PS5SwitchXBOXคอนโซล / พีซีพีซีรีวิวรีวิว / พรีวิวเกม

[รีวิว] Dragon Quest VII Reimagined การผจญภัยของชาวเล นักเดินทางข้ามเวลา

การกลับมาของตำนานผู้กล้าแห่งยุค 2000 ในเกือบสามทศวรรษให้หลัง

หมายเหตุ: ตัวเกมที่นำมารีวิวเป็นเวอร์ชัน PlayStation 5 ประสบการณ์ที่ได้รับอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์ม

พูดถึงเกม JRPG แล้วหลายคนจะต้องนึกถึง Dragon Quest เป็นอันดับแรกในฐานะผู้กรุยทางของประเภทเกมนี้จนต่อยอดมาเป็นเกมอื่นๆ แต่ถึงอย่างไรประสบการณ์ของเกมตำนานผู้กล้าดูจะอยู่ในใจของผู้เล่นเป็นพิเศษเนื่องจากฉากทัศน์ตรงหน้าภายในเกม และการเล่าเรื่องที่ให้เราได้ ‘สวมบทบาท’ เป็นผู้กล้าในเนื้อเรื่องสเกลมหึมา ตัดสินใจ และต่อสู้ผ่านสายตาด้วยตัวเอง แถมหลายคนอาจจะลืมไปว่า ปีนี้ก็ครบ 40 ปีกันแล้วด้วย

นับตั้งแต่เกมภาคแรกมาจนถึงภาคล่าสุดอย่าง XI เกือบทุกเกมล้วนมีเซ็ตติ้งฉากหลังเป็นของตัวเอง หากไม่รวมไตรภาคโรโตะที่อยู่ในโลกเดียวกันและสืบเนื่องกันเป็นมหากาพย์ ซึ่งภาคที่เจ็ดก็ถือเป็นการส่งท้ายเกมในยุคแรกก่อนเข้าสู่โลกสามมิติเต็มตัวในภาคที่แปด ทั้งนี้ด้วยเสน่ห์ในเนื้อหาของเกมที่เป็นผู้ใหญ่และชวนเรียกน้ำตา ขณะเดียวกันก็มีการผสมผสานการไขปริศนาเอาไว้ด้วย ความนิยมของภาคนี้ทำให้เกิดการรีเมคถึงสองครั้งบน Nintendo DS ก่อนจะยกเครื่องใหม่กับ Reimagined เวอร์ชันที่ตีความเนื้อหาใหม่อย่างทันสมัย และวันนี้มันก็มาอยู่ในมือพวกเราแล้ว!

ลูกบ่าวชาวเล จับพลัดจับผลูมาเป็นผู้กล้า

ตัวละครเอกของเราในภาคนี้ไม่ได้เป็นผู้กล้าตั้งแต่ต้นเหมือนกับเกมภาคแรกๆ ซึ่งถ้าสังเกตให้ดีจะมีช่วงที่ Dragon Quest สลับกันให้ตัวเอกเป็นอัศวินบ้าง เป็นชาวเมืองบ้าง แต่รอบนี้เซ็ตติ้งฉากหลังน่าสนใจทีเดียวครับ นั่นคือหมู่เกาะต่างๆ กลางทะเลที่ดูจะอ้างอิงจากเขตร้อนคล้ายโอกินาว่า และยุค 2000 ผมคิดว่าเป็นยุคที่ทีมพัฒนาเกมชอบทำฉากทะเลมากๆ โดยเราสามารถตั้งชื่อตัวเอกได้อย่างอิสระเช่นเดียวกับที่ผ่านมาเลย

ความเป็นตัวตนของลูกชายนักหาปลา ทำให้ Arus (ขอใช้ชื่อทางการของเจ้านี่แล้วกัน) มีความเป็นตัวของตัวเอง ชื่นชอบการผจญภัย และขณะเดียวกันก็สามารถปั้นเขาให้เป็นสายไหนก็ได้ในทีมเพราะสเตตัสค่อนข้างสมดุลเลย บู๊ก็ดีหรือจะใช้เวทมนตร์ก็ไม่ขัด การเดินทางของเขาก็ได้พาตัวเอง รวมไปถึงผองเพื่อนเข้ามาสู่ภารกิจแห่งการรวมแผ่นดิน เปิดผนึกให้โลกกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้งจากการครอบงำของปีศาจร้ายที่เคยโค่นล้มพระเจ้า

[รีวิว] Dragon Quest VII Reimagined การผจญภัยของชาวเล นักเดินทางข้ามเวลา

โครงสร้างเนื้อเรื่อง Dragon Quest VII Reimagined ถูกปรับปรุงใหม่ แต่ได้ใจคนเจ็นซี

ใครที่เคยเล่นเกมภาคแรกบน PS1 หรืออย่างน้อยผ่านมือบน Nintendo DS และมือถือมาแล้วน่าจะทราบดีว่าเกมมีการเล่าเรื่องที่ช้าเหมือนกัน และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่จะต้องตัดสินใจเดินทางไปทำภารกิจกอบกู้ในแต่ละแห่งมันจะเป็นลูปที่ว่า… โลกปัจจุบันที่พังทลาย ชาวเมืองเดือดร้อน… เราเดินทางย้อนเวลาไปตบบอส… กลับมาโลกปัจจุบันซ่อมแซมเหมือนเดิม ไปอีกเกาะหนึ่งก็จะเจอเหตุการณ์เดียวกันให้เราย้อนเวลาอีก… อ้ะ! ข้ามเวลาไป โครงสร้างแบบนี้ไปแล้ว 80% จนอดไม่ได้ที่จะบ่นว่ามันซ้ำซาก ในการตีความรอบนี้ Backtrack มลายหายไปสิ้น ไม่ต้องเจอความวนแล้ว (ฮา)

ถัดมาในเกมภาค Reimagined เส้นเนื้อเรื่องเดิมๆ ให้เราลืมไปได้เลย โดยเนื้อหาต่างๆ ที่เคยถูกแบ่งให้เหมือนแยกขาดจากกัน จะถูกหลอมให้เป็นเส้นเดียว ในจุดนี้ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า เควสต์รองเองก็ถูกนำมารวม เหมือนเป็นการคัดในส่วนที่สามารถนำมาใช้เป็นเนื้อเรื่องเอาไว้ให้อยู่ในการเล่นหลักของเรา แต่ขณะเดียวกันก็มีกิจกรรมอื่นๆ หรือภารกิจเสริมให้ลองทำด้วยประปราย ส่วนตัวอยากชื่นชมทีมงานครับเพราะรายละเอียดจากตัวต้นฉบับมันมีเยอะมาก แต่เมื่อทีมงานนำมาเล่าใหม่ กลับสามารถรักษาความสนุกและหัวใจสำคัญไว้ครบถ้วน… ฉันใดก็ฉันนั้นครับ มีบางเกาะยิบย่อยที่เราถูกตัดออก แต่เซนส์การผจญภัยที่เหมือนให้เราได้เป็นผู้เดินทางจริง มันยังคงอยู่นะ

นอกจากนั้นแล้วเนื้อหายังถูกเพิ่มเติมเข้ามาให้เต็มอิ่มด้วย ทั้งเนื้อเรื่องของเราในตอนเด็ก หรือจะเป็นการขยายความที่มาที่ไปของชีวิตตัวละครที่นำมาทำให้เห็นชัดเจนมากขึ้น โดยองค์ประกอบที่เพิ่มเข้ามารู้สึกว่าไม่ได้ฉีกไปจากเส้นเนื้อเรื่องจนไม่เข้ากัน เพราะทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของสถานการณ์ที่มันควรจะเกิด แต่มันก็อดไม่ได้ที่เราจะรู้สึกว้าวและเซอร์ไพรส์กับของที่เพิ่มเข้ามา ไม่เสียรสชาติแน่นอน

[รีวิว] Dragon Quest VII Reimagined การผจญภัยของชาวเล นักเดินทางข้ามเวลา

รวดเร็ว ทันใจ ทันสมัย กับเกมเพลย์ที่ราบรื่นและฉับไว

เกมเพลย์ของภาคนี้ยังเป็นเหมือน Dragon Quest แบบมาตรฐานคือพาเราเดินทางในโลกกว้าง เจอศัตรูก็เข้าไปสู้ แต่รอบนี้ไม่ได้เป็น Random Encounter เราเข้าไปบวกพวกมันระหว่างที่เดินในแผนที่ได้เลย และจะเข้าสู่ระบบเทิร์นเบสเอง ทีงี้สิ่งที่เป็นไฮไลต์คือ Vocation ที่เป็นเหมือนคลาสอาชีพที่เคยมีข้อจำกัดน่าหงุดหงิดมากๆ จากเดิมที่ต้องเดินไปหา NPC เพื่อเปลี่ยน ก็สามารถทำได้จากเมนูเลย ทำให้ก่อนเข้าสู่หน้าสู้บอส แม้จะอยู่ในฉากที่ไกลจากเมืองมากๆ ก็ไม่ต้องเสียเวลาเดินกลับไปแล้ว และยังเปิดโอกาสให้เราพลิกแพลงแนวทางการเล่นได้ด้วยนั่นเอง

หากใครเล่นภาค I – II และ III HD-2D Remake บอกได้เลยว่า QoL หลายอย่างที่ทำให้การเล่นเกมราบรื่นยังคงอยู่ให้ใช้งานทั้งระบบมินิแมปบนมุมขวาบน แสดงตำแหน่งเป้าหมายที่เราควรเดินทางไป จุดสำคัญต่างๆ ในดันเจี้ยน และสิ่งที่น่าจะทำให้คอเกมรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ปลื้มความเร็วระดับคลาสสิกชอบก็คือการปรับสปีดที่ทำได้สูงสุดที่สามระดับเท่ากับแก๊งไตรภาคโรโตะเลย หรือจะเล่นแบบออโต้ก็ได้ เรียกได้ว่ามือใหม่ก็เล่นกันได้ง่ายๆ แต่อีกมุมหนึ่งรู้สึกว่า ไม่ใช่แค่เมคานิกเกมที่ช่วยเหลือผู้เล่นมากขึ้น (ยังไม่รวมการเลเวลอัปคลาส) ว่าด้วยภาพรวมความท้าทายของเกม เกมอยู่ในระดับที่ง่ายเลย

[รีวิว] Dragon Quest VII Reimagined การผจญภัยของชาวเล นักเดินทางข้ามเวลา
[รีวิว] Dragon Quest VII Reimagined การผจญภัยของชาวเล นักเดินทางข้ามเวลา

กราฟิกและดนตรี

ความละเอียดของกราฟิกพบว่าเกิน 1080p และสามารถอัปสเกลไปที่ 4K ได้บนอุปกรณ์ PlayStation 5 รุ่นมาตรฐาน พร้อมให้เฟรมเรตระดับ 60FPS ลื่นๆ เนียนตา สำหรับหน้าจอ Full HD มาตรฐานนั้นคมชัดสบายๆ เลย และที่ทุกคนน่าจะสังเกตได้ชัดคืองานภาพที่ไม่ใช่โมเดลสามมิติธรรมดา แต่ถูกดัดแปลงมาจากการปั้นหุ่นดินน้ำมันที่มีเอกลักษณ์ ผสานเข้ากับโมเดลฉากหลังแบบไดโอรามาเลยเหมือนกับว่าดูของเล่นที่มีชีวิตขยับไปมาเลยครับ อนิเมชันใบหน้าเองก็น่าชื่นชม ดึงเสน่ห์ของตัวละครและความเป็นตัวตนของพวกเขาชัดเจน ส่วนถัดมาก็คือเพลงประกอบ แม้เป็นเสียงสังเคราะห์ส่วนใหญ่แต่มีความคมชัดและอ้างอิงมาจากเพลงคลาสสิกดัดแปลงด้วยเสียงที่มีคุณภาพสูงขึ้นมาก และยังมีการเพิ่มเสียงพากย์เข้ามาแล้วโลกในเกมที่สดใส มันเลยยิ่งเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา

[รีวิว] Dragon Quest VII Reimagined การผจญภัยของชาวเล นักเดินทางข้ามเวลา

บทสรุป

Dragon Quest VII Reimagined ยังคงถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าประทับใจและซาบซึ้ง แต่ขณะเดียวกันก็โบกมือลาความซ้ำซากแบบเดิมๆ ของจังหวะการเล่นในแบบต้นฉบับ ทำให้เราสามารถสนุกกับเนื้อเรื่องที่บอกเล่าเป็นฉากๆ ตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างง่ายดาย ผ่านเกมเพลย์ที่ทันสมัย เวอร์ชันนี้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะหาเล่นได้ในตอนนี้ แต่ถ้าใครตั้งใจที่จะรับประสบการณ์เหมือน 1:1 กับตัวต้นฉบับก็ขอบอกว่าคุณจะไม่เจอแน่นอน ทำให้ Reimagined มันคือวิธีการที่เราจะได้เอ็นจอยกับเนื้อเรื่องผ่านเลนส์ผู้เล่นยุคปัจจุบันมากกว่า

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจขอบอกว่าไม่ต้องรอนานเพราะเกมนี้กำลังจะได้รับการวางจำหน่ายแล้วครับทั้งบน PlayStation 5, Xbox Series X|S, Nintendo Switch 2 และ PC รวมไปถึง Switch รุ่นแรกด้วย นอกจากนี้ยังมีเดโมให้ลองไปสัมผัสความสนุกในช่วงสามชั่วโมงแรกพร้อมถ่ายโอนข้อมูลมาเล่นต่อพร้อมรับสกินพิเศษได้เลย สำหรับโอกาสหน้า ThisIsGame Thailand จะมีอะไรมาแบ่งปันอย่าลืมติดตามที่นี่เช่นเคยครับผม

GantaroZX

นักข่าวเกมที่แต่งตัวโป๊ที่สุดในประเทศไทย
Back to top button