10 เกม Offline ที่เราเอาไว้เล่นตอนเน็ตตัดยุค Y2K
อยากเล่นเกม Online นะ แต่พอเน็ตตัดเท่านั้นแหละ วกกลับมาตายรังตลอด

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ชาวเกมเมอร์ทุกท่าน เชื่อว่าคนที่โตมากับร้านเกมคอมพิวเตอร์ในยุค Y2K หรือช่วงต้นปี 2000 น่าจะเคยผ่านประสบการณ์สายโทรศัพท์หลุด หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตพร้อมใจกันล่มทั้งร้านจนหน้าจอโปรแกรมแชตอย่าง MSN ขึ้นกากบาทสีแดงกันมาแล้วทุกคน แน่นอนว่าเป้าหมายหลักของพวกเราในตอนนั้นคือการเข้าไปลุยในโลกออนไลน์อย่าง Ragnarok Online, PangYa หรือ DotA แต่เมื่อไรก็ตามที่อินเทอร์เน็ตมีอันต้องดับวูบลงอย่างไม่ทันตั้งตัว ความสนุกของพวกเราก็ไม่ได้ดับตามไปด้วย เพราะบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เหล่านั้น มักจะมีโฟลเดอร์เกม Offline ระดับตำนานถูกติดตั้งเตรียมพร้อมเอาไว้เสมอ ซึ่งเปรียบเสมือนที่พึ่งสุดท้ายที่ทำให้เรายังคงนั่งเฝ้าหน้าจอต่อได้เป็นชั่วโมง ๆ แบบไม่เหงา และในวันนี้เราจะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปสำรวจความทรงจำในวันวาน กับเหล่าเกมฆ่าเวลาชั้นยอดที่เรามักจะวกกลับมาตายรังเล่นฆ่าเวลาในยามที่เน็ตตัดกันครับ
1. Counter-Strike (CS 1.6)

พอสัญญาณอินเทอร์เน็ตตัดปุ๊บ ไอคอนหน้าต่างของ Counter-Strike มักจะเป็นเป้าหมายแรก ๆ ที่ถูกดับเบิลคลิกเปิดขึ้นมาทันที แม้จะไม่มีผู้เล่นคนอื่นในเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ แต่เหล่าบอทในเกมก็พร้อมจะเข้ามาเติมเต็มความมันได้อย่างรวดเร็ว ฉากยอดฮิตอย่าง de_dust2, cs_assault หรือ cs_untitled จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งด้วยเสียงตะโกน “Fire in the hole!” และเสียงสไนเปอร์ AWP ที่ดังกึกก้องไปทั่วร้าน ภาพจำของการพิมพ์คำสั่ง Add Bot ผ่านคอนโซล หรือเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดกดซื้อปืนอย่างรวดเร็ว กลายเป็นกิจกรรมสุดเพลิดเพลินที่ทำให้เราลืมเรื่องเน็ตตัดไปได้สนิท เพราะการได้ไล่เก็บบอทเพื่อทำสกอร์สวย ๆ ก็สร้างความสะใจและคลายเครียดให้ชาวเกมเมอร์ยุคนั้นได้ดีไม่แพ้การยิงกับคนจริง ๆ เลยครับ
2. StarCraft

อีกหนึ่งเกมวางแผนการรบไซไฟระดับขึ้นหิ้งที่มักจะถูกเปิดขึ้นมาทันทีเมื่อเน็ตดับ คือการพาตัวเองเข้าไปสู่สงครามจักรวาลอันยิ่งใหญ่ระหว่างสามเผ่าพันธุ์อย่าง Terran, Zerg และ Protoss แม้จะไม่ได้เชื่อมต่อเครือข่าย Battle.net เพื่อดวลกับผู้เล่นต่างชาติ หรือเปิด LAN สู้กับเพื่อนโต๊ะข้าง ๆ แต่การเล่นโหมด Custom Game ปะทะกับ AI คอมพิวเตอร์ก็นับว่าตึงมือและดูดเวลาได้อย่างไม่น่าเชื่อ เอกลักษณ์ของเกมนี้อยู่ที่ระบบการบริหารทรัพยากร ทั้งการเก็บแร่และก๊าซ เวสพีน เพื่อนำไปสร้างยูนิตยอดฮิตมาปะทะกัน ไม่ว่าจะเป็นการเกณฑ์พลทหาร Marine จำนวนมาก หรือการสร้างฝูงบิน Carriers มาลอยเหนือน่านฟ้า ภาพการกดคีย์ลัดสั่งการอย่างรวดเร็วและการเฝ้ามองฐานศัตรูถูกถล่มราบเป็นหน้ากอง คือความสุขชั้นยอดที่ทำให้ช่วงเวลาไร้อินเทอร์เน็ตผ่านไปไวเหมือนโกหกครับ
3. Serious Sam: The First Encounter

ถ้าพูดถึงเกมสายยิงเดินหน้าฆ่ามันที่เข้าถึงง่ายที่สุดตอนไม่มีเน็ต ต้องมีชื่อของ Sam ผู้จริงจังคนนี้ลอยเข้ามาในหัวแน่นอน เพราะตัวเกมไม่ได้มีระบบอะไรซับซ้อนให้ต้องคิดเยอะ เพียงแค่คว้าปืนคู่ใจแล้วสาดกระสุนใส่ฝูงอสูรกายต่างดาวที่ถาโถมเข้ามาเป็นร้อย ๆ ตัวกลางทะเลทรายอียิปต์โบราณ เอกลักษณ์ที่ไม่มีวันลืมคือเสียงร้องตะโกน “อาาาาาา!” ของศัตรูหัวขาดถือระเบิดวิ่งเข้าใส่ ที่พอดังมาจากไกล ๆ ปุ๊บ ทุกคนเป็นต้องรีบหันไปถอยหลังยิงปั้นลูกสวินทันที ความสมจริงของเอฟเฟกต์เลือด และการได้ถือปืนใหญ่โบราณยิงลูกเหล็กยักษ์บดขยี้ศัตรูเป็นแถบ ๆ คือความสะใจระดับสิบเต็มสิบ ที่ช่วยปลดปล่อยความหงุดหงิดจากการที่เน็ตล่มได้เป็นอย่างดี แถมเล่นเพลินจนรู้ตัวอีกทีแสงแดดนอกร้านก็เริ่มเปลี่ยนสีแล้วครับ
4. Age of Empires II

พอเน็ตตัดจนลุยโลกออนไลน์ไม่ได้ การสวมบทบาทเป็นผู้นำพาอารยธรรมโบราณก้าวสู่ยุคยิ่งใหญ่คือทางออกยอดฮิตที่ดูดเวลาได้อย่างดีเยี่ยม เกมวางแผนประวัติศาสตร์นี้ทำให้เราง่วนอยู่กับการบริหารชาวบ้าน ตัดไม้ ทำนา ขุดทอง เพื่อสั่งสมทรัพยากรมาอัปเกรดอารยธรรมจากยุคมืดไปสู่ยุคอิมพีเรียล เสน่ห์อันน่าประทับใจคือยูนิตและสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวของแต่ละอารยธรรม รวมถึงยูนิตสุดเท่ในตำนานอย่างอัศวิน Teutonic Knight หรือพลธนูบนหลังม้าของมองโกล แม้การเล่นกับ AI ในโหมด Random Map จะไม่มีคนดวลด้วย แต่การได้นั่งวางผังเมือง สร้างกำแพงหนาแน่น ติดตั้งเครื่องยิงหิน Trebuchet แล้วเกณฑ์กองทัพม้าบุกไปถล่มปราสาทฝ่ายตรงข้ามจนพังทลาย ก็นับเป็นความเพลิดเพลินชั้นยอดที่ทำให้ลืมไปเลยว่ากำลังรอนัดเวลารวมปาร์ตี้ในเกมออนไลน์อยู่ครับ
5. Grand Theft Auto: Vice City

เมื่ออินเทอร์เน็ตหลุดจนไม่รู้จะทำอะไร การได้ก้าวเข้าสู่เมืองไมอามียุค 80s ในคราบของ Tommy Vercetti เสื้อเชิ้ตลายดอกสุดเท่ คือความบันเทิงไร้ขีดจำกัดที่ช่วยฆ่าเวลาได้ดียิ่งกว่าใคร จุดเด่นที่ทำให้เราจมอยู่กับเกมนี้ได้เป็นชั่วโมง ๆ โดยไม่ต้องง้อเนื้อเรื่อง คืออิสระในการขับรถสปอร์ตเปิดเพลงยุคเก่าฟัง หรือการขับมอเตอร์ไซค์ขึ้นแรมป์ข้ามตึก และที่ขาดไม่ได้เลยคือ “การกดสูตรโกง” ผ่านคีย์บอร์ด ไม่ว่าจะเป็นสูตรเสกปืน เสกรถถัง หรือสูตรเพิ่มเกราะ ที่ทำให้เรากลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลครองเมืองปะทะกับตำรวจแบบสุดมัน แม้กระทั่งภารกิจสุดยากในตำนานอย่างการบังคับเฮลิคอปเตอร์จิ๋ววางระเบิดไซเคิลที่ทำเอาหลายคนหัวร้อน แต่การได้โลดโผนในเมือง Vice City ยามไร้เน็ต ก็ถือเป็นความทรงจำสุดกลมกล่อมที่ทำให้นึกถึงทีไรก็ต้องอมยิ้มทุกครั้งครับ
6. Battle Realms

ถ้าพูดถึงเกม RTS สไตล์เอเชียในใจชาวไทยช่วงเน็ตล่ม ย่อมหนีไม่พ้น Battle Realms ที่พาเราเข้าไปสู่สงครามแฟนตาซีของ 4 เผ่าพันธุ์อย่าง Wolf, Lotus, Serpent และ Dragon ความเด่นที่ไม่เหมือนใครคือระบบยูนิตที่ต้องใช้ชาวบ้านตักน้ำ ทำนา มาเข้าโรงฝึกสเต็ปต่างๆ เพื่อพัฒนาเป็นนักรบระดับสูง รวมถึงกลไกการใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อม เช่น การจุดไฟเผาสิ่งปลูกสร้าง หรือการต้อนฝูงม้าป่ามาจับใช้งาน ยิ่งยามที่ต้องเล่นแบบ Skirmish คนเดียวปะทะกับ AI คอมพิวเตอร์ การนั่งเฝ้ามองชาวบ้านเดินคดเคี้ยวไปมาพร้อมเสียงพากย์อันคุ้นหู และการจัดทัพซามูไรผสมจอมขมังเวทไปถล่มค่ายศัตรู คือเสน่ห์ที่ทำให้เราเพลิดเพลินจนลืมมองไอคอนสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปเลยครับ
7. Need for Speed: Underground

เมื่อเน็ตหลุดจนเข้าเกมออนไลน์ไม่ได้ การเปลี่ยนบรรยากาศมาเป็นขาซิ่งสายสตรีทเรซซิ่งยามค่ำคืนใน Need for Speed: Underground ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยเติมเต็มความตื่นเต้นได้ทันที เอกลักษณ์ของเกมนี้คือการดึงดูดเราด้วยเสียงเพลงฮิปฮอปและร็อกสุดมัน ควบคู่ไปกับระบบการแต่งรถที่ละเอียดยิบชนิดที่ว่านั่งเลือกสีสเปรย์ ลายไวนิล สเกิร์ตหน้า ไปจนถึงไฟนีออนใต้ท้องรถได้เป็นชั่วโมง ๆ โดยไม่รู้ซึ้งถึงความเบื่อหน่าย แม้จะเป็นการแข่งกับ AI ในโหมด Quick Race หรือลุยด่านใน Underground Mode แต่ความสะใจยามกดปุ่มฉีดไนตรัส พุ่งทะยานผ่านโค้งด้วยความเร็วสูง พร้อมภาพหน้าจอเบลอสุดสมจริง ก็ทำให้ความหงุดหงิดจากการรอนานเพราะเน็ตดับ หายวับไปกับเสียงท่อไอเสียอันดุดันได้อย่างง่ายดายเลยครับ
8. Diablo II

ในยามที่โลกออนไลน์ต้องหยุดชะงัก การได้ดำดิ่งสู่โลกมืดสุดคลาสสิกอย่าง Sanctuary ใน Diablo II คือทางเลือกอันดับต้น ๆ ของสาย RPG ที่ไม่อยากลุกออกจากเก้าอี้ จุดเด่นของเกมที่ทำให้เราติดลมได้ยาว ๆ โดยไม่ต้องง้อระบบเน็ต คือการเลือกสายอาชีพที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็น Paladin, Necromancer หรือ Sorceress แล้วออกไปไล่ฟันฝูงปีศาจกลางทะเลทรายหรือดันเจี้ยนใต้ดิน เสน่ห์ระดับขึ้นหิ้งอยู่ที่เสียงเหรียญทองหล่นกระทบพื้น การลุ้นเปิดหีบหาไอเทมระดับ Rare หรือแบบ Set พร้อมระบบคีย์บอร์ดที่กดเติมน้ำยาเลือดสีแดงและมานาสีฟ้าอย่างทันท่วงที ยิ่งถ้าวันไหนโชคดีได้เจออาวุธรูว่าง ๆ ก็นำมาใส่เม็ดเจมเพิ่มความสามารถ หรือการได้กลับมานั่งคลิกไอเทมให้ Caine ช่วยตรวจสอบความสามารถก็ทำให้เพลินจนลืมไปเลยว่ากำลังนั่งรอสัญญาณเน็ตกลับมาครับ
9. Command & Conquer: Red Alert 2

ยามที่สายแลนล่มจนเกมออนไลน์เข้าไม่ได้ เสียง “Welcome back, Commander” อันคุ้นหูก็มักจะดังก้องขึ้นมาพร้อมภาพรถขุดแร่กำลังวิ่งออกจากฐานใน Red Alert 2 ทันที เกม RTS ในดวงใจชาวไทยที่ให้เราเลือกระหว่างฝั่งพันธมิตรและโซเวียต เสน่ห์ที่ทำให้เราจมอยู่กับเกมนี้ได้เป็นวัน ๆ คือยูนิตสุดป่วนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นเรือรบ Kirov Airship ลอยช้า ๆ แต่ทิ้งระเบิดตึกพังราบ, ทหารสาวอย่าง Tanya, หรือป้อมปืนเทสลาที่ช็อตไฟฟ้าใส่ศัตรูอย่างสะใจ ยามไร้เน็ต แค่กดเปิด Skirmish ปรับ AI เป็น Hard แล้วสร้างป้อมป้องกันแน่นหนา พร้อมฟังเพลงประกอบจังหวะร็อกอย่าง Hell March ไปด้วย ก็เพลิดเพลินจนลืมเวลา และตระหนักได้ว่าสงครามโลกครั้งที่สามบนหน้าจอคอมพิวเตอร์มันสนุกจนไม่ต้องง้อสัญญาณอินเทอร์เน็ตเลยครับ
10. Beach Head 2000

ปิดท้ายด้วยเกมตั้งรับในตำนานที่เชื่อว่าเด็กประจำร้านเน็ตยุค Y2K ทุกคนต้องเคยผ่านมือ เพราะยามที่อินเทอร์เน็ตล่มและไม่มีใครรู้ว่าจะเล่นอะไรดี เกมป้อมปืนหาดทรายภาพสามมิตินี้มักจะเป็นที่พึ่งพาฉุกเฉินเสมอ ตัวเกมไม่มีอะไรซับซ้อนให้ต้องคิดมาก เพียงแค่เราสวมบทเป็นพลปืนประจำป้อมตรงกลาง แล้วหมุนปืนใหญ่ คอยสาดกระสุนและยิงมิสไซล์ใส่กองทัพศัตรูที่บุกเข้ามาทุกสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นทหารราบ รถถัง หรือเฮลิคอปเตอร์จู่โจม ความสนุกและตื่นเต้นอยู่ที่การต้องบริหารกระสุนจำกัดพร้อมกับสู้กับเวลา ยิ่งด่านหลัง ๆ ที่ศัตรูถล่มเข้ามาไม่ขาดสาย จนต้องร้องหาเครื่องบินทิ้งระเบิด ภาพการคอยเล็งยิงและรักษาสภาพป้อมปืนให้รอดพ้นจากความพ่ายแพ้ ก็เป็นความบันเทิงชั้นดีที่ช่วยฆ่าเวลาระหว่างรอเน็ตกลับมาได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดครับ

สุดท้ายนี้ ถึงแม้ว่าโลกของเกมจะพัฒนาไปไกลจนเราสามารถเชื่อมต่อและเล่นสนุกกับผู้เล่นทั่วโลกได้ในระดับมิลลิวินาทีแล้วก็ตาม แต่ความทรงจำในยามที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตหลุดหายไป แล้วเราได้วกกลับมาเปิดเหล่า 10 เกม Offline ระดับตำนานเหล่านี้เล่นฆ่าเวลา ก็ยังคงเป็นเสน่ห์อันงดงามที่ไม่เคยลบเลือนไปจากใจของเด็กยุค Y2K เลยแม้แต่น้อย เพราะในความโชคร้ายของเน็ตตัดวันนั้น มันได้มอบโอกาสให้เราได้สัมผัสความสุขแบบเรียบง่ายแต่ตราตรึงใจ และต่อให้ในอนาคตอินเทอร์เน็ตจะเร็วขึ้นอีกกี่เท่าตัว ภาพของความสนุกที่เราเคยนั่งเฝ้าหน้าจอไล่ยิงบอท สร้างฐาน หรือกดสูตรโกงในวันวาน ก็จะยังคงเป็นพื้นที่เซฟโซนสุดคลาสสิกที่หยิบยกขึ้นมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกันเมื่อไรก็มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอครับ







