชนิด ซึ่งภาคนี้ได้รับการอัปเดตคอนเทนต์ใหม่เช่นเนื้อเรื่องใน Sevii Islands ที่มีโปเกมอนนอกเหนือจากภาคแรกให้ตามจับด้วย


![[สัมภาษณ์พิเศษ] โปรดิวเซอร์และผู้กำกับ Like a Dragon: Pirate Yakuza in Hawaii 14 [สัมภาษณ์พิเศษ] โปรดิวเซอร์และผู้กำกับ Like a Dragon: Pirate Yakuza in Hawaii](https://thisisgamethailand.com/wp-content/uploads/2024/10/yakuza_m-419x220.jpg)




