5 เสน่ห์ของเกมแนว Beat ’em up ที่ชวนคิดถึง
แนวเกมยอดฮิตยุค 90 ที่ตอนนี้ความนิยมถดถอย จนมีเกมแนวนี้เหลือน้อยเต็มที

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ชาวเกมเมอร์ทุกท่าน หากย้อนไปในยุค 90 ยุคที่ร้านเกมตู้และเครื่องคอนโซลกำลังรุ่งเรือง คงไม่มีใครไม่รู้จักเกมแนว Beat ’em up หรือเกมแนวเดินลุยต่อสู้ผ่านด่านกันนะครับ เกมแนวนี้เคยเป็นราชาที่ยึดครองเวลาและเหรียญในกระเป๋าของพวกเราได้อย่างอยู่หมัดตั้งแต่สมัยหยอดเล่นในตู้เกม แต่เมื่อโลกวิดีโอเกมเปลี่ยนไปสู่ยุค 3D ความนิยมของแนวนี้ก็ค่อย ๆ ถดถอยลงอย่างน่าใจหาย จนปัจจุบันแทบจะกลายเป็นเกมหาเล่นยากเต็มทีครับ ทว่าในความเงียบเหงาก็ยังมีความคิดถึง วันนี้เราเลยจะพาทุกคนย้อนวันวานไปกับ 5 เสน่ห์ของเกมแนว Beat ’em up ที่ชวนคิดถึงกันครับ
1. ความสะใจบนความเรียบง่าย

เสน่ห์ข้อแรกที่ชัดเจนที่สุดคือความสนุกแบบไม่ต้องคิดซับซ้อนครับ แตกต่างจากเกมยุคปัจจุบันที่มักจะเต็มไปด้วยระบบเปิดโลกกว้างหรือต้องเรียนรู้วิธีเล่นที่ยุ่งยาก เกมแนว Beat ’em up มีกฎเหล็กเพียงข้อเดียวคือการเดินไปข้างหน้าแล้วซัดทุกคนที่ขวางหน้า การรัวปุ่มคอมโบ ออกท่าไม้ตาย หรือจับศัตรูทุ่ม สามารถมอบความสะใจให้เราได้ทันทีอย่างเรียบง่าย แถมยังมีลูกเล่นในความทรงจำอย่างการต่อยถังขยะหรือทุบลังไม้เพื่อเก็บไก่อบชิ้นโตมาเพิ่มพลัง ซึ่งมันเป็นความเรียบง่ายที่ตอบโจทย์ความสนุกและคลายเครียดได้ดีที่สุดแล้วครับ ต่อให้คนที่เล่นเกมไม่ค่อยเป็นก็สามารถสนุกกับมันได้ด้วย
2. มิตรภาพและการทำลายมิตรภาพ

ข้อนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของเกมแนวนี้เลยครับ เพราะความสนุกจะทวีคูณเมื่อเราได้นั่งเล่นเคียงข้างกันกับเพื่อน บางคนไปเล่นด้วยกันที่ตู้เกม บางคนชวนกันมาเล่นที่บ้านในจอเดียวกัน แต่ในความสามัคคีก็มักจะซ่อนสงครามขนาดย่อมเอาไว้เสมอ ด้วยระบบ Friendly Fire ที่หลายเกมเปิดให้เราโจมตีพวกเดียวกันเองได้ จังหวะชุลมุนที่เผลอออกหมัดต่อยเพื่อนปลิว หรือการวิ่งไปแย่งอาวุธและไอเทมเพิ่มพลังชีวิตชิ้นสุดท้ายในตอนที่เพื่อนกำลังจะตายพอดิบพอดี สิ่งเหล่านี้มักจะนำไปสู่การตะโกนโวยวายและเสียงหัวเราะลั่นห้อง จนกลายเป็นการทำลายมิตรภาพแบบขำ ๆ ที่เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่ชวนให้คิดถึงบรรยากาศแบบนั้นจริง ๆ ครับ
3. งานภาพและดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์

สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และสะท้อน Pop Culture ยุค 90 ได้ดีที่สุดคืองานภาพและดนตรีประกอบครับ เกมแนวนี้มักจะมาพร้อมกับกราฟิก Pixel Art ที่มีสีสันฉูดฉาด ฉากหลังที่เป็นตรอกซอกซอยมืด ๆ แสงไฟนีออนในเมืองใหญ่ และแก๊งอันธพาลผมโมฮอว์กสวมชุดหมุดเหล็ก ควบคู่ไปกับเสียงเพลงประกอบแนว Synthwave หรือร็อกมันส์ ๆ ที่คอยบีบคั้นและกระตุ้นอะดรีนาลีนให้เราตื่นตัวตลอดการต่อสู้ งานศิลป์รวมถึงท่วงทำนองสุดเร้าใจเหล่านี้นี่แหละครับ ที่สร้างบรรยากาศเฉพาะตัวอันทรงเสน่ห์ที่ทำให้เราคิดถึงทุกครั้งที่นึกถึงเกมยุคเก่าครับ
4. ความรู้สึกที่ได้ผจญภัยผ่านด่าน

เสน่ห์อีกอย่างคือการได้บุกตะลุยผ่านด่านต่าง ๆ ครับ เกมแนวนี้ส่วนใหญ่จะมีเส้นทางให้เราเดินหน้าอย่างชัดเจน ไม่มีระบบซับซ้อนชวนหลงทางให้ปวดหัว เมื่อเราและเพื่อนพากันเอาชนะศัตรูจนผ่านด่านหิน ๆ ไปได้ ความรู้สึกภูมิใจมันจะเกิดขึ้นทันที ยิ่งได้เล่นด้วยกัน ความสำเร็จนั้นก็เหมือนเป็นรางวัลร่วมกันของพวกเราครับ นอกจากนี้ที่ปลายทางของทุกด่านยังมีบอสสุดแกร่งรอให้เราได้ร่วมมือกันวางแผนต่อสู้ ความรู้สึกร่วมที่ได้เผชิญหน้ากับความท้าทายและฝ่าฟันอุปสรรคไปพร้อมกันในเกม มันจึงมีความหมายและสร้างความทรงจำที่ยอดเยี่ยมมากครับ
5. ธีมที่หลากหลายของเกมแนวนี้

ปิดท้ายด้วยความหลากหลายของธีมในเกมแนวนี้ครับ ในยุคทองนั้นมีผู้พัฒนาหลายค่ายส่งเกมออกมาแข่งขันกันในตลาดเยอะมาก ส่งผลให้เกิดความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่มากมาย เราจึงไม่ได้เห็นแค่ธีมนักสู้ข้างถนนปราบแก๊งมาเฟียเท่านั้น แต่ยังมีธีมไซไฟล้ำยุค ธีมนินจาจอมคาถา ธีมแฟนตาซีย้อนยุค หรือแม้แต่การหยิบเอาการ์ตูนและภาพยนตร์ดังมาดัดแปลงในเกมเพลย์เดินลุย ความหลากหลายของบรรยากาศและตัวละครที่แตกต่างกันไปในแต่ละเกม ทำให้ผู้เล่นอย่างพวกเราตื่นตาตื่นใจได้ตลอดเวลา และไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยครับ

แม้ว่าในปัจจุบันเกมแนว Beat ’em up จะไม่ได้เป็นกระแสหลักและหาเล่นได้ยากขึ้นแล้ว แต่เสน่ห์และความทรงจำในยุคทองนั้นจะยังคงอยู่ในใจพวกเราไม่หายไปไหนครับ ทุกวันนี้ก็ยังมีผู้พัฒนาบางค่ายที่คอยปลุกจิตวิญญาณแนวนี้กลับมาให้เราได้หายคิดถึงกันบ้าง เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความสนุกแบบเรียบง่ายและการได้นั่งหัวเราะไปกับเพื่อนข้าง ๆ ก็ยังคงเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมเสมอครับ แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับ คิดถึงเกมแนวนี้เกมไหนมากที่สุด ลองคอมเมนต์มาแชร์กันได้นะครับ สำหรับวันนี้ผมต้องขอตัวลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่บทความหน้า สวัสดีครับ







