รีวิวรีวิว / พรีวิว

[รีวิว] Darkest Dungeon 2 ดันเจี้ยนมรณะแห่งหุบเขาน้ำแข็ง

เกม RPG Turn-based ที่ขึ้นชื่อเรื่องความยาก กับการกลับมาของภาค 2

ทุกวันนี้เกมที่ขึ้นชื่อเรื่องความยากนั้นกลายมาเป็นแนวเกมประเภทหนึ่งที่ตอบสนองความต้องการของ Hardcore Gamer กันในทุกวันนี้ ถ้าเกมแนว Action มีสิ่งที่เรียกว่าแนว Soulslike ที่ทำให้ผู้เล่นต้องปวดหัวกุมขมับ เกมแนว Turu-based เองก็มีสิ่งที่คล้าย ๆ กันอยู่เหมือนกัน กับ Darkest Dungeon 2 เกมภาคต่อของเกมธีม Dark Fantasy ที่เล่นโคตรยาก บัดนี้มันกลับมาอีกครั้งพร้อมระบบใหม่ที่เพิ่มความปวดหัวให้กับผู้เล่นมากกว่าเดิม แต่กลับมีความเรียลสมจริงอย่างไม่น่าเชื่อ เรามาชมกันดีกว่าครับว่าเกมนี้มีอะไรน่าสนใจกันบ้าง

ภาพรวมของเกมนี้

Darkest Dungeon 2 เป็นเกมแนว RPG Turu-based ที่ขึ้นชื่อเรื่องความยาก ไม่ใช่ใครก็เล่นได้ มีระบบจุกจิกที่เป็นเอกลักษณ์เด่นเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนเกมอื่น และคุณต้องเรียนรู้มันถ้าอยากจะเล่นให้ผ่าน ในการต่อสู้คุณจะได้รับความเสี่ยงทุกรูปแบบที่จะทำให้ทีมของคุณพังพินาศ ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งในการต่อสู้และนอกการต่อสู้ ศัตรูจะมีสถานะต่าง ๆ ที่จะทำให้คุณหัวเสียอยู่ตลอด เช่น ติดพิษ เลือดไหล เผาไหม้ หลบการโจมตี ตาบอด เพิ่ม-ลดดาเมจ ตายแล้วไม่ตาย และอื่น ๆ ในขณะเดียวกันคุณต้องพบกับความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้มากมาย ทั้งอารมณ์ของตัวละคร ความกลัว นิสัยส่วนตัว และพฤติกรรมของตัวละครในทีมที่เราอาจควบคุมไม่ได้ ให้นึกภาพว่าเรากำลังอยู่ในโลกที่ล่มสลาย และบรรดามนุษย์ทุกคนก็มีความเห็นเป็นของตัวเอง คุณร่วมมือกับพวกเขาได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะเห็นด้วยกับคุณทุกอย่างครับ นั่นคือเสน่ห์ของเกมนี้

เนื้อเรื่องของ Darkest Dungeon 2

สำหรับใครที่ไม่ได้เล่นภาคแรกมาก็ต้องบอกว่าเนื้อเรื่องค่อนข้างต่อกันเล็กน้อย โดยภายหนึ่งนั้นการต่อสู้ได้จบลงแบบไม่มีข้อสรุป และปีศาจร้ายที่น่ากลัวที่สุดได้หลบหนีเข้าไปอยู่ในหุบเขาหิมะที่สูงเฉียดฟ้า แต่ความมืดมิดภายในโลกใบนี้ก็ยังไม่ได้หมดไป เหล่าฝูงมอนสเตอร์นานาชนิดยังคงรุกรานมนุษย์ และมีโรคระบาดสุดเลวร้ายโจมตีมนุษย์ไม่หยุดยั้ง เหล่านักสู้และผู้กล้าต่างก็มารวมตัวกันพร้อมกับแสงแห่งความหวังครั้งสุดท้าย และก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งหุบเขาหิมะ โดยมีปลายทางอยู่ที่ Darkest Dungeon ภายในหุบเขาหิมะแห่งนี้ เพื่อจัดการต้นตอของปัญหาทั้งปวง โดยเราไม่รู้เลยว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่และจะรอดกลับมาได้หรือไม่

