เมื่อจุดกำเนิดของ MOBA ไม่ได้เริ่มมาจาก DOTA !
เรื่องจริงที่หลายคนยังไม่รู้!

เชื่อว่าหลายคนในตอนนี้ยังคงคิดว่า Dota ที่เป็น Custom Map ของเกม Warcraft 3 คือจุดกำเนิดของแนว MOBA เพราะมันโด่งดังอย่างมากเป็นที่แรกเลยจนทำให้ช่วงหลังมีเกมแยกออกมาเป็นแนว MOBA จริง ๆ ให้เล่นกันมากมาย
แต่แท้จริงแล้ว Dota นั้นเป็นเพียงแค่การดัดแปลงจากผลงานเก่า ๆ แล้วทำออกมาดีที่สุดเท่านั้นในช่วงหลัง Dota จึงไม่ใช่จุดกำเนิดของแนว MOBA แต่เป็น Aeon of Strife ที่เป็น Custom Map ของเกม Starcraft ต่างหาก !

Aeon of Strife เป็น Custom Map ของเกม Starcraft ที่นำเสนอเกมในรูปแบบคล้ายกับแนว Tower Defense เป็นแผนที่ที่เล่นได้สูงสุดถึง 4 คน โดยที่ทั้ง 4 คนจะต้องหยิบฮีโร่ที่มีให้เลือกมากถึง 8 ตัว มาป้องกันฐานทัพของตัวเอง ที่ถูกบุกโจมตีโดยพวกครีปฝั่งศัตรูมากมายที่มากันอย่างไม่หมดไม่สิ้น !
ซึ่งความสนุกของ Aeon of Strife ไม่ใช่แค่การป้องกันฐานทัพอย่างเดียว เนื่องจากตัวแผนที่นี้จะมีครีปฝั่งศัตรูที่บุกกันมามากถึง 3 ทาง ทำให้ผู้เล่นทั้ง 4 คนต้องแบ่งหน้าที่กันไปคนละทาง เพื่อไม่ให้ทางใดทางหนึ่งโดนบุกเข้ามาถึงก่อนนั่นเอง และผู้เล่นก็จะต้องพยายามลาสครีป เพราะการลาสครีปจะให้เงินเราได้ไปอัพเกรดตัวละครในด้านพลังโจมตี และ พลังป้องกันได้ ซึ่งการเล่นแบบนี้จะไม่มีวันจบจนกว่าฐานทัพของเราจะโดนทำลาย

หลังจากนั้น ผู้สร้าง Aeon of Strife ก็เริ่มคิดได้ว่าเกมการเล่นแบบนี้มันสามารถดัดแปลงให้เป็นแผนที่ที่ผู้เล่นจะแบ่งทีมแล้วสู้กันเองได้ ทำให้เขานำแผนที่ตัวนี้แยกมาทำเป็นอีกโหมดนึงนั้นก็คือการเล่นแบบ 2 vs 2 และมากสุดถึง 3 vs 3 ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเกม Starcraft สามารถเล่นได้ 8 คน หรือ 4vs4 ต่อ 1 แผนที่ แต่การที่แผนที่นี้สามารถเล่นได้สูงสุดเพียงแค่ 3vs3 นั้นก็เพราะอีก 2 คนจะถูกแทนด้วยบอทให้สำหรับแต่ละฝั่ง ที่จะสร้างครีปขึ้นมาให้ไปบุกโจมตีฐานทัพอีกฝั่งนั่นเอง ! นั้นทำให้การเล่นเกมนี้นอกจากจะต้องปกป้องฐานทัพ แล้วผู้เล่นยังต้องไปบุกทำลายฐานทัพอีกฝั่งพร้อมกับครีปฝั่งเรา เพื่อจะเอาชนะในเกมนั้น ๆ ได้
แต่ Aeon of Strife แม้จะมีหลายคนที่ชอบตัวแผนที่นี้ในจำนวนหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้รับความนิยมอะไรมากเพราะเล่นไปซักพักก็เบื่อกันไปจนหมด บวกกับที่ตัวเกม Starcraft ก็ไม่ได้เอื้ออำนวยในการต่อยอดให้กับแนวการเล่นแบบนี้

จนต่อมาถึงช่วงที่เกม Warcraft 3 วางจำหน่าย ผู้สร้าง Aeon of Strife ก็ได้นำแผนที่ของเขามาลงในเกมนี้ด้วย แต่เขาก็ต้องตกตะลึง เพราะตัวเกม Warcraft 3 มีระบบที่สามารถนำไปต่อยอดให้กับ Aeon of Strife ได้เยอะมาก เช่น ระบบเลเวลของฮีโร่ , ระบบสกิลของฮีโร่ ที่ผู้สร้างสามารถออกแบบมันขึ้นมาใหม่เองได้ และระบบไอเทมที่ตัวฮีโร่สามารถใส่ได้มากถึง 6 ช่อง ไม่เพียงแค่นั้น ตัวเกม Warcraft 3 ยังมีระบบกลางวัน กลางคืน และป่าของเกมก็ถูกออกแบบมาได้น่าสนใจ นั้นทำให้ทางผู้สร้างนำสิ่งพวกนี้มาประยุกต์กับแผนที่ของเขา จนทำไปทำมาให้กลายเป็น DOTA ที่เป็นต้นตำรับให้กับเกมแนว MOBA มาจนถึงทุกวันนี้
และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมคนถึงไม่รู้ว่า Aeon of Strife คือจุดกำเนิด MOBA แล้วคิดว่ามันคือ Dota เสียมากกว่าเพราะความโด่งดังของมัน ซึ่งก็คล้าย ๆ กับที่คนรู้สึกว่า PUBG คือจุดกำเนิดเกม Battle Royale เพราะชื่อเสียงที่โด่งดังมาก แต่แท้จริงแล้วจุดกำเนิด Battle Royale ทางฝั่งเกมมันก็เริ่มมาจาก mod ในเกม Arma 2 และ Minecraft นั่นเองครับ







