
เรื่องนี้ก็นับว่าเป็นข่าวที่อ่านแล้วทำให้เหล่าเกมเมอร์และผู้คนในอุตสาหกรรมวงการเกมทั่วโลก เริ่มเป็นกังวล เมื่อมีนักวิเคราะห์ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับตลาดในวงการเกม กำลังพ่ายแพ้ในสงคราม แย่งชิงเวลาหน้าจอของผู้คน ให้กับสื่อบันเทิงและแอปอื่นๆ แทนการเล่นเกม
คนเล่นเกมน้อยลง (สวนทางความเชื่อเดิม)
Matthew Ball นักวิเคราะห์กลยุทธ์อุตสาหกรรมเกมระดับโลก และอดีตหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของ Amazon Studios เผยว่าตลาดเกมใหญ่ 8 ประเทศ (รวมสหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้) มีสัดส่วนคนเล่นเกมน้อยลงกว่าช่วงก่อนโควิดเสียอีก ในสหรัฐฯ สัดส่วนคนเล่นเกมหายไปถึง 2.5 – 4% ส่วนในแคนาดาหายไปถึง 1 ใน 6 เลยทีเดียว


คู่แข่งไม่ใช่แค่เกมด้วยกัน แต่คือ “แอปดูดเวลา”
วงการเกมไม่ได้ห่วยลง แต่กำลังพ่ายแพ้ให้กับสื่อใหม่ๆ อย่าง TikTok, AI, OnlyFans และ การพนันออนไลน์/คริปโต ซึ่งสื่อเหล่านี้เก่งกว่าในการ “ดักหน้า” ผู้เล่นด้วยการแจ้งเตือนที่เลิกดูไม่ได้ ทำให้ผู้คนเสียเวลาไปกับสิ่งอื่นก่อนจะได้เปิดเกมเพื่อเข้าเล่น
ยิ่งคนเล่นน้อยลง เกมยิ่ง “รีดเงิน” หนักขึ้น
ผลกระทบหลักก็คือ เมื่อจำนวนผู้เล่นลดลง แต่บริษัทต้องทำกำไรให้เท่าเดิม ภาระจึงตกอยู่ที่ “คนยังเล่นอยู่ เรื่องนี้เลยส่งผลให้ทางตัวเกมจึงพยายามงัดระบบ Monetization (การเติมเงิน) มาใช้หนักขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผลที่ตามมาคือทำให้ประสบการณ์การเล่นแย่ลง จนคนหนีหายไปอีก กลับกลายเป็นวงจรที่อันตรายมากในวงการเกม
กลุ่มเป้าหมายถูกแย่งชิง
กลุ่มผู้ชายอายุ 18-35 ปี ซึ่งเป็นหัวใจหลักของวงการเกม คือกลุ่มเดียวกับที่ติด TikTok และแอป AI มากที่สุด การแข่งขันตรงนี้จึงดุเดือดมาก


สรุปง่ายๆ คือ วงการเกมไม่ได้เก่งน้อยลง ตัวเกมก็ไม่ได้มีคุณภาพลดลง แต่กลับกันช่วงนี้ก็จะเห็นว่ามีเกมน่าเล่นออกมามากมายเรื่อยๆ แต่โลกภายนอกสิที่มัน “ร้ายกาจ” และ “รวดเร็ว” มากยิ่งขึ้นในการแย่งชิงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่เรามีในแต่ละวัน ทำให้จากเดิมในสมัยก่อนที่ผู้เล่นต่างสนใจใช้เวลาหน้าจอไปกับการเล่นเกม แต่ในสมัยนี้กลับค้นพบว่าผู้คนเริ่มทุ่มเทเวลาหน้าจอไปให้กับแอปดูดเวลาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้ง Tiktok, Youtube, ซีรีย์จีนสั้นแนวตั้ง หรือแม้กระทั่งเล่นกับ AI ไปทั้งวัน ทำให้มันเริ่มกลายเป็นวิกฤตในวงการเกมขึ้นมาเสียแล้ว