เกมเพลย์ที่ใช้ระบบ Roguelike

จากเนื้อเรื่องที่กล่าวไปเมื่อครู่ว่าเส้นทางของเราคือการเดินทางเข้าสู่หุบเขาหิมะ ซึ่งตัวเกมมันขึ้นชื่อเรื่องความยากอยู่แล้ว และมีโอกาสสูงมากที่ผู้เล่นจะตายแล้วตายอีก เริ่มใหม่อยู่หลายครั้ง หน้าที่ของเพื่อน ๆ คือเก็บแสงเทียนกลับมาให้ได้เยอะที่สุด และนำไปอัปเกรดที่ฐาน เพื่อการเล่นครั้งต่อไปจะได้มีตัวช่วยมากยิ่งขึ้น และสะดวกต่อการผ่านด่านมากยิ่งขึ้นครับ โดยลูปของการเล่นเกมนี้จะสรุปได้ดังนี้

ขั้นที่ 1 – Set Up ซื้อของและอัปเกรดทีมที่แท่นบูชา Altar of Hope

ขั้นที่ 2 – Team Up เลือกตัวละครเข้าเล่นได้ 4 ตัวจาก The Crossroads

ขั้นที่ 3 – ขี่รถม้าผ่านเส้นทาง The Valley จนกว่าจะเจอโรงแรม

ขั้นที่ 4 – เลือกด่านหรือเส้นทางที่จะไปต่อ แล้วผ่านมันให้ได้

ขั้นที่ 5 – ถ้าผ่านด่านได้จะกลับสู่โรงแรมอีกครั้ง แล้วเลือกด่านต่อไป

แล้วก็จะวนขั้นตอนที่ 4 และ 5 สลับกันไปเรื่อย ๆ ถ้าผู้เล่นยังไม่แพ้ แต่ถ้าแพ้หรือกดยอมแพ้กลางทางก็จะเริ่มต้นใหม่ในขั้นตอนที่ 1 สามารถ Set Up ใหม่ได้ทั้งหมด แต่จะต่างกันโดยที่ถ้าคุณแพ้เพราะโดนศัตรูตีตายคุณจะเสียของเยอะหน่อย ในขณะที่การเลือกยอมแพ้ตอนอยู่ที่โรงแรม ไม่ไปต่อเพราะรับความเสี่ยงไม่ไหว กรณีนี้จะได้รางวัลกลับไปอัปเกรดได้เยอะกว่าครับ ถือว่าการเลือกที่จะยอมแพ้ก็มีเรื่องดีเหมือนกัน

Altar of Hope แท่นบูชาแห่งความหวัง

Altar of Hope คือสิ่งแรกที่คุณจะได้พบหลังจากที่กดเริ่มเกมไปแล้ว มันคือการ Set Up ทีมก่อนที่เราจะเริ่มบุกตะลุยดันเจี้ยนกัน ซึ่งในที่แห่งนี้จะใช้ “เทียน” หรือ Hope ในการซื้อขายและอัปเกรดสิ่งต่าง ๆ ภายในนี้ โดยสิ่งที่เพื่อน ๆ ทำได้ก็มีทั้งการซื้อ Item เพื่อสนับสนุนการเล่นของตัวเอง อาจเป็นไอเทมกดใช้ หรือไอเทมสวมใส่ก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ Recuit ตัวละครใหม่ ๆ นอกจาก 4 ตัวแรกที่เกมให้มาได้ ซึ่งตัวละครใหม่ ๆ ก็จะมีสกิลใหม่ที่สนับสนุนเพลย์สไตล์ที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ยังสามารถอัปเกรดรถม้า แผนที่ คบเพลิง และอื่น ๆ ที่ช่วยสนับสนุนการเล่นในแง่ของ Passive ได้อีกด้วย เพราะงั้นทุกครั้งที่เล่นจบ 1 รอบ ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ คุณก็จะได้เทียนมาอัปเกรดตรงนี้ครับ ยิ่ง Altar of Hope มีความพัฒนามากเท่าไหร่ โอกาสที่คุณจะจบเกมได้ก็มีมากขึ้นเท่านั้น

จัดทีมของคุณให้พร้อมที่ The Crossroads

หลังจาก Set Up อะไรต่าง ๆ เสร็จแล้ว ต่อมาคือคุณจะได้จัดทีมของคุณเพื่อใช้ลุยในรอบนี้จนกว่าจะชนะ ตายหรือยอมแพ้ เป็น 4 ตัวละครที่คุณต้องคิดให้ดีว่าจะประสานงานกันยังไง ในตอนแรกคุณจะมีให้เลือกแค่ 4 ตัวเท่านั้น ยกเว้นว่าคุณจะใช้เทียนปลดล็อคตัวละครใหม่ใน Altar of Hope ได้แล้วก็จะมีตัวใหม่โผล่มาให้เลือก สิ่งที่คุณต้องคำนึงมีหลายอย่าง ทั้งตำแหน่งการยืนตัวละครว่ายืนได้ตรงไหน สกิลโจมตีครอบคลุมทุกตำแหน่งของศัตรูหรือเปล่า เอฟเฟกต์สกิลมีประโยชน์กับทีมหรือทำคอมโบร่วมกันได้ไหม รวมไปถึงอุปนิสัยของตัวละครด้วย ซึ่งตรงเมนู Quirks จะบอกไว้ว่าข้อดีข้อเสียของตัวละครนี้คืออะไร โดยตัวอักษรสีทองจะเป็นข้อดี ส่วนสีฟ้าจะเป็นข้อเสีย ต้องมาชั่่งน้ำหนักเอาแล้วว่าจะเลือกอะไรดี เพราะเกมนี้ไม่มีตัวละครตัวไหนที่ Perfect ครับ

เกมเพลย์ในโหมดรถม้า

สำหรับ Darkest Dungeon 2 นี้จะมีระบบรถม้าซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากภาคแรก ซึ่งจะใช้แทนการเดินทางและการผจญภัยของตัวละคร โดยเกมเพลย์ในโหมดนี้เราสามารถบังคับให้มันเดินหน้าและขยับซ้ายขวาได้เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้อิสระมากนัก เป็นเพียงการจำลองการเดินทางเท่านั้น แต่ในส่วนนี้เราจะสามารถเปิดแผนที่ ดูความต้องการของตัวละคร เปิด Inventory และเช็คภาครวมก่อนเข้า Battle ได้ รวมไปถึงการเลือกเส้นทางที่จะไป โดยรถม้าจะมีค่าสเตตัส 2 อย่างที่คุณต้องใส่ใจ คือ “ล้อ” และ “โล่” โดยจะปรากฎด้านบนซ้ายของหน้าจอ แทนค่า HP ของทีมเรา ถ้าทั้ง 2 อย่างนี้่หมดบอกเลยว่าไม่ต่างอะไรกับตายครับ โดยล้อจะลดก็ต่อเมื่อเจอทางขรุขระ ส่วนโล่จะลดเมื่อถูกซุ่มโจมตี ถ้าเราเปิดแผนที่ดูเราจะสังเกตเห็นว่าทางข้างหน้ามีอะไรรออยู่ ถ้ารู้ก่อนก็พอจะช่วยลดความเสียหายได้ แต่บางครั้งก็ Random มาเจอได้เหมือนกัน มันเป็นความเสี่ยงครับ

ระบบต่อสู้ที่เป็น Turn-based

ตรงนี้จะเป็นเกมเพลย์หลักของเกม จะเข้าต่อสู้ได้ก็ต่อเมื่อขี่รถม้าเดินทางไปเจอศัตรูหรือเข้าเล่นอีเวนท์ที่เจอระหว่างทาง หรืออาจจะสู้กับบอสที่รออยู่สุดปลายทางครับ โดยเกมเพลย์ต่อสู้นั้นจะแบ่งฝั่งชัดเจนให้ดูง่าย เราอยู่ทางซ้าย ศัตรูอยู่ทางขวา แต่ละตัวจะมีตำแหน่งการยืน และตัวละครของเราจะมีสกิลให้เลือกใช้ 4-5 สกิลต่อตัว ทุกสกิลจะมีข้อมูลบอลชัดเจนว่าสกิลไหนทำอะไร ดาเมจเท่าไหร่ ใช้กับตำแหน่งไหน รวมไปถึงรอบเทิร์นของทั้งฝั่งเราและศัตรูอยู่บริเวณขวาบนของหน้าจอ เราสามารถดูลำดับเทิร์นได้จากตรงนี้เพื่อจัดการศัตรูได้ง่ายขึ้น ถ้าโจมตีศัตรูจนเลือดหมดแล้วศัตรูหลาย ๆ ตัวจะยังไม่ตายทันที ต้องตีซ้ำอีก 1 ครั้ง และศัตรูจะเปลี่ยนสถานะเป็นศพคอยกินพื้นที่ ถ้าเราจัดการศัตรูทุกตัวให้เป็นศพได้ก็จะถือว่าเราชนะ แต่ระวังไว้นะครับ ศพบางตัวอาจจะไม่ตายจริง และศัตรูบางตัวกินศพเพื่อนหรือชุบชีวิตศพได้ด้วย เกมมันโหดมาก

พักผ่อนที่โรงแรม จะไปต่อหรือพอแค่นี้

โรงแรมคือพื้นที่ปลอดภัยที่มีอยู่น้อยภายในเกมนี้ สามารถพบเจอโรงแรมได้ตั้งแต่เริ่มเกม และหลังจากจบเส้นทางใหญ่ ๆ 1 เส้นทางก็จะมาบรรจบกันที่โรงแรมอีกครั้งไปเรื่อย ๆ ซึ่งหน้าที่ของโรงแรมคือการพักผ่อนครับ คุณสามารถได้รับการลดค่า Stress หรือค่าความกลัวได้ และที่สำคัญที่สุดคือการใช้ไอเทมในเกมนี้นั้นจะสามารถใช้งานแบบควบคุมได้ในโรงแรมเท่านั้น เพราะฉะนั้นเวลาที่คุณบาดเจ็บกลับมา อาจจะเลือดน้อยกลับมา อยากกินอาหารเพื่อเพิ่มบัพก่อนเข้าสู่ด่านถัดไป หรืออยากลดค่าความกลัวสักหน่อย โรงแรมคือพื้นที่ให้คุณได้ฟื้นตัวครับ นอกจากนี้ยังมี Mastery Trainer ที่จะทำให้สกิลของตัวละครต่าง ๆ พัฒนามากขึ้น และซ่อมรถม้าที่กำลังเสียหายจากการถูกโจมตีหรือผ่านเส้นทางขรุขระด้วย

นอกจากนี้ยังสามารถซื้อของจากโรงแรมเพื่อเอาไว้ใช้งานได้อีกด้วย โดยประเภทของไอเทมจะแบ่งออกเป็นดังนี้

Combat Item – เป็นไอเทมที่จะใช้งานได้ในการต่อสู้เท่านั้น แต่ผู้เล่นไม่สามารถกดใช้เองได้ ต้องแล้วแต่ดวงว่าตัวละครจะใช้ตอนไหน

Inn Item – เป็นไอเทมที่จะใช้ได้ในโรงแรมเท่านั้น ผู้เล่นกดใช้เองได้ ส่วนใหญ่เป็นฮีลกับการบัพ

Trinkets – เป็นไอเทมประเภทสวมใส่ สามารถใส่ให้ตัวละครได้ที่โรงแรม เพื่อเพิ่มสเตตัสต่าง ๆ แต่ก็อาจจะมีข้อเสียด้วยเช่นกัน

Stagecoach – เป็นอุปกรณ์สวมใส่ให้กับรถม้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มสเตตัสต่าง ๆ ในการเดินทาง รวมไปถึงการจัดการเรื่องคบเพลิงด้วย

Flame – ไอเทมคบเพลิง ใช้สวมใส่กับรถม้า แต่จะช่วยเพิ่มสเตตัสให้กับตัวละครในการต่อสู้ หรืออาจจะมีดีบัฟติดมาด้วยก็ได้

การเลือกเส้นทางในดันเจี้ยน

หลังจากที่คุณเลือกดันเจี้ยนที่จะไปตอนที่อยู่โรงแรมได้แล้ว ภายในดันเจี้ยนก็จะมีเส้นทางโผล่มาให้คุณดูในแผนที่ ว่าจะเลือกไปทางซ้ายหรือขวาดี ซึ่งคุณสามารถอ่านทางเดินล่วงหน้าได้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด บางครั้งคุณอาจจะต้องยอมรับความเสี่ยงบ้างตามสไตล์เกม นอกจากนี้การเลือกเส้นทางยังเกี่ยวข้องกับภารกิจประจำตัวละครด้วย เพราะตัวละครแต่ละตัวจะมีภารกิจเป็นของตัวเองว่าเขาอยากไปที่ไหนบ้าง ถ้าคุณเลือกเส้นทางที่ถูกใจเขา เราก็จะสามารถได้รับเทียนหรือ Hope เพิ่มได้ พูดง่าย ๆ เลยก็คือถ้าคุณเล่นเกมนี้หลายรอบและอยากฟาร์ม Hope ไปอัปแท่นบูชา ยังไงก็ควรทำภารกิจประจำตัวละครให้ครบ จะได้รอบละ 8 ชิ้นเป็นพื้นฐานเลยครับ และถ้าบวกกับส่วนอื่น ๆ อีกก็จะยิ่งเพิ่ม

อีเวนท์ที่แฝงตัวอยู่ในดันเจี้ยน

เมื่อเราเลือกเส้นทางภายในดันเจี้ยนแล้ว รถม้าของเราก็จะเคลื่อนไหวไปตามทาง แน่นอนว่าระหว่างทางก็จะมีทั้งความราบรื่นไม่มีพิษภัยอะไร แต่บางเส้นทางก็อาจจะมีทั้งทางขรุขระและการลอบโจมตีทำให้เราเสียทั้งล้อทั้งโล่ แต่ทุก Check Point ของดันเจี้ยนจะเป็นจุดอีเวนท์ต่าง ๆ ซึ่งก็มีทั้งดี ทั้งร้าย ทั้งกลาง ๆ อยู่ที่มุมมองว่าคุณอยากจะทำอะไร ซึ่งทุกอีเวนท์จะมีส่วนได้ส่วนเสียเสมอ บางอีเวนท์ให้สู้กับฝูงมอนสเตอร์ บางอีเวนท์อาจเจอชาวบ้านที่ขอความช่วยเหลือ บางครั้งเราอาจจะได้ของตอบแทนมาเป็น Item ต่าง ๆ แต่อาจจะแลกมาด้วยการเสียเวลาทำอีเวนท์และคบเพลิงอาจจะลด ถ้าคบเพลิงหมดรับรองว่าประสาทกินกันยกตี้แน่นอน และบางครั้งก็อาจจะเจอสถานะผิดปกติแปลก ๆ ติดตัวกลับมาจากการทำอีเวนท์ด้วย เพราะงั้นถ้าอยากเพลย์เซฟไม่เสี่ยงมากก็อาจจะเลือกถอยจากอีเวนท์ไม่ยอมทำอะไร แต่อาจจะมีตัวละครในทีมเราไม่พอใจก็ได้ อันนี้ต้องชั่งน้ำหนักเอาเองครับ

ระบบ Stress ค่าความเครียดของตัวละคร

ตัวละครทุกตัวจะมีค่า Stress เริ่มต้นที่ 0 แต้ม สูงสุดไปจนถึง 10 แต้ม ซึ่งค่าความเครียดนี้สามารถเพิ่มและลดได้จากทุกเหตุการณ์ภายในเกม บางครั้งคุณเลือกเส้นทางผิดตัวละครก็อาจจะเครียด บางครั้งเจอศัตรูประเภทที่เขากลัวก็อาจจะเครียด โดนโจมตีก็เครียด เพื่อนตายก็เครียด โดนใครพูดอะไรหน่อยก็เครียด (555) แต่ก็ไม่ได้มีแค่การเพิ่มอย่างเดียวหรอกครับ ความเครียดก็สามารถลดได้จากหลาย ๆ อย่างเช่นกัน เช่น พักโรงแรม ใช้ไอเทม เพื่อนช่วยพูดปลอบขวัญ หรือเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง ความเครียดก็อาจจะลดลง แต่ถ้าความเครียดเพิ่มขึ้นถึง 10 เมื่อไหร่ในการต่อสู้ อันนี้พินาศแน่นอนครับ เพราะตัวละครจะติดสถานะ Meltdown หรือสติแตก มันจะทำให้ศัตรูตีเราแรงขึ้นและเราตีศัตรูได้เบาลง เอาจริง ๆ ถ้ามีใคร Meltdown ในทีมคือโอกาสแพ้สูงเกิน 50% แน่ ๆ เพราะงั้นควรบาลานซ์ความเครียดให้ดีไว้ก่อนดีกว่า

อุปนิสัยของตัวละครที่แตกต่างกัน

มนุษย์เรามีร้อยพ่อพันแม่ ต่างคนต่างความคิด แนวคิดนี้สามารถนำมาใช้กับเกมนี้ได้เป็นอย่างดีไม่เว้นตัวละครในทีมของเราครับ อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าตัวละครจะมีข้อดีและข้อเสียอยู่ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้มีแค่อย่างเดียวและสามารถเพิ่มลดได้ระหว่างทางอีกด้วย ซึ่งนิสัยเหล่านี้จะส่งผลตอนเราเจออีเวนท์และเลือกตัวเลือกอะไรสักอย่าง คนที่เห็นด้วยก็จะเพิ่มความสัมพันธ์ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยก็จะลดความสัมพันธ์ของตัวละคร ตัวละครที่สนิทกันก็จะช่วยเหลือกันคอมโบกันได้ ส่วนคนที่เกลียดกันก็จะมีแต่พากันลงเหวครับ นอกจากนี้ระบบนิสัยของตัวละครยังส่งผลกระทบโดยตรงกับค่าความเครียดหรือ Stress เพราะถ้านิสัยไม่ดีแล้วไปจี้ปมของตัวละครอีกตัว ก็อาจจะทำให้ค่าความเครียดเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน อันนี้ต้องระวังให้ดี

ข้อดี

– เกมค่อนข้างเรียล ชีวิตจริงมันไม่ง่าย สาย Hardcore Turn-based คิดเยอะ ๆ มักจะชอบ
– มีระบบความสัมพันธ์และอุปนิสัยตัวละคร ทำให้เกมดูมีมิติ
– เป็น Turn-based ที่ Roguelike เล่นวนซ้ำได้เรื่อย ๆ และการเล่นแต่ละครั้งก็ไม่เหมือนเดิม
– ภาพสวยแต่กินสเปคไม่มาก เน้นความสนุกไปที่ระบบการเล่น

ข้อสังเกต

– ถ้าใครเล่นภาคแรกมา จะมีหลายระบบที่ถูกตัดทิ้ง ทำให้ความเคยชินบางอย่างหายไป
– ความยากและแนวเกมเหมาะกับผู้เล่นเฉพาะทางมาก ๆ ซึ่งไม่เป็นมิตรกับผู้เล่นใหม่

และนี่ก็คือรีวิวของ Darkest Dungeon 2 ครับผม ยืนยันครับว่าถ้าคุณเป็นแฟนเกม Turn-based มากฝีมือ เล่นมาเยอะ ต้องลองเกมนี้ดูสักครั้ง มันเหมือนการพิสูจน์ฝีมือและท้าทายตัวเองอยู่พอสมควร ส่วนใครที่เคยเล่นภาคแรกมายิ่งแล้วใหญ่ ไม่ควรพลาดเลยครับ ถึงจะมีการตัดระบบบางอย่างของภาคเก่าออกไปบ้าง แต่ภาพรวมผมมองว่าเกมมันทำให้เข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น (แต่ไม่ได้ง่ายขึ้น) อย่างผมที่เล่นภาคแรกมาแล้วมาเล่นภาค 2 ก็สามารถเล่นได้เลยโดยไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรมากนัก แต่เรียนรู้ระบบใหม่เล็กน้อยก็เล่นได้สนุกแล้วครับ

MakinoJou

คนธรรมดาผู้ชื่นชอบ Japanese Culture, Games, Anime และ Vtuber
Back to top button